Taragraphies — Header Component

การประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ COP30 ซึ่งจะจัดขึ้นที่เมืองเบเลง (Belém) ประเทศบราซิล — ใจกลางป่าอเมซอน — จะมุ่งเน้นไปที่การ เปลี่ยนคำพูดให้เป็นการลงมือทำจริง โดยมีเป้าหมายเร่งด่วนด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate adaptation) การยื่น NDCs ฉบับใหม่ และแผนการ ระดมทุนด้านสภาพภูมิอากาศมูลค่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

COP คืออะไร?

COP ย่อมาจาก Conference of the Parties หรือ “การประชุมของภาคี” — หมายถึงคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นหลังจากมีการลงนามในสนธิสัญญาระหว่างประเทศ เพื่อทำหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการดำเนินการตามสนธิสัญญานั้น

มี COP หลายประเภทสำหรับสนธิสัญญาระหว่างประเทศต่าง ๆ เช่น COP เกี่ยวกับอาวุธเคมี หรือ COP ว่าด้วยการต่อสู้กับการแปรสภาพเป็นทะเลทราย แต่โดยทั่วไป เมื่อพูดถึง “COP” มักหมายถึง การประชุมของภาคีในกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC)

มีประเทศทั้งหมด 154 ประเทศ ที่ลงนามในอนุสัญญานี้เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 1992 เพื่อร่วมกันต่อสู้กับผลกระทบที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ต่อภูมิอากาศโลก

ตั้งแต่นั้นมา การประชุม COP จึงจัดขึ้นเป็นประจำ (เกือบทุกปี) เพื่อหารือแนวทางการดำเนินงานและติดตามความก้าวหน้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ละการประชุม COP จะถูกเรียกตามลำดับ เช่น COP26 คือการประชุมครั้งที่ 26

ทุกปีจะมีประเทศเจ้าภาพที่รับตำแหน่งประธาน COP ซึ่งรับผิดชอบการจัดการประชุมในปีนั้น ข้อตกลงใหม่ที่เกิดขึ้นในแต่ละ COP มักจะตั้งชื่อตามเมืองเจ้าภาพ เช่น Paris Agreement (2015) Glasgow Climate Pact (2021)

อย่างไรก็ตาม บางข้อตกลงกำลังเผชิญแรงต้านที่สำคัญ เช่น ในเดือนมกราคม 2025 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เริ่มกระบวนการถอนสหรัฐฯ ออกจาก Paris Agreement เป็นครั้งที่สอง ซึ่งจะมีผลอย่างเป็นทางการในต้นปี 2026

การถอนตัวนี้ทำให้สหรัฐฯ — หนึ่งในประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก — กลับไปอยู่ในกลุ่มประเทศส่วนน้อยที่อยู่นอกข้อตกลง และสร้างความไม่แน่นอนต่ออนาคตของการเจรจาภูมิอากาศโลก

จุดเปลี่ยนของ COP?

เวลาพูดคุยได้สิ้นสุดลงแล้ว — COP30 ต้องเปลี่ยนคำพูดให้เป็นการกระทำอย่างแท้จริง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่ออนาคตของมนุษยชาติ

ใครบ้างที่เข้าร่วม COP?

แม้จะได้ยินบ่อยว่ามีแต่นักการเมือง นักการทูต และผู้แทนรัฐบาลเข้าร่วม COP แต่แท้จริงแล้วมีผู้เข้าร่วมอีกหลากหลายฝ่าย — ทั้งผู้ผลักดันให้เกิดการดำเนินการด้านภูมิอากาศอย่างเป็นธรรม และผู้ที่ต้องการปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง

ตัวอย่างเช่น ผู้ล็อบบี้จากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล เข้าร่วมการเจรจาเพื่อพยายามขัดขวางความพยายามในการยุติถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ ใน COP27 พบว่าจำนวนผู้ล็อบบี้ฟอสซิลมีมากกว่าผู้แทนชนพื้นเมืองถึงสองเท่า ใน COP28 ที่ดูไบ มีผู้ล็อบบี้อุตสาหกรรมถึงเกือบ 2,500 คน ซึ่งถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์ และใน COP29 ที่บากู จำนวนผู้ล็อบบี้ฟอสซิลมากกว่าผู้แทนจาก 10 ประเทศที่เปราะบางต่อภูมิอากาศรวมกัน

ในอีกด้านหนึ่ง มีผู้ปกป้องสิ่งแวดล้อมและชนพื้นเมืองที่เรียกร้องให้มีการปกป้องดินแดนของพวกเขาจากการทำลายโดยอุตสาหกรรม เช่น การทำไม้ เหมือง และเกษตรเชิงอุตสาหกรรม องค์กรด้านภูมิอากาศ เช่น Global Witness เข้าร่วมกับพันธมิตรเพื่อเรียกร้องให้เกิดการดำเนินการอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมต่อวิกฤตภูมิอากาศ แต่ก็ยังมีอุปสรรคมากมาย — ทั้งด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ และโครงสร้างทางอำนาจ — ที่ขัดขวางไม่ให้ผู้ปกป้องสิ่งแวดล้อมและภาคประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในเวทีตัดสินใจระดับโลก น่าเศร้าที่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตภูมิอากาศมากที่สุด มักไม่ใช่ผู้ที่มีเสียงในโต๊ะเจรจาเหล่านี้

COP29 ตกลงอะไรกันบ้าง?

แม้จะมีบางสัญญาณของความคืบหน้า แต่ผลลัพธ์จาก COP29 ถือว่าขาดแรงขับเคลื่อนเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ข่าวดี คือ หลังจากสองปีของการเจรจา ประเทศต่าง ๆ เห็นพ้องให้จัดตั้ง กองทุนตอบสนองต่อความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage Fund) ให้เริ่มดำเนินการจริงในปี 2025 โดยจะเริ่มแจกจ่ายเงินก้อนแรกจำนวน 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังยืนยันการจัดตั้งเป้าหมายการเงินภูมิอากาศใหม่ หรือ New Collective Quantified Goal (NCQG) ซึ่งตั้งเป้าไว้ที่ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี อย่างไรก็ตาม ประเทศพัฒนาแล้วตกลงให้เพียง 300,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการ “ปฏิเสธความรับผิดชอบ” ของประเทศที่ปล่อยคาร์บอนมากที่สุดในประวัติศาสตร์

ในขณะที่ COP28 เคยสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญด้วยถ้อยคำ “transition away from fossil fuels” (เปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิล) แต่ COP29 กลับไม่มีความคืบหน้าในประเด็นนี้ และถูกกล่าวหาว่า “ถอยหลัง” เพราะแรงกดดันจากประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน

COP30 จะพูดคุยเรื่องอะไรบ้าง?

COP30 ได้รับฉายาว่า “Forest COP” เพราะจะจัดขึ้นกลางป่าอเมซอน —จุดศูนย์กลางของวิกฤตภูมิอากาศโลก บราซิลในฐานะเจ้าภาพต้องการเน้นย้ำ “การลงมือทำจริง” ประธาน COP30 นาย André Corrêa do Lago กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มาถึง “จุดศูนย์กลางของวิกฤตภูมิอากาศ” หลังจากปีที่อุณหภูมิโลกทะลุขีดจำกัด 1.5°C ครั้งแรก

ประเด็นสำคัญของ COP30 ได้แก่

ยุติการสูญเสียป่าไม้:

บราซิลจะเปิดตัวกองทุน Tropical Forests Forever Facility (TFFF) มูลค่า 125 พันล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนประเทศที่ปกป้องป่าเขตร้อน แต่กองทุนนี้อาจถูกวิจารณ์หากไม่ปฏิรูปการเงินเอกชนที่ยังคงสนับสนุนการตัดไม้ทำลายป่า

Roadmap สู่ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์:

“Baku to Belém Roadmap” จะเป็นแผนที่นำทางการระดมทุนภูมิอากาศ โดยมีแนวคิดให้เพิ่มการลงทุนเอกชนและปฏิรูปธนาคารพัฒนา เช่น ธนาคารโลกและ IMF

NDCs รุ่นที่ 3 (NDC3.0):

ประเทศต่าง ๆ ต้องส่งแผนลดก๊าซเรือนกระจกฉบับใหม่ทุก 5 ปี แต่จนถึงขณะนี้มีเพียง 20 จาก 195 ประเทศที่ส่ง ผู้บริหาร COP30 นาง Ana Toni มองในแง่ดีว่าอาจเป็นเพราะแต่ละประเทศกำลังจัดทำแผนอย่างละเอียดและสอดคล้องกับการประเมินระดับโลก

เปลี่ยนการเจรจาเป็นการลงมือทำจริง:

ประธาน COP30 เรียกร้องให้เข้าสู่ “ยุคแห่งความเร่งด่วนด้านภูมิอากาศ” จากนี้ COP ต้องไม่ใช่แค่การถกเถียง แต่ต้องเน้นแผนปฏิบัติที่ชัดเจน

ประเด็นขัดแย้งหลักของปีนี้

ใครควรเป็นผู้จ่าย (และจ่ายเท่าไร)?

ประเทศกำลังพัฒนามองว่าประเทศร่ำรวยควรรับผิดชอบค่าใช้จ่ายหลักของเป้าหมาย 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ เพราะประเทศพัฒนาแล้วคือผู้ปล่อยก๊าซมากที่สุดตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรม

อิทธิพลของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล:

การล็อบบี้ของบรรษัทน้ำมันและก๊าซยังคงเข้มข้น — ใน COP29 มีผู้ล็อบบี้กว่า 1,700 คน Global Witness เปิดเผยว่าแม้แต่ประธาน COP29 ยังยอมพูดคุยเรื่องดีลน้ำมันกับสายลับนักข่าว

ความตั้งใจทางการเมืองและ NDCs:

ทุกประเทศต้องถูกชักชวนให้ตั้ง NDC ที่เข้มแข็งและครอบคลุมแต่การเติบโตของกระแสการเมืองขวาจัดที่ปฏิเสธวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศในยุโรปและสหรัฐฯ อาจบั่นทอนความทะเยอทะยานนี้

People in, Polluters out

ธีมหลักของ COP30 คือแนวคิดชนพื้นเมือง “Mutirão (มูติรง)” — หมายถึงการร่วมแรงร่วมใจของชุมชนในภารกิจร่วมกัน บราซิลเปิดตัว Indigenous Peoples Circle และ International Indigenous Commission เพื่อให้เสียงของชนพื้นเมืองอยู่ใจกลางการประชุม

แต่ในฐานะประเทศที่มีอัตราการสังหารผู้ปกป้องสิ่งแวดล้อมสูงเป็นอันดับสองของโลก บราซิลจำเป็นต้องพิสูจน์ว่าการคุ้มครองแนวหน้าเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ในห้องประชุม

COP30 จึงอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ว่าจะเป็น โอกาสแห่งการฟื้นพลังในการลงมือทำเพื่อความยุติธรรมด้านภูมิอากาศหรือจะเป็นอีกครั้งที่ความล้มเหลวของการทูตระหว่างประเทศถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์

เรียบเรียงจาก Everything you need to know about COP  https://globalwitness.org/en/campaigns/fossil-fuels/everything-you-need-to-know-about-cop/

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading