Taragraphies — Header Component

ธารา บัวคำศรี

เมื่อโลกทั้งโลกสั่นสะเทือนจากโรคระบาดขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบกับคนนับล้านอย่าง Covid-19 เราทุกคนต่างกังวลกับสุขภาพของตนเอง คนที่เรารัก รวมถึงคนที่เปราะบางที่สุดในสังคม ในเพียงเวลาไม่กี่สัปดาห์ Covid-19 กลายเป็นวาระเร่งด่วนมากที่สุด มากกว่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศหรือภัยคุกคามจากการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ หายนะภัยที่ครอบงำความสนใจของคนทั้งโลกก่อนหน้านี้ เช่น ไฟป่ามหากาฬในออสเตรเลีย หรือของสังคมไทยกรณีไฟป่าอนุรักษ์ เป็นต้น ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่จริงจังน้อยกว่าการระบาดของ Covid-19 ที่เรามีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย

เช่นเดียวกับโรคระบาดครั้งใหญ่ที่เคยเกิดขึ้น ทั้งโรคเอดส์ อีโบลา โรคซาร์ส เป็นต้น แม้ว่าจะ ไม่มีหลักฐานถึงความเกี่ยวข้องโดยตรงระหว่างการอุบัติของโคโรนาไวรัสกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพที่เราเผชิญอยู่ แต่ในวาระที่วันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ (International Day for Biological Diversity: IDB) ซึ่งตรงกับวันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปี เวียนมาบรรจบในปี 2563 นี้ คำถามที่สำคัญคือ วิกฤตโรคระบาดบอกถึงสถานภาพของความหลากหลายทางชีวภาพของโลกและของประเทศไทยอย่างไร

ความหลากหลายทางชีวภาพ : ลึกซึ้งและกว้างขวาง

องค์การสหประชาชาติได้ประกาศ “วันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ” เพื่อรำลึกถึงวันที่อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity : CDB) เริ่มมีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ.2535 โดยมุ่งหมายอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ใช้ประโยชน์องค์ประกอบของความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน และแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม

ความหลากหลายทางชีวภาพ (biological diversity หรือ biodiversity) มีความหมายกว้างและลึกซึ้งมากกว่าคําว่าสิ่งมีชีวิต(life) โดยสรุปหมายถึง คุณสมบัติของสิ่งมีชีวิตที่หลากหลายตั้งแต่ระดับพันธุกรรมหรือยีน (gene) ระดับชนิดหรือสปีชีส์ (species) จนถึงความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตเชิงนิเวศวิทยา (ecological community) ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นผลจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการ (evolutionary changes) ตามกาลเวลาและตามสภาวะสมดุลธรรมชาติในถิ่นอาศัย (habitat) ที่หลากหลายรูปแบบ

ที่มา : ยุทธศาสตร์งานวิจัย การพัฒนาคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพ(พ.ศ.2555-2559) 

ผลลัพธ์จากการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนเมื่อปี พ.ศ. 2555 (Rio+20) ท่ีประชุมเน้นถึงความสําคัญของความหลากหลายทางชีวภาพและบริการจากระบบนิเวศในฐานะเป็นรากฐานของการพัฒนาท่ียั่งยืนและความกินดีอยู่ดีของมนุษย์

ในกรณีของประเทศไทย แม้ว่าเราจะมีแผนแม่บทบูรณาการ เป้าหมายระดับชาติ แผนปฏิบัติการจัดการ รวมถึง พันธกรณีท่ีเก่ียวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพที่ต้องดำเนินการ เตรียมการและอยู่ระหว่างการเจรจา ไม่ว่าจะเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าท่ีใกล้สูญพันธ์ุ (The Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora : CITES) อนุสัญญาว่าด้วยพื้นท่ีชุ่มน้ํา(Ramsar Convention on Wetlands) การสร้างกลไกในการกํากับดูแลสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมตามพิธีสารคาร์ตาเฮนา ว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ (Cartagena Protocol on Biosafety) สนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืชเพื่ออาหารและการเกษตร (International Treaty on Plant Genetic Resources for Food and Agriculture: ITPGR) อนุสัญญาว่าด้วยการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์สัตว์ป่าท่ีอพยพย้ายถิ่น(Convention on the Conservation of Migratory Species of Wild Animals: CMS) พิธีสารนาโงยาว่าด้วยการเข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรมและการแบ่งปันผลประโยชน์ ที่เกิดขึ้นจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม(the Nagoya Protocol on Access to Genetic Resources and the Fair and Equitable Sharing of Benefits Arising from their Utilization to the Convention on Biological Diversity) การดําเนินการในการกําหนดกลไกและกรอบกฎหมายระหว่างประเทศในการคุ้มครองภูมิปัญญา ทรัพยากรพันธุกรรมและการแสดงออกทางวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม ภายใต้กรอบขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO) และองค์การทรัพย์สินทางปัญญา(WIPO) แต่หากไม่ยึดโยงกับ “ความเป็นธรรมทางสังคม” แล้ว “ความหลากหลายทางชีวภาพ”ของไทยก็จะอยู่ในสถานะที่วิกฤตขึ้นไปอีก

หากสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตสูญสิ้นนับล้านในทศวรรษหน้า ความมั่นคงของมนุษย์ย่อมสั่นคลอน

รายงานการประเมินความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลก(The global assessment report on biodiversity and ecosystem services) โดยคณะกรรมการเฉพาะกิจระหว่างรัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่ายว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและบริการจากระบบนิเวศ (Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services) หรือ IPBES ในปี พ.ศ.2562 บ่งชี้ถึงวิกฤตความหลากหลายชีวภาพอย่างชัดเจน รายงานระบุว่า สิ่งมีชีวิตกว่า 1 ล้านสายพันธุ์อาจเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่และร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ โดยที่มนุษย์เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก

ในบทความล่าสุดของ IPBES ทีมผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นผู้เขียนรับเชิญระบุในตอนต้นว่า “มีสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่รับผิดชอบต่อการระบาดของ COVID-19 นั่นก็คือมนุษย์เรา” เฉกเช่นวิกฤตสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ โรคระบาดทั่วโลกครั้งล่าสุดนี้เป็นผลพวงโดยตรงจากกิจกรรมของมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบเศรษฐกิจและการเงินในระดับโลกที่ตั้งอยู่บนกระบวนทัศน์การแสวงกำไรและผลประโยชน์โดยไม่คำนึงว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรามีโอกาสอยู่น้อยนิดที่จะผ่านวิกฤตทั้งหลายเหล่านี้เพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตที่จะตามมาในอนาคต

โรค COVID-19 ที่เกิดจากจุลชีพที่ส่งผลให้ร่างกายเราติดเชื้อ เจ็บป่วยและเสียชีวิต มากกว่า 70% ของเชื้อโรคอุบัติใหม่ที่ส่งผลต่อมนุษย์มาจากสัตว์ป่าและสัตว์ที่มนุษย์นำมาเลี้ยง แต่การติดต่อและระบาดของเชื้อโรคเกิดจากการสัมผัสหรือการกินสัตว์ที่ติดเชื้อ และการระบาดระหว่างมนุษย์เกิดจากการสัมผัสใกล้ชิดการทำลายป่าไม้ที่ดำเนินไปอย่างล้างผลาญจากเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ การขยายตัวของเกษตรเชิงเดี่ยวที่ไร้การควบคุม การทำเหมืองแร่ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการแสวงประโยชน์จากพรรณพืชและสัตว์ป่าในธรรมชาติคือเงื่อนไขที่สมบูรณ์แบบอย่างยิ่งในการที่เชื้อโรคจากสัตว์ป่าในธรรมชาติแพร่เข้าสู่มนุษย์

กิจกรรมของมนุษย์ส่งผลกระทบอย่างมากต่อ 3 ใน 4 ส่วนของภาคพื้นดินของโลก ทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำของโลกไปมากกว่า 85%  เราใช้ที่ดินในโลกมากกว่า 1 ใน 3 และน้ำจืดที่มีอยู่ในโลก 75% เพื่อการเพาะปลูกพืชและอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์

เราทุกคนต่างประสบและเป็นประจักษ์พยานต่อการแพร่ระบาด Covid-19 ไปทั่วโลก และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ถึงแม้ว่าโรคที่แพร่จากสัตว์สู่มนุษย์จะทำให้เกิดการเสียชีวิต 700,000 คนต่อปี โอกาสที่จะเป็นการระบาดของโรคครั้งใหญ่ในอนาคตนั้นมีสูงยิ่ง นักวิจัยเชื่อว่ามีเชื้อไวรัสที่ไม่อาจระบุได้มากถึง 1.7 ล้านชนิดที่มนุษย์สามารถติดเชื้อได้ปรากฎอยู่ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและนกน้ำ ไวรัสเหล่านี้สามารถกลายเป็น “Disease X” ปฐมบทของโรคระบาดครั้งต่อไปซึ่งจะพลิกโลกและร้ายแรงถึงชีวิตมากกว่า COVID-19

หากเราไม่ใส่ใจต่อผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่เราเลือกในปัจจุบัน โรคระบาดครั้งใหญ่ในอนาคตจะเกิดถี่ขึ้น แพร่ระบาดได้รวดเร็วมากขึ้น สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจหนักขึ้น และการสูญเสียชีวิตมากขึ้น

หัวใจสำคัญของแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลัง Covid-19

ที่สำคัญที่สุด เราต้องสร้างการเปลี่ยนผ่านที่ลุ่มลึกและหนักแน่น(transformative change) ดังสารที่เตือนให้เราตระหนักในรายงานการประเมินความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลก “สายพันธุ์สิ่งมีชีวิตอาจสูญสิ้นนับล้านในทศวรรษหน้า” : เราจำเป็นต้องจัดเรียงเชิงระบบในขั้นรากฐานทั้งปัจจัย กระบวนทัศน์ เป้าหมาย คุณค่าในทางเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยี การเสริมสร้างความรับผิดชอบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในทุกภาคส่วน ดังข้อเสนอต่อไปนี้

การลงมือทำตามข้อเสนอข้างต้นอาจดูเหมือนมีต้นทุนสูงและท้าทาย แต่จริงๆ แล้วน้อยนิดเมื่อเทียบกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นแล้วจาก Covid-19

การรับมือและฟื้นฟูจากวิกฤต COVID-19 เรียกร้องให้เราทุกคนออกมาท้าทายผลประโยชน์ทับซ้อนที่ขัดขวางการเปลี่ยนผ่านที่ลุ่มลึกและหนักแน่น เราจะต้องยุติ “สิ่งที่ดำเนินไปตามปกติ” เราต้องฟื้นคืนจากวิกฤตโดยเข้มแข็งขึ้นและดีขึ้นมากกว่าที่เคยเป็นมา

นั่นหมายถึงสิ่งที่เราเลือกทั้งนโยบายและปฏิบัติการต่างๆ เป็นไปเพื่อปกป้องธรรมชาติ และในท้ายที่สุด ธรรมชาติจะปกป้องเรา

คุณรู้หรือไม่ว่า

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading