Taragraphies — Header Component

วันนี้ 7 กันยายน 2564 เป็นปีที่สองที่ประชาคมนานาชาติร่วมรณรงค์เพื่ออากาศดีทั่วโลก โดยใช้หัวข้อว่า “อากาศสะอาด โลกแข็งแรง” – #HealthyAirHealthyPlanet สืบเนื่องจากปี 2563 ที่ผ่านมาสมัชชาสหประชาชาติ (United Nations General Assembly-UNGA) กำหนดให้วันนี้ของทุกปีเป็นวันสากลเพื่ออากาศสะอาดสำหรับท้องฟ้าสดใส (the International Day of Clean Air for blue skies) ขณะที่ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาติ (UNEP) มองว่า มาตรการล็อกดาวน์ช่วงโควิด-19 แสดงให้เห็นว่า เมื่อเราลงมือทำ อากาศสะอาดและท้องฟ้าใสนั้นเป็นไปได้

การรณรงค์ในปี 2564 เน้นให้ความสำคัญเรื่องอากาศสะอาดเพื่อทุกคน (healthy air for all) และโยงไปสู่ประเด็นที่กว้างขึ้นว่าด้วยวิกฤตสภาพภูมิอากาศ สุขภาวะของมนุษย์และโลกของเรา รวมถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยถือเป็นการเรียกร้องเพื่อ #ขออากาศดีคืนมา #RightToCleanAir

นอกจากเป็นภัยต่อสุขภาพของมนุษย์ มลพิษทางอากาศยังส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มลพิษทางอากาศที่มีช่วงชีวิตสั้น (Short-lived Climate Pollutants) เช่น เขม่า (black carbon) ก๊าซโอโซนในชั้นบรรยากาศ (tropospheric ozone) และก๊าซมีเทน (methane) เป็นต้น การลดมลพิษทางอากาศดังกล่าวนี้ลงจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ลดการสูญเสียผลผลิตการเกษตร และลดผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

และต่อไปนี้คือสิ่งที่รัฐบาลไทยมอบให้ประชาชนในวันอากาศสะอาดสากล

ปัดตกร่างกฎหมาย

ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 133 วรรคสอง ในกรณีที่ร่างกฎหมายที่มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และเป็นร่าง กฎหมายที่เกี่ยวกับการเงิน การเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีคำรับรองของนายกรัฐมนตรี

ด้วย “อำนาจพิเศษ” นี้ ทำให้ร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับมลพิษทางอากาศ 3 ฉบับ ถูกปัดตกจากนายกรัฐมนตรี

ยังเหลือเพียง ร่างพ.ร.บ.กำกับดูแลการจัดการอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพแบบบูรณาการ พ.ศ. …. ริเริ่มโดยเครือข่ายอากาศสะอาด ซึ่งมีการรณรงค์รวบรวมรายชื่อประชาชนให้ถึง 10,000 รายชื่อ อยู่ในขณะนี้

สิบปีผ่านไปแล้ว แต่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยตำแหน่ง ยังไม่ได้ทำอะไรเลยกับ “มาตรฐาน PM 2.5 ในบรรยากาศ” ที่ใช้กันอยู่

เพิกเฉยมาตรฐานคุณภาพอากาศใหม่

ใน พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 32 (4) ให้ กก.วล. มีอำนาจกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไปและมาตรา 34 ให้ กก.วล. มีอำนาจปรับปรุงแก้ไขมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ได้กำหนดไว้แล้วให้เหมาะสมโดยอาศัยหลักวิชาการ กฎเกณฑ์และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานและความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี

แม้จะมีสัญญานที่ดีจากการประชุมรับฟังความคิดเห็น (ผ่าน Video Conference ระบบ Zoom) เรื่อง “การปรับปรุงมาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศ” ซึ่งจัดในวันที่ 14 มกราคม 2564 โดยกรมควบคุมมลพิษซึ่งพิจารณาและมีความเห็นให้ปรับปรุงมาตรฐานฝุ่นละออง PM2.5 ในบรรยากาศ โดยเปลี่ยนค่าเฉลี่ยในเวลา 24 ชั่วโมง จากเดิม  50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็น 37 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร”  และค่าเฉลี่ยในเวลา 1 ปี 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็น 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร”

แต่ในวันอากาศดีสากล เรายังไม่เห็นความเคลื่อนไหวใด ๆ ในเรื่องนี้จากผู้มีอำนาจ

คนไทยสูดฝุ่น PM 2.5 โดยเฉลี่ยต่อปีมากเป็น 2 เท่าของเกณฑ์ WHO

เมื่อพิจารณาจาก รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศโลกปี 2561, ปี 2562 และปี 2563 คนไทยรับสัมผัสฝุ่น PM2.5 ที่มีความเข้มข้นระหว่าง 21.4-26.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรโดยเฉลี่ยต่อปี หรือมากกว่า 2 เท่าของข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งกำหนดไว้ที่ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบากศ์เมตร [3]

อากาศแย่ติดอันดับต้นๆ ของโลก

ในช่วง 2-3 เดือนของทุกปี เชียงใหม่ เมืองท่องเที่ยวฮิบฮิบทางภาคเหนือของไทย กลายเป็นเมืองที่มีมลพิษทางอากาศเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก มลพิษทางอากาศของเชียงใหม่  และอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงมาจากแหล่งกำเนิดหลักคือ ไฟป่าในเขตอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ การเผาจากการเกษตรเชิงเดี่ยว และการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล

กรณีศึกษาฝุ่น PM2.5 ที่เชียงใหม่

การประมวลผลข้อมูลล่าสุดโดย IQAir พบว่า ในช่วงปี 2560 จนถึงปัจจุบัน (2564) เดือนที่คุณภาพอากาศแย่ที่สุดของเชียงใหม่คือ เดือนมีนาคม โดยฝุ่น PM2.5 เฉลี่ยสูงเป็น 2 เท่าของค่าเฉลี่ยในเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และเมษายน

Chiang Mai monthly AQI averages
แผนภาพ 1 : ความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 เฉลี่ยรายเดือนและรายปี จัดแบ่งสีตามเกณฑ์ของดัชนีคุณภาพอากาศขององค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (ที่มา : IQAir)

จากแผนภาพ 1 แม้ว่าปี 2563 จะมีฝุ่น PM2.5 แย่ที่สุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่ในช่วงต้นปี 2564 นี้ เชียงใหม่ก็ยังคงประสบกับฝุ่น PM2.5 ที่มีความเข้มข้นเฉลี่ยรายเดือนสูงมากเมื่อเทียบกับข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก (มกราคม : 42.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร / กุมภาพันธ์ : 47.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร / มีนาคม : 83.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)

Chiang Mai hourly percentage
แผนภาพ 2 ความเข้มข้นเฉลี่ยรายชั่วโมงของฝุ่น PM2.5 ในเดือนมกราคม-มีนาคม ของปี 2560, 2561, 2562, 2563, และ 2564 จัดแบ่งสีตามเกณฑ์ของดัชนีคุณภาพอากาศ ขององค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (ที่มา : IQAir)
จากแผนภาพ 2 เมื่อพิจารณาสัดส่วนของค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 รายชั่วโมงในช่วงระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม ในปี 2564 เชียงใหม่มีอากาศดี (ความเข้มข้น PM2.5 เฉลี่ยต่ำกว่า 12 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ตามดัชนีคุณภาพอากาศของ USEPA) อยู่เพียง 1.5 %
Chiang Mai PM2.5 levels for 2017-2021
แผนภาพ 3 : ค่าฝุ่น PM2.5 รายวันในเชียงใหม่ระหว่างปี 2560-2564 จัดแบ่งสีตามเกณฑ์ของดัชนีคุณภาพอากาศขององค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (ที่มา : IQAir)

ในแผนภาพ 3 บ่งชี้ว่า ฝุ่น PM2.5 ในเชียงใหม่มาเร็วขึ้นและอยู่นานขึ้นอันเป็นผลมาจากปัจจัยสองประการคือ Zero Burn ซึ่งเป็นมาตรการของรัฐ และวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

แม้ประเทศไทยในฐานะประชาคมโลกจะตระหนักถึงการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 3 ว่าด้วยการสร้างหลักประกันให้คนมีชีวิตที่มีคุณภาพและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของคนทุกเพศทุกวัย โดยมุ่งลดจำนวนผู้เสียชีวิตและเจ็บป่วยจากมลพิษทางอากาศ และใช้ตัวชี้วัดว่ามีประชากรในเขตเมืองที่ได้รับมลพิษทางอากาศกลางแจ้งรวมถึงฝุ่น PM 2.5 เกินข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลกมากน้อยเพียงใด 

แต่ตราบเท่าที่สิทธิในการหายใจของคนไทยยังถูกละเมิด เราไม่อาจบรรลุเป้าหมายนี้ได้เลย

ที่มาข้อมูล :

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading