Taragraphies — Header Component

ธารา บัวคำศรี

ก่อนที่การประชุมเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 จะเกิดขึ้นที่กลาสโกว์ ขอแชร์เรื่องต่อไปนี้เป็นเกร็ดสาระ

ในเดือนธันวาคม 2553 มีเรื่องหนึ่งที่ท้าทายวิทยาศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC)

เป็นเรื่องอะไร หนักหนาสาหัสแค่ไหน? หรือเป็นแค่เรื่องเล็กท่ามกลางข่าวสารอันมหาศาลว่าด้วยวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

เรามาย้อนดูกันครับ

เรื่องนี้มีคำลงท้ายว่า “เกท(Gate)” และพุ่งเป้าไปที่คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(IPCC)

แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ขอขยายความจริงเบื้องหลัง “เกท(Gate)” และอธิบายว่า ทำไมเรื่องราวเหล่านั้นจึงถูกเรียกว่า “เกท(Gate)”

หลายคนอาจเคยได้ยินคดีวอเตอร์เกทซึ่งเป็นคดีที่อื้อฉาวในช่วงต้นคริสตทศวรรษ 1970 และทำให้ประธานาธิบดีนิกสันแห่งสหรัฐอเมริกาต้องลงจากตำแหน่ง ชื่อ “เกท(Gate)” ก็มาจากการเข้าไปในโรงแรมวอเตอร์เกทในวอชิงตัน ดีซี หลังจากการลาออกของประธานาธิบดีนิกสัน นายวิลเลียม ซาไฟร์ คอลัมนิสต์หัวอนุรักษ์นิยม และคนร่างสุนทรพจน์ของอดีตประธานาธิบดีนิกสันได้เริ่มเอาคำว่า “เกท(Gate)” พ่วงเข้าไปกับทุกเรื่อง

กลยุทธ์นี้ใช้ได้ผล และต่อมา คุณสามารถที่จะมโนเรื่องอะไรก็ได้ให้ดูเหมือนเป็นเรื่องอื้อฉาวโดยต่อท้ายคำว่า “เกท(Gate)” เข้าไป มีบทวิเคราะห์ว่า ส่วนหนึ่ง นายซาไฟร์ต้องการทำให้อาชญากรรมของเจ้านายเก่าของเขาเป็นเรื่องที่ดูจริงจังน้อยลง และส่วนหนึ่งเพื่อทำให้เรื่องหยุมหยิมที่เขาเขียนดูเป็นเรื่องใหญ่โตจริงจัง ประมาณว่า ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่

วิธีการง่ายมากคือ (1) นำเรื่องงุ้งงิ้งมาต่อท้ายด้วยคำว่า “เกท(Gate)” (2) ใส่ความเวอร์วังเข้าไปเล็กน้อย และ (3) ขยายความให้เกินจริง กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวสำเร็จรูป ใช้ได้บ่อยเท่าที่คุณต้องการ

และต่อไปนี้คือเรื่องที่เกิดขึ้น

แฮกเกอร์เกท(Hackergate)

แฮกกอร์เกทเริ่มจากการนำเสนอผ่านอินเทอร์เนตด้วยอีเมล์ราวหนึ่งพันและเอกสารอีกราวสามพันฉบับจากหน่วยวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของมหาวิทยาลัยอีสแองเกลียร์ ซึ่งเป็นแหล่งสุมหัวของนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำที่ศึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยอีเมล์กว่าพันฉบับที่เลือกมา ประโยคที่ถูกหยิบยกเพื่อพยายามทำให้กรณีนี้มีเรื่องที่ลับลมคมในเกิดขึ้น

หิมาลายันเกท(Himalayagate)

จาก “แฮกเกอร์เกท” ก็ตามมาด้วย “หิมาลายันเกท” ในรายงานการประเมินครั้งที่ 4 ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(IPCC) ที่ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2550 IPCC รายงานว่าธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยอาจหายไปอย่างเร็วที่สุดในปี พ.ศ. 2578 และกลายเป็นว่า คำอ้างดังกล่าวนั้นไม่ถูกต้องและไม่อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ต่อมา IPCC ได้ถอนคำอ้าง เนื่องจากมันเป็นข้อผิดพลาด ไม่ใช่การหลอกลวง

นี่ไม่ได้หมายถึงว่าธารน้ำแข็งไม่ได้หดตัวลง แต่เป็นเพียงเพราะว่าอัตราการหดตัวนั้นไม่ได้สูงตามที่ IPCC ที่ได้ระบุไว้ จากกราฟด้านล่างของหน่วยบริการการติดตามตรวจสอบธารน้ำแข็งแห่งโลก แท่งสีแดงเป็นปีที่ธารน้ำแข็งทั่วโลกหดตัวลงโดยเฉลี่ย แท่งกราฟสีฟ้าเป็นปีที่ธารน้ำแข็งขยายเพิ่มขึ้น น่าจะเป็นคำตอบง่าย ๆ ว่าธารน้ำแข็งทั่วโลกกำลังเจอปัญหาหรือไม่? เป็นคำถามง่าย ๆ แล้วจะมีแท่งกราฟสีแดงหรือสีฟ้ามากกว่านี้หรือไม่?

แอมาซอนเกท(Amazongate)

จากหิมาลายันเกท เรามี “แอมาซอนเกท” ข้อกล่าวหาของเรื่องนี้คือเชิงอรรถที่อ้างว่าร้อยละ 40 ของผืนป่าแอมาซอนจะล่มสลายลง นั้นเป็นเรื่องผิดพลาด แต่ว่าข้ออ้างนั้นไม่ได้ผิดพลาด เพียงแต่เชิงอรรถนั้นที่ผิด รายงานที่มีเชิงอรรถนั้นไม่ได้รองรับข้ออ้างนั้นโดยตรง แต่รายงานวิทยาศาสตร์อีกชิ้นหนึ่งที่เป็นตัวรองรับ(1) หลังจากนั้น ยังมีรายงานอีกสองฉบับ (2, 3) ที่ยืนยันเรื่องการที่ผืนป่าแอมาซอนอาจจะล่มสลาย ถือเป็นการทำเชิงอรรถที่ใช้ไม่ได้ แต่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ที่เลว และทั้งหมดก็มีแค่นี้

เรื่องยุคน้ำแข็งเล็ก(The Mini Ice Age Story)

ถ้าคุณอาศัยในแถบยุโรปเหนือ หรือทางตะวันออกเฉียงเหนือของอเมริกา คุณได้เจอกับอากาศหนาวยะเยือกที่มาล่วงหน้าในปี 2553 จากนั้น มีนักข่าวจำนวนมากได้ใช้โอกาสนี้ในการทำให้เป็นส่วนหนึ่งของ “เกท(Gate)” อากาศอันหนาวเย็นถูกนำมาอ้างว่ายุคน้ำแข็งน้อยกำลังจะมาถึง ถ้าเรื่องนี้ดูจะแปลกไปเล็กน้อย ใช่ คุณถูกแล้วล่ะ

เรื่องยุคน้ำแข็งเล็กดังกล่าวนี้ไม่ปรากฎในออสเตรเลีย เพราะว่าคนที่นั่นเจอกับอุณหภูมิฤดูร้อนที่สูงเป็นประวัติการณ์ ด้านชายฝั่งตะวันตกของแคนาดาก็ไม่มีเรื่องยุคน้ำแข็งน้อย เพราะว่าทุกอย่างเริ่มอุ่นขึ้นโดยพวกเขาต้องทำการย้ายหิมะทำให้กีฬาโอลิมปิคฤดูหนาวเป็นไปตามแผน ส่วนเขตอาร์กติกในละติจูดสูงนั้นก็อุ่นมากขึ้นกว่าปกติ จริงๆ แล้ว การที่เขตอาร์กติกอุ่นขึ้นคือสาเหตุที่ทำให้เกิดมวลอากาศเย็นในยุโรป

หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ให้นักข่าวเข้าถึงอินเทอร์เนต แต่ทำไมจึงมีนักข่าวไม่มากที่ใช้อินเทอร์เนตในการรวบรวมเรื่อง “ยุคน้ำแข็งน้อย” ของพวกเขาซึ่งเป็นอะไรที่เราไม่เคยรู้

อะไรอยู่เบื้องหลัง

จากการอ่านข่าวกระแสหลัก คุณอาจคิดว่ามีการถกเถียงทางความคิดเห็นเกิดขึ้นในชุมชนวิทยาศาสตร์ แต่ไม่มีอะไรมากไปกว่าความจริง ความเห็นร่วมในทางวิทยาศาสตร์ที่นำเสนอในรายงานของ IPCC นั้นแข็งแกร่งและเชื่อถือได้ นักวิทยาศาสตร์ผู้สงสัยเรื่องภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ (Anthropogenic global warming-AGW) นั้นเหลืออยู่น้อยมากแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น บล๊อกของโรเจอร์ ฮาราบิน นักวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมของ BBC e-mailed a climate-denier blog ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553 ขอให้ช่วยหานักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นสักคน เขาเขียนว่า “ผมพยายามคุยกับนักวิทยาศาสตร์ของสหราชอาณาจักรที่มีตำแหน่งทางวิชาการในปัจจุบันซึ่งมีข้อสงสัยเรื่อง ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ (Anthropogenic global warming-AGW) ผมหาไม่ได้เลยสักคน”

ข้ออ้างที่ไม่เที่ยงตรงอีกอันหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ ข้อสรุปของ IPCC ที่ว่าความเสื่อมโทรมของแนวปะการังที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นมาจากรายงานของกรีนพีซแต่เพียงอย่างเดียว

ข้อเท็จจริงคือ ข้อสรุปของ IPCC ในเรื่องนี้ได้ผ่านการทบทวนตรวจสอบอย่างหนักแน่น

เหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา การโจมตี IPCC มาจากพวก IO รับจ้างของอุตสาหกรรมฟอสซิล

เรื่องเหล่านี้มีความหมายอย่างไรต่อ IPCC

การประเมินทางวิทยาศาสตร์ของ IPCC นั้นเป็นกระบวนการที่ละเอียด หนักแน่นและเชื่อถือได้ อาจถือได้ว่าเป็นภารกิจทางวิทยาศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยมีการจัดตั้งกันมา โดยมีนักวิทยาศาสตร์นับพันจากสถาบันวิจัยต่างๆ ทั่วโลก และข้อมูลอันมหาศาล

ด้วยการที่เป็นภารกิจของมนุษย์ ดังนั้น มันจึงไม่สมบูรณ์แบบ รายงานการประเมินที่ถูกตั้งคำถามนั้นมีความหนากว่า 3,000 หน้า และผู้สงสัยและนักข่าวใช้ความพยายามกว่า 2 ปี เพื่อหาข้อผิดพลาด ซึ่งเป็นเพียงเชิงอรรถที่เลวๆ อันหนึ่ง เรื่องของเทือกเขาหิมาลัยที่มีการระบุโดยนักวิทยาศาสตร์ ก็เป็นแนวทางอย่างที่มันควรจะเป็น

จนถึงปัจจุบัน ไม่มีคู่มือวิทยาศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่น่าเชื่อถือมากไปกว่ารายงานของ IPCC อีกแล้ว

วิทยาศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความชัดเจน วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องจริง เกิดขึ้นแล้ว ทางออกนั้นยังคงอยู่ในเอื้อมมือของเรา นั่นคือการปฏิวัติพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด ฉลาดใช้พลังงาน และการปกป้องป่าไม้

อ้างอิง :
[1] Cox, P. M., Betts, R. A., Jones, C. D., Spall, S. A. & Totterdell, I. J. 2000 Acceleration of global warming due to carbon-cycle feedbacks in a coupled climate model. Nature 408, 184–187
[2] Towards quantifying uncertainty in predictions of Amazon ‘dieback’ Chris Huntingford et al Phil. Trans. R. Soc. B 2008 363, 1857-1864
[3] Drought Sensitivity of the Amazon Rainforest Oliver L. Phillips et al Science 323, 1344 (2009);

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading