จับตาผืนป่าแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในวันป่าไม้โลก

ผืนป่าเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสรรพชีวิต ป่าให้ความชื้น ความร่มเย็นและถ่ายเทออกซิเจน รวมถึงรักษาสมดุล วัฏจักรคาร์บอน ต้นไม้ช่วยกันลมและกันแดด ต้นไม้หยั่งรากลงบนผืนดิน ดูดซับและชะลอการไหลของน้ำ ป่าไม้เป็นแหล่งอาหาร ยารักษาโรค เชื้อเพลิงและวัสดุก่อสร้างที่มนุษย์นำมาใช้เพื่อดำรงชีวิต ป่าไม้เป็นระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดบนผืนแผ่นดิน ประมาณว่ามีผู้คนกว่า 1.6 พันล้านคน รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 2,000 กลุ่มวัฒนธรรมทั่วโลกนั้นมีวิถีชีวิตที่พึ่งพาป่าไม้โดยตรง

ทุกๆ วันที่ 21 มีนาคม ของทุกปี องค์การสหประชาชาติจัดให้มีการเฉลิมฉลองวันป่าไม้โลก ในปี 2560 นี้ เน้นถึงบทบาทที่ไม่แยกขาดจากกันของป่าไม้และน้ำ ถือเป็นปีแรกของการดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน(Sustainable Development Goals)

เรามีความท้าทายหลายด้านในเรื่องนโยบายป่าไม้ทั้งที่โยงกับวิกฤตน้ำและวิกฤตทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ในระดับประเทศเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่เมื่อพินิจในระดับภูมิภาคแล้ว ความท้าทายดังกล่าว ยิ่งซับซ้อนและโยงใยถึงห่วงโซ่อุปทานของสินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลกไม่ว่าจะเป็น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ผลิตภัณฑ์ไม้และพืชเศรษฐกิจที่ป้อนอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์

จากฐานข้อมูลจับตาป่าไม้โลก(Global Forest Watch) เราสามารถจัดลำดับการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ระหว่างปี พ.ศ. 2544-2557 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ดังนี้คือ 1. อินโดนีเซีย (126 ล้านไร่) 2. มาเลเซีย(38 ล้านไร่) 3. เมียนมาร์ (14.6 ล้านไร่) 4. ลาว(12 ล้านไร่) 5.เวียดนาม(10.8 ล้านไร่) 6.กัมพูชา(10.7 ล้านไร่) 7. ไทย(8.6 ล้านไร่) และ 8.  ฟิลิปปินส์ (5 ล้านไร่)

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์และ Global Forest Watch ของสถาบันทรัพยากรโลก(World Resources Institute) ซึ่งใช้ข้อมูลจากดาวเทียมแลนด์แซท เพื่อติดตามอัตราการสูญเสียป่าไม้ในระดับโลก พบว่า กัมพูชาเป็นหนึ่งในหลายประเทศ ที่มีอัตราการทำลายป่าไม้เร็วที่สุดในโลก ในขณะที่หลายประเทศสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ในอัตราที่รวดเร็ว เช่น อินโดเซีย ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่า กัมพูชานั้นมีการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้อย่างรวดเร็วมากเช่นกัน

จากภูมิทัศน์ที่มีป่าไม้หนาแน่น  — รวมถึงพื้นที่ป่าอนุรักษ์ — ผืนป่าของกัมพูชาในปัจจุบันถูกแผ้วถางกลาย เป็นสวนยางพาราและสวนอุตสาหกรรมป่าไม้ขนาดใหญ่

ระหว่างปี พ.ศ. 2544 และ 2547 อัตราการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ต่อปีในกัมพูชาเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.4 หรืออีกนัยหนึ่ง กัมพูชาสูญเสียป่าไม้รวมกัน 14,400 ตารางกิโลเมตร ประเทศต่างๆ ที่มีอัตราการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้อย่างรวดเร็ว รวมถึง เซียราเลโอน(ร้อยละ 12.6) มาดากัสการ์ (ร้อยละ 8.3) อุรุกวัย (ร้อยละ 8.1) และปารากวัย (ร้อยละ 7.7 )

santuk_etm_2000366.jpg

ภาพถ่ายดาวเทียมแลนด์แซท 7 วันที่ 31 ธันวาคม 2543

santuk_oli_2015303.jpg

ภาพถ่ายดาวเทียมแลนด์แซท 8, วันที่ 30 ตุลาคม 2558

การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ป่าไม้ในกัมพูชาดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างลึกซึ้ง จากภาพถ่ายดาวเทียมสองภาพ ที่เปรียบเทียบกันด้านบน ภาพแรกบันทึกโดยเครื่องมือบนดาวเทียมแลนด์แซท 7 ในวันที่ 31 ธันวาคม 2543 แสดงพื้นที่ป่าไม้สมบูรณ์ดั้งเดิมบริเวณเขตรอยต่อจังหวัดกัมปงธมและกัมปงจาม ในวันที่ 30 ตุลาคม 2558 เครื่องมือบนดาวเทียมแลนด์แซท 8 บันทึกภาพที่แสดงให้เห็นถึงแนวถนนที่ตัดเป็นตาราง และพื้นที่สวนยางขนาดใหญ่ ชายขอบพื้นที่ป่าไม้ดั้งเดิม (สีเขียวเข้ม) ถูกแผ้วถางออกและแทนด้วยหน้าดิน พืชเศรษฐกิจและพื้นที่ป่าละเมาะ(สีน้ำตาลและเขียวอ่อน)

เมื่อผนวกเข้ากับข้อมูลด้านเศรษฐกิจก็พบว่า การเปลี่ยนแปลงราคายางในระดับโลก และ การขยายตัวอย่างมหาศาลของการเช่าสัมปทานพื้นที่ คือตัวการสำคัญที่เร่งเร้าให้มีอัตราการทำลายป่า อย่างรวดเร็วมากขึ้นในกัมพูชา รัฐบาลกัมพูชาเปิดให้มีการเช่า พื้นที่สัมปทาน แก่นักลงทุนท้องถิ่นและกลุ่มทุน ข้ามชาติเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตร การผลิตไม้ซุงและอื่นๆ ข้อมูลจากการวิจัยพบว่า การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่เช่าสัมปทานมีอัตราสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ ร้อยละ 29-105

cambodia_oli_2014_lrg.png

แผนที่การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ระหว่างปี 2543 และ 2557 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป

cambodia_oli_2014.png

แผนที่การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ระหว่างปี 2543 และ 2557 ในกัมพูชา

เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปิดเผยให้เห็นถึงขอบเขตของการทำลายป่าไม้ ในปี พ.ศ. 2556 มีการตีพิมพ์ แผนที่โลกว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้เป็นครั้งแรกแผนที่ด้านบนแสดงถึงขอบเขต การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ของกัมพูชาทั้งประเทศ ระหว่างปี 2543 และ 2557 การสูญเสียส่วนมากเกิดขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ความร่วมมือระหว่างสถาบันทรัพยากรโลก และห้องปฏิบัติการ Global Land Analysis and Discover แห่งมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ในการพัฒนาระบบแจ้งเตือนรายสัปดาห์ โดยจะตรวจจับกิจกรรม การทำลายป่าไม้ด้วยดาวเทียมพร้อมกับภาพถ่ายใหม่ ผู้ใช้สามารถสมัครเพื่ออัพเดทข้อมูลผ่านอีเมล ระบบแจ้งเตือนการทำลายป่าไม้ที่เข้าถึงได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายนี้เกิดขึ้นแล้วในคองโก ยูกันดา อินโดนีเซีย เปรูและบราซิล และกำลังนำไปใช้ในกัมพูชาและพื้นที่ป่าเขตร้อนอื่นๆ ในปี 2560 นี้

—————–

คุณรู้หรือไม่?

การลดลงของเหมืองถ่านหินในสหราชอาณาจักร

decline in old country

ที่ เซอร์ เดวิด คิง เสนอให้ประเทศไทยละทิ้งถ่านหิน เพราะประวัติศาสตร์เขียนบอกไว้ ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่เชียว

จากนักล่าเมืองขึ้น จักรวรรดิอันเกรียงไกรและศูนย์กลางการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอดีตเมื่อร้อยปีก่อน ขณะนี้ สหราชอาณาจักรมีการผลิตถ่านหิน การจ้างงานในอุตสาหกรรมถ่านหินและผลผลิตที่เกิดขึ้นอุตสาหกรรมถ่านหินเหลืออยู่จิ๊ดเดียว อาจมีการนำเข้าถ่านหินอยู่บ้างเพื่อใช้ป้อนโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใกล้จะปลดระวางเต็มที

ในปี พ.ศ.2407 มีการคาดการณ์ของแหล่งสำรองถ่านหินในอนาคตของสหราชอาณาจักรว่าถ่านหินมีเหลือเฟือใช้ได้ไปอีก 900 ปี การคาดการณ์ในช่วงศตวรรษต่อมาระบุว่ายังเหลือใช้อีก 500 ปี จนถึงปี พ.ศ.2527 แหล่งสำรองถ่านหินในอังกฤษลดลงเหลือ 90 ปี จนถึงปี 2551 อุตสาหกรรมถ่านหินของสหราชอาณาจักรซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นแหล่งเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าเข้าสายส่ง ปัจจุบันหายไปโดยสิ้นเชิงอันเนื่องจากการหร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วของแหล่งสำรองที่เคยมีเหลือเฟือ

จากสถิติของกระทรวงยุทธศาสตร์ธุรกิจ พลังงานและอุตสาหกรรม ไฟฟ้าที่ใช้มาจากก๊าซกว่าร้อยละ40 ตามมาด้วยนิวเคลียร์อีกราวร้อยละ 20 จากถ่านหินอีกร้อยละ 10 จากกังหันลมอีกร้อยละ 10 และอื่นๆ ในขณะเดียวกัน มีข้อเสนอและแผนการละทิ้งนิวเคลียร์และถ่านหินเพื่อสร้างระบบการผลิตไฟฟ้าแห่งศตวรรษที่ 21 ในสหราชอาณาจักร บนพื้นที่ฐานของระบบกระจายศูนย์พลังงาน อ่านได้จาก http://www.greenpeace.org.uk/…/Mul…/Live/FullReport/7753.pdf และหลักปฎิบัติสี่ประการในการผลิตไฟฟ้าของสหราชอาณาจักรโดยไม่ต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Hinkley http://energydesk.greenpeace.org/…/4-ways-the-uk-can-get-a…/

ทวิบถของโยชิดะ (Yoshida’s Dilemma)


ในหนังสือ Yoshida’s Dilemma ผู้เขียน Rob Gilhooly ซึ่งใช้ชีวิตในญี่ปุ่นมายาวนานและทำงานเป็นสื่อมวลชนและช่างภาพเชิงข่าวสารคดีได้รวบรวมหลักฐานจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล่าผ่านประสบการณ์ตรงของนายนาโอตะ คัน นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น(ในเวลานั้น) ไปจนถึงเรื่องของคนที่ทำงานเพื่อช่วยประเทศให้พ้นจากหายนะภัยจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่และคลื่นสีนามิถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิ

เหตุอันสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้นจริงอันเป็นเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ได้เน้นไปที่นายมาซาโอะ โยชิดะ ผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าผู้ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับทีมงานของเขาเอาชีวิตเข้าเสี่ยงกับรังสีนิวเคลียร์ ศัตรูที่มองไม่เห็น และเรื่องเล่าของผู้คนที่อาศัยอยู่โดยรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ยอมจำนนโดยละทิ้งบ้านเรือนของตนและวิถีชีวิตที่ตกทอดกันมาหลายชั่วรุ่นคน ในขณะที่ บริษัทพลังงานและเจ้าหน้าที่รัฐบาลพยายามปกปิดซ่อนเร้นความจริงที่เกิดขึ้นกับหายนะภัยนิวเคลียร์ครั้งร้ายแรงนับตั้งแต่เชอร์โนบิล

ในขณะที่ Rob Gilhooly ผู้เขียนระมัดระวังที่จะเข้าข้างวิวาทะของกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับพลังงานนิวเคลียร์ แต่ข้อสรุปที่หนีไม่พ้นคือพลังงานนิวเคลียร์เป็นเทคโนโลยีอันตรายอย่างยิ่ง อาจจะอันตรายยิ่งกว่าแม้ว่าจะใช้แบบจำลองทางธุรกิจแบบญี่ปุ่นที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยที่ กลุ่มมหาอำนาจนิวเคลียร์ทั้งหลาย(nuclear village)ต่างปิดปากไม่วิพากษ์วิจารณ์ และแม้กระทั่งองค์ความรู้ของการตัดสินใจและแนวปฏิบัติเชิงการดำเนินการที่เป็นอันตรายของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หนังสือ Yoshida’s Dilemma ได้เป็นเสียงปลุกให้ตื่นต่อประเทศอื่นๆ ที่เป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ ไม่ว่าประเทศเหล่านั้นจะต้องเจอกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เข้าทำลายฟุกุชิมะหรือไม่ และเป็นหนังสือที่ต้องอ่านในเชิงการพิจารณาและการตั้งคำถามถึงการจัดการและการผลักดันเทคโนโลยีนิวเคลียร์ซึ่งไม่เฉพาะในญี่ปุ่น แต่ในประเทศอื่นๆ ด้วย

Fight against garbage in the ocean starts at individual level: Greenpeace

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30307347

February 27, 2017 01:00
By PRATCH RUJIVANAROM
THE NATION

Earlier this month, pictures of large amounts of garbage floating in the sea spread on social networks and sparked public concern about a chronic but often forgotten problem affecting Thai marine resources. Government authorities and the environmental group Greenpeace agree that both public and private measures must be implemented to counter this problem.

Greenpeace Southeast Asia campaign director Tara Buakamsri said the garbage problem was very serious and urged sustainable solutions that start at the individual level.

“I myself did not really realise how serious this problem was until I saw the picture of floating piles of garbage,” Tara said. “I understand that this is only a fragment of the garbage that ends up in the sea, as a study has found that one out of every 100 pieces of garbage will be washed into the sea.”

He said the recent discovery of piles of garbage floating off Chumphon and Prachuap Khiri Khan were just the tip of the iceberg, as a large amount of garbage in the sea was hidden from the view – below the water surface.

“It is obvious that most garbage in the sea comes from garbage on land, washed into rivers and ending up in the sea. We are all generating trash every day, so if we want to solve this problem, we have to fix it through our behaviour,” he said.

“One thing that we can do is to reduce the usage of single-use plastic, and recycle and reuse our garbage. These are not easy things to do, so the authorities should also come up with policies and regulations to help reduce the amount of garbage.”

State policies that could promote a reduction in the amount of garbage, he said, were surcharges for plastic bags at supermarkets and free garbage collection for households that recycle their waste.

“Plastic garbage is the most common trash in the sea and Thailand still does not have a strong policy to control the usage of plastic compared to other countries,” Tara said.

55cf8623e8bf6b95f343bef31278a619

According to a study published in Science magazine, Thailand ranked sixth on a list of the largest producers of garbage that ends up in the sea in 2010, with a total of 1 million tonnes of plastic garbage per year.

The scale of rubbish from Thailand that ends up in the ocean is huge, considering findings two years ago by Ocean Conservancy that about 8 million tonnes of plastic trash end up in the seas around the world every year.

The study by Ocean Conservancy found that more than 150 million tonnes of plastic trash had ended up in the world’s oceans since 1950.

In terms of state policy, Natural Resources and Environment Ministry secretary-general Wijarn Simachaya said short-term solutions include a ministry ban on plastic bags and containers in some marine national parks.

The ministry plans longer-term measures to control the use of plastic in seaside provinces in the near future.

“We are looking at possible changes to laws, for instance the Enhancement and Conservation of National Environmental Quality Act – to control the use of plastic in seaside provinces via measures like collecting fees for plastic bags or extra taxes on goods that cause pollution,” Wijarn said.

“However, we still have not reached a conclusion and there will be more debate about this issue before we can impose a new policy.”

Tara said garbage in the sea was a problem the public should not ignore because plastic biodegrades very slowly, but will break into small pieces that include many toxins that fish will consume. And they will end up being eaten by human beings.

“Cleaning up the ocean is very hard and expensive work and we should focus on solving this problem by changing our behaviour,” he said.