Taragraphies — Header Component
ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก Wanganui : Beyond the Comfort Zone, North and South Magazine. June, 1995 เขียนโดย Cate Brett (ตีพิมพ์ลงในนิตยสารอาทิตย์รายสัปดาห์ ระหว่าง ปี พ.ศ.2538-2539)
ตอนที่ 4
ทาริเอนา ทูริอา ผู้นำสตรีชาวเมารี

ตัวเลขเหล่านี้มาจากผู้นำสตรี ทาริเอนา ทูริอา ผู้เป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่เบื้องหลังการชุมนุมประท้วงเรียกร้องสิทธิในที่ดินของปาไกโตเร ทูริอาอายุ 50 ปี เป็นแม่ของลูก 6 คนและยายของหลานอีก 16 คน เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงคนสำคัญที่ปาไกโตเร เธอมีวิถีทัศน์ทางการเมืองที่ชัดเจนและมีจินตภาพอันแรงกล้าของอนาคตเพื่อลูกหลาน เธอมาจากเผ่างาทิ อาปา และแต่งงานกับเมารีแห่งแม่น้ำวางานูอิ

ในฐานะลูกจ้างของกระทรวงพัฒนาเมารี(เท ปูนิ โคคิริ) สาขาวางานูอิ (เธอลาออกระหว่างการประท้วง) ทูริอาบอกกับฉันว่าปาไกโตเรได้ตอบรับความเจ้บปวดอันลึกซึ้งและความรู้สึกไร้อำนาจของเมารีรุ่นพ่อแม่เช่นเดียวกับที่เธอรู้สึกเมื่อมองไปที่เด็กเมารีรุ่นหลังเดินลงไปสู่ความอับจน

“ดูพวกเด็กที่เดินเล่นอยู่ที่นี่สิ อะไรเล่าที่พวกเขารอคอยด้วยความหวัง เราไม่มีอะไรต้องสูญเสีย เป็นจุดที่มีพลังมากๆ เราต้องอยู่เหนือความกลัว”

ในปี พ.ศ.2527 ปีเริ่มต้นการปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลพรรคแรงงาน ทูริอาให้ความสนใจกับการประชุมสดยอดว่าด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจเมารีระดับชาติและฟังผู้อาวุโสคนหนึ่งอธิบายว่า เมารีเหมือนคนติดอยู่ในขวด ได้แต่มองดูสังคมเดินหน้าไปโดยที่พวกเขาไม่มีส่วนร่วม แล้วผู้อาวุโสบอกว่าเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าฝาขวดได้เปิดออก “มันใช้เวลาถึง 11 ปี แต่ฉันคิดว่าฝาขวดได้เปิดแล้ว”

ทูริอายอมรับว่าปาไกเตโรเสมือนห้องเรียนใหญ่ เป็นหลักสูตรที่แสดงความเป็นเมารี และเป็นโอกาสถ่ายทอดความคิดทางการเมืองแก่คนรุ่นใหม่

“ถือเป็นประสบการณ์ครั้งแรกของคนหนุ่มสาวในเรื่องสิทธิการปกครองตนเอง(วางานูอิทางา) พวกเขาส่วนใหญ่ไม่เคยเข้าร่วมการชุมนุมประท้วงของชาวเมารีกลุ่มต่างๆ ที่มาราเอ ถือเป็นครั้งแรกของการมีชีวิตในทิศทางแบบเมารี มันไม่ง่ายนักสำหรับพวกเขา”

“การมีวิถีปฏิบัติ(ทิคางา)ที่เป็นของเราเองไม่ได้หมายถึงเราจะไร้กฎเกณฑ์ จริงๆ วิถีทางของเมารีมีระบบแบบแผนมากกว่ากฎหมายใดๆ มาก มันอยู่นอกกรอบ”

“ที่นี่เปิดเผย ถ้าคุณทำอะไรผิด คนจะพูดถึงมัน มันแย่หน่อยนะ ถ้าคุณไม่ชอบให้คนพูดถึงก็อย่าทำ มันไม่ใช่ “ทิคางา” ของเรา และถ้าคุณไม่ต้องการวิถีเช่นนี้ คุณก็จะไม่มีที่จะอยู่”

ทูริอาพูดถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนของการสยบยอมอยู่ภายใต้ระบอบกฎหมายของคนขาว(ปาเกฮา) กับวิถีปฏิบัติของชนเผ่าเมารีในมาราเอ ผู้คนจะให้โอกาสคุณอีกครั้ง และปฏิบัติตามข้อตกลงที่มีร่วมกัน

เธอพูดจากประสบการณ์ส่วนตัว มาร์ค ทูริอา บุตรชายอายุ 29 ปีของเธอถูกจับเข้าคุก 3 ครั้ง  เมื่อ 21 ธันวา 2537 ในข้อหาตัดหัวอนุเสาวรีย์จอห์น บาลลานส์ และบุกรุกที่ทำการสภาเมืองวางานูอิ บ้านของนายกเมืองวางานูอิและเลขาของเขา

แต่ถ้าการยึดครองปาไกโตเรา)เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงอัตลักษณ์ในนามของชาวเมารีหนุ่มสาวผู้แปลกแยก ถือเป็นการทดสอบอย่างเท่าเทียมโดยเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมเมารีแห่งวางานูอิในฐานะเป็นรูปแบบหนึ่งของอำนาจทางการเมือง การประท้วงด้วยการทำล้อเลียนของการเผชิญหน้าระหว่างโลกของคนขาว(ปาเกฮา)และโลกของเมารี การปักปันเขตพื้นที่ และการแสดงให้เห็นว่าสิทธิในการปกครองตนเองนั้นเกี่ยวกับอะไร

และมันคือที่นี่ซึ่งความตึงเครียดที่มากที่สุดได้ก่อตัวขึ้น ถ้านักข่าวหรือสมาชิกสภาเทศบาลหรือนักการเมืองต้องการพูด พวกเขาต้องพูดเป็นภาษาเมารี นี่คือ “มาราเอ” และพวกเขาที่เข้าไปต้องปฏิบัติตาม ผู้ต้องการที่จะพูดคุยและตัดสินใจต้องยอมรับหนทางของเมารี

ตัวอย่างคือในการอภิปรายกับที่ปรึกษาด้านเมารีของสภาเมือง มีการจัดทำ 5 แผนงานเพื่อแก้ปัญหา รวมถึงข้อเสนอการตั้งผู้บริหารร่วมของสวนสาธารณะโมวทอขึ้นมาโดยตัดประเด็นเรื่องสิทธิความเป็นเจ้าของดั้งเดิมทิ้งไป และอนุสาวรีย์ที่ถูกทำลายจะสร้างขึ้นใหม่ที่ไหนสักแห่ง ยังมีการเสนอการวิจัยร่วมระหว่างเมารีกับสภาเมืองเพื่อกำหนดสถานที่สำคัญอื่นๆ

สวนสาธารณะโมวทอ เนื้อที่ 0.9 เฮกตาร์ เป็นหนึ่งในพื้นที่ในการลงนามในสนธิสัญญาไวทาหงิ(Waitangi Treaty)

พวกเขาบอกกับชาส พอยน์เตอร์ นายกเมือง ว่าต้องกลับไปกับชนเผ่าและตกลงกันที่มาราเอหลายแห่ง การตัดสินใจร่วมกันเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาและไม่อาจเร่งรีบได้ แน่นอนว่าไม่อาจทำได้ในรูปแบบของปาเกฮาโดยยกหูคุยทางโทรศัพท์และประกาศว่าจะมีการประชุมด่วนของสภาเมือง

ท้ายที่สุด เมื่อสภาเมืองวางานูอิดันประเด็นเรื่องสิทธิความเป็นเจ้าของพื้นที่ขึ้นสู่ศาลสูง เสียงตอบกลับจากปาไกโตเรได้ปฏิเสธที่จะรับรู้ต่อระบบกฎหมายของปาเกฮา ถูกต้อง นี่เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษเมารีที่ “ปาริฮากา” – ชื่อของชุมชนที่เกิดเหตุการณ์ต่อต้านโดยไม่ใช้ความรุนแรง) กระทำในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1870

นอกจากการแสดงออกถึงสิทธิในการปกครองตนเอง(วางานูอิทางา)ที่มีประสิทธิภาพสูง แม้ว่าจะดูก้าวร้าว ยังมีประเด็นที่ซ่อนอยู่คือ ข้อเสนอของเมารีกลุ่ม “เท อะฮี คา” เพื่อวางกรอบอำนาจการปกครองของเมารีในทางการเมือง หรือการผลักดันของ ทาเม อิอิ นักกิจกรรมประท้วงผู้มีประสบการณ์ (นักมวยปล้ำผู้มีชื่อเสียงในงานเฉลิมฉลองวันชาติที่ไวทาหงิในปี พ.ศ.2538) ที่ว่า ถึงเวลาของชาวผิวขาว(ปาเกฮา)ที่ต้องเปลี่ยนแปลงเจ้าของที่ดิน

ด้วยการรุกคืบอย่างต่อเนื่อง พลังทั้งสามได้รวมกันเป็นฐานสำคัญในการยึดครองสวนสาธารณะโมวทอ ความไม่พอใจของกลุ่มผู้อาวุโสต่อจดหมายงบประมาณจากรัฐบาล ความล้มเหลวของศาลยุติธรรมว่าด้วยสนธิสัญญาไวทาหงิต่อข้อเสนอแนะเรื่องสิทธิในการจัดการแม่น้ำ ทำให้เกิดการรวมตัวของชาวเมารีที่ปาไกโตเรด้วยความเกรี้ยวกราดของเยาวชนเมารีที่ถูกหลงลืม ภาพของพวกเขาคือกองกำลังต้องห้าม

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading