สิทธิในอากาศดี และระบบตรวจสอบย้อนกลับ คือหัวใจสำคัญเพื่อต่อกรวิกฤตฝุ่นพิษอาเซียนตอนบน

หลายปีก่อน ผมให้ความเห็นว่าคุณภาพอากาศในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่เลวร้ายลงในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของปีนั้นส่วนหนึ่งได้รับผลมากบ้างน้อยบ้างจากแบบแผนการกระจายตัวของ haze pollution ที่มาจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ commodity-driven deforestation ในกัมพูชา หลังจากความเห็นดังกล่าวนี้เผยแพร่ผ่านสื่อ หน่วยงานรัฐหน่วยหนึ่งก็รันโมเดลเพื่อยืนยันว่า haze pollution จากกัมพูชายังไงก็มาไม่ถึงกรุงเทพฯ หรอก แต่หลักฐานเชิงประจักษ์แสดงให้เห็นแล้วว่า haze pollution knows no border ใน Editor Note นี้ ตั้งข้อสังเกตต่อกรณีที่นายกรัฐมนตรีแพทองธาร รวมถึงนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม ชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่า ฝุ่น PM 2.5 เป็นปัญหาระดับนานาชาติต้องหารือร่วมกัน กำชับ กำลังพลยุทโธปกรณ์ช่วยแก้ไฟป่า และมาตรการต่างๆ ที่มีอยู่ในขณะนี้ว่าเป็นแนวทางที่จะช่วยต่อกรกับวิฤตฝุ่นพิษข้ามแดนในเขตอาเซียนตอนบนหรือไม่อย่างไร โดยจะเน้นประเด็นวิกฤตมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดนจากกัมพูชา วิกฤตฝุ่นพิษข้ามแดนอาเซียนตอนบน อาเซียนตอนบนประกอบด้วย 5 ประเทศคือ ไทย กัมพูชา สปป.ลาว เวียดนามและเมียนมา ลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่โดดเด่นคือการมีแม่น้ำโขง สายน้ำนานาชาติที่เชื่อมโยงทั้ง 5 ประเทศเข้าด้วยกัน คำว่า Greter Mekong […]

พื้นที่นาข้าว(เฉดสีม่วงแดง)ในกัมพูชา

การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในกัมพูชาจากเครื่องมือบันทึกบนดาวเทียม Sentinel-1A ที่ความละเอียด 20 ม. ทุกๆ 12 วันตั้งแต่เดือนมีนาคม 2558 ถึงมีนาคม 2559 สีน้ำเงินเข้มหมายถึงพื้นผิวน้ำ สีฟ้าอ่อนถึงสีม่วงแดงหมายถึงการเกษตร (ดินเปล่าและทุ่งเพาะปลูก) สีเขียวเข้มหมายถึงป่า และสีขาวหมายถึงการตั้งถิ่นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เฉดสีม่วงแดงที่แตกต่างกันบ่งบอกถึงการหว่านและการดำนาระหว่างกลางเดือนกันยายนถึงปลายเดือนตุลาคม ข้อมูลจากดาวเทียม Sentinel-1 ถูกใช้อย่างกว้างขวางสำหรับการติดตามตรวจสอบข้าวในโครงการ RIICE (ข้อมูลการสำรวจระยะไกลและการประกันภัยสำหรับพืชผลในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว) ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก Swiss Development Cooperation โดยร่วมมือกับพันธมิตรระดับประเทศ เช่น สถาบันวิจัยและพัฒนาการเกษตรกัมพูชา และกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมง (MAFF)

เขื่อนเซซาน 2 ตอนล่าง : เหยื่อโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI)

เขื่อนเซซาน 2 ตอนล่าง (เช่น: เขื่อนเซซาน 2 ตอนล่าง และ เขื่อนฮันเซซาน 2 ) เป็น เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ อยู่ระหว่างการพัฒนาบน แม่น้ำเซซานในจังหวัดสตึงเตรงทางตะวันออกเฉียงเหนือกัมพูชา แม่น้ำเซซานเป็นลำน้ำสาขาสำคัญของแม่น้ำโขง ที่ตั้งเขื่อนตั้งอยู่ห่างออกไป 25 กิโลเมตร (16 ไมล์) ทางตะวันออกของเมืองหลวงของจังหวัดมีชื่อว่า สตึงเตรง กังหันตัวแรกเริ่มผลิตไฟฟ้าในเดือนพฤศจิกายน 2017 เขื่อนเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2018 The Lower Sesan 2 (LSS2) ได้รับการวาดภาพครั้งแรกในการศึกษาในปี 2542 ที่ได้รับทุนจาก Asian Development Bank และซึ่งถือว่าเป็น การลงทุนที่ไม่น่าสนใจเนื่องจากความสามารถทางการเงินที่ลดน้อยลงและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นได้มาก อย่างไรก็ตามมีการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงเหมืองแร่และพลังงานของกัมพูชาและ การไฟฟ้าเวียดนาม ในปี 2550 เพื่อดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้โดยละเอียด ในเดือนมกราคม 2554 กระทรวงการวางแผนและการลงทุนของเวียดนามได้อนุญาตให้การไฟฟ้าเวียดนามลงทุนในโครงการมูลค่า 816 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รัฐบาลกัมพูชาอนุมัติโครงการเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน […]

เรือลอยผ่านไป ริมฝั่งน้ำยังอยู่

1 ลมหนาวเดือนมกราคมแผ่คลุมแดนสูงท่ีลาดลงสู่แอ่งที่ราบลุ่มตวลเลสาบ อุณหภูมิต่ำสุดยามเช้าที่อำเภออรัญประเทศวัดได้ราว 12 – 13 องศาเซลเซียส แต่อุณหภูมิยามเที่ยงวันสูงพรวด อากาศร้อนอ้าว ความแตกต่างนี้ดุจเดียวกับสถานการณ์ท่ีไม่แน่นอนและสับสนอลหม่าน นับแต่สงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุดได้อุบัติขึ้นในปรอเตะกัมปูเจีย เสียงตึงตังเหมือนฟ้าร้องแว่วมา ผู้คนถิ่นนี้ต่างคุ้นเคยกับมัน “เสียงระเบิด” พ่อหันมาบอกขณะพาผมเดินทางเลียบแนวพรมแดนจากตัวอำเภอ(อรัญประเทศ)ไปเยี่ยมโรงเรียนในเขตเสี่ยงภัยแห่งหนึ่ง “ฉนวนไทย หรือ Thai Corridor” เป็นชื่อเรียกอาณาบริเวณกว้างใหญ่เชื่อมต่อกันระหว่างพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกงกับห้วยหนองคลองบึงที่ลาดลงสู่ตวลเลสาบ – แอ่ง อารยธรรมขอมโบราณ– ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ภาคพื้นทวีป เสมือนกิ่วขนาดมหึมาของแนวพนมดงเร็กทางด้านเหนือและพนมบรรทัดทางด้านใต้หรือพื้นที่ของจังหวัดพระตะบองกับจังหวัดสระแก้ว ฉนวนไทย คือ ปราการด้านหนึ่งของฝ่ายโลกเสรีที่ต้านทานการไหลบ่าของกระแสปฏิวัติสังคมนิยมจากฮานอย ปักกิ่ง และมอสควา กรุงเทพฯ–อรัญประเทศ 300 กิโลเมตร ภูมิรัฐศาสตร์อันโดดเด่นและยุทธศาสตร์ที่ล่อแหลม จากอดีต ถิ่นแถบนี้เป็นทางผ่านของขุนศึกและนักรบ ผู้หลงไหลอารยธรรมโบราณ เป็นเส้นทางการค้า ฐานที่มั่นแห่งเขมรแดง ค่ายผู้ลี้ภัย ตลาดมืด ฯลฯ และยังเป็น “บ้าน” ที่พำนักของคนหลากเผ่าพันธุ์ ไทย เขมร เวียดนาม ลาว ผู้รักสงบสันติ แต่ฉนวนทางการเมืองการทหารกลายเป็น “ตัวนำ” ให้ทุนนิยมหลังสงครามทะลวงลึกเข้าไป ช่วงชีวิตของคนบนพรมแดนแห่งนี้ ต่างเห็นคลื่นมนุษย์และเม็ดเงินไหลไปมา […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings