การสังเกตการณ์โลกผ่านอาณาจักรสัตว์
การออกแบบระบบสังเกตการณ์โลกเป็นแบบฝึกหัดในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ดาวเทียมอาจรวบรวมข้อมูลในความละเอียดเชิงพื้นที่ที่ดี ที่ความถี่สูงในแง่ของเวลา หรือมีช่วงความยาวคลื่นกว้าง แต่ไม่ใช่ข้อมูลทั้งสามแบบในคราวเดียวกัน ระบบภาคพื้นดิน เช่น สถานีตรวจอากาศ สามารถรวบรวมข้อมูลที่หลากหลายได้บ่อยครั้ง แต่เป็นการสุ่มตัวอย่างเพียงตําแหน่งเดียวและสถานีตรวจอากาศภาคพื้นดินมีการกระจายไม่เท่ากันทั่วโลก มีอีกแนวทางหนึ่งในการรวบรวมการสังเกตการณ์โลก สิ่งที่สามารถเติมเต็มช่องว่างข้อมูลสภาพอากาศและสภาพภูมิอากาศ คือ “อาณาจักรสัตว์” ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สิ่งมีชีวิตหลายหมื่นตัว ตั้งแต่นกกระสาและกวางคาริบู ไปจนถึงช้างและแมวน้ํายักษ์ ถูกติดเซ็นเซอร์เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกมัน ซึ่งรวมถึงพื้นที่ที่มืดทึบ มีเมฆมาก ปกคลุมด้วยน้ําแข็ง หรือผืนป่าที่หนาแน่นเกินไปที่ดาวเทียมจะบันทึกได้ หรือพื้นที่กันดาร ห่างไกล หรือไม่เอื้ออํานวยให้มนุษย์เข้าถึง นักวิทยาศาสตร์กําลังตระหนักถึงพลังของการสังเกตสัตว์มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อปรับปรุงการตรวจสอบสภาพอากาศและเปิดเผยกระบวนการของโลกในรายละเอียดที่ละเอียดยิ่งขึ้น “สัตว์เป็นองค์ประกอบสําคัญของการสังเกตโลก” นักนิเวศวิทยา ดิเอโก เอลลิส โซโต(Diego Ellis Soto) นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่มหาวิทยาลัยเยลและ NASA FINESST (นักวิจัยในอนาคตของ NASA Earth and space Science and Technology) กล่าว ในบทความล่าสุดใน Nature Climate Change เอลลิส โซโตและเพื่อนร่วมงานได้วางแผนกรณีศึกษาและวิสัยทัศน์ในการทําให้ข้อมูลการติดตามสัตว์เป็นส่วนหนึ่งของชุดเครื่องมือมาตรฐานเพื่อการศึกษาโลกของเรา การเริ่มต้นคือพิจารณาว่า การศึกษาเพียงสปีชีส์เดียวในพื้นที่ใดพื้นหนึ่งของโลกจะสามารถรวบรวมข้อมูลที่ครอบคลุมเชิงพื้นที่และเชิงเวลาที่ไม่เหมือนใครได้อย่างไร […]
ต้นทุนจริงของถ่านหิน : เหมืองถ่านหินแอฟริกาใต้ที่ปิดตัวลงแต่ยังเป็นที่จดจำ
แอฟริกาใต้เป็นหนึ่งในผู้ผลิตถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับหกของโลก และเป็นผู้บริโภคที่ใหญ่เป็นอันดับเจ็ดอีกด้วย ด้วยแนวชั้นถ่านหินบางๆ และแรงงานราคาถูก เหมืองถ่านหินจึงผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดไปทั่วประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการทำเหมืองนั้นเพิ่งจะเริ่มขึ้นเมื่อเหมืองนั้นได้ทำหน้าที่ของมันเสร็จสิ้นแล้ว มีเหมืองถ่านหินอยู่นับร้อยอยู่ทั่วแอฟริกาใต้ที่ไม่ได้ใช้งานและถูกทิ้งร้าง เหมืองแต่ละแห่งนั้นเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่ยังคงทำงานอยู่และพร้อมที่จะทำลายสภาพแวดล้อมในบริเวณนั้นได้ทุกเมื่อ ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากน้ำทิ้งจากเหมืองถ่านหินที่มีสภาพเป็นกรด (Acid Mine Drainage-AMD) น้ำเหือดหายไปจากการที่มีเกลือซัลเฟต โลหะหนัก และสารก่อมะเร็งอยู่เต็มบริเวณเหมืองอาทิ เบนซิน และโทลูอีน เป็นต้น น้ำทิ้งจากเหมืองถ่านหินที่มีสภาพเป็นกรด (AMD) นี้ส่งผลเสียหายต่อสัตว์ป่าและยังแพร่กระจายความเจ็บป่วยและโรคต่างๆ อีกด้วย และตามรายงานของกระทรวงกิจการน้ำและป่าไม้ ประกอบกับความล้มเหลวด้านงานจัดการน้ำเสีย น้ำทิ้งจากเหมืองถ่านหินที่มีสภาพเป็นกรด (AMD) ยังเป็นอันตรายอย่างสูงกับคุณภาพแหล่งน้ำที่มีอยู่จำกัดของแอฟริกาอีกด้วย ประสบการณ์ตรงของผลกระทบจากเหมืองถ่านหินร้าง เมืองอีมาลาเลนี (Emalahleni) คือสถานที่ที่เราสามารถสัมผัสถึงผลกระทบที่น่าตกใจนี้ ชื่อของเมืองนี้แปลว่า “สถานที่ของถ่านหิน” ไม่น่าแปลกใจกับชื่อเลยเมื่อพิจารณาจากการที่เมืองนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยเหมืองถ่านหินกว่า 22 แห่ง แล้วยังมีโรงงานเหล็ก วานาเดียม และแมงกานีสอีกด้วย หนึ่งในเหมืองถ่านหินที่ถูกทิ้งร้างในพื้นที่นั้นได้แก่เหมืองทรานวาลล์(Transvaal) และเดลากัวเบย์(Delagoa Bay-T&DB) ซึ่งเปิดทำการในปี 2439 เมื่อเหมืองถูกปิดลงในปี 2496 เหมืองก็ถูกทิ้งร้างไร้เจ้าของและทำให้เกิดมลพิษขึ้นโดยไม่มีผู้ใดป้องกัน ปัญหาสุขภาพ กลุ่มที่เสี่ยงที่สุดในเมืองอีมาลาเลนี ได้แก่ เด็กที่อาศัยอยู่บนถนนไนล์เรเร(Nyerere) เมืองมากูควา(Maguqa) สนามฟุตบอลของเด็กๆ ตั้งอยู่ในที่ราบน้ำท่วมถึงของลำธารสายเล็กๆ […]