วิกฤต Buffer Zone รอบเขาใหญ่

ภาพถ่ายดาวเทียมที่วิเคราะห์โดย GISTDA “น้ำป่าเขาใหญ่ทะลัก ปากช่องอ่วม ผลจากลักษณะภูมิประเทศและฝนตกหนัก” นี้ ไม่รู้จะเป็น “เสียงปลุก” ให้พวกเราทั้งหลายโดยเฉพาะผู้กำหนดนโยบายตื่นขึ้นจากฝันกลางวันหรือไม่ว่าเรากำลังเจอกับวิกฤตที่ใหญ่กว่าและซับซ้อนขึ้นหลังจากวิกฤตโรคระบาด Covid-19

นี่คือ disruption ของกระบวนการในธรรมชาติ ความปั่นป่วนของดินน้ำลมไฟ และผมโครตเชื่อว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไม่มีทางช่วยให้เรารอดพ้นจาก “วิกฤตทางนิเวศวิทยา” ที่กำลังคืบคลานเข้ามาได้ (มันถูกร่างโดยคนไม่กี่คนที่อายุรวมกันแล้วนี่เป็นหลานไดโนเสาร์ได้เลย) แล้วเรายังมี (ร่าง) กม โลกร้อนอีก ผมก็โครตเชื่อว่า มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรอยู่ดี

จากกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฝนตกหนักลงมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยมีปริมาณน้ำฝน ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2563 สูงถึง 80.6 มิลลิเมตร จนทำให้ดินไม่สามารถอุ้มน้ำได้ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินสไลด์ทับถนน โดยเฉพาะหมู่บ้านในตำบลหมูสี เข้าท่วมบ้านเรือนและสถานประกอบการต่างๆอย่างรวดเร็วจนได้รับความเสียหายแล้วกว่า 80 หลังคาเรือน ซึ่งครั้งนี้หนักกว่าหลายครั้งที่ผ่านมาและมีผลกระทบต่อประชาชนพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่เกษตร และพื้นที่เศรษฐกิจ

GISTDA ได้ทำการจำลองภาพสามมิติจากภาพดาวเทียม Landsat-8 ซ้อนทับกับข้อมูลแบบจำลองระดับความสูงภูมิประเทศ (DEM) ทำให้เห็นภาพลักษณะภูมิประเทศที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งด้านบนของภาพเป็นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีเนื้อที่ปกคลุม 2,216 ตารางกิโลเมตร โดยเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน มีระดับความสูงแตกต่างกันตั้งแต่ระดับความสูง 400-1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวอยู่ใกล้บริเวณตีนเขาของอุทยานทำให้ได้รับผลกระทบโดยตรง

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธารที่สำคัญหลายสาย หนึ่งในนี้คือ ห้วยลำตะคอง และห้วยลำพระเพลิง อยู่ในพื้นที่ทางทิศเหนือ ไหลไปหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรมของที่ราบสูงโคราช ไปบรรจบกับแม่น้ำมูล ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของภาคอีสานตอนล่างไหลลงสู่แม่น้ำโขง ห้วยมวกเหล็ก อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีปริมาณน้ำไหลตลอดทั้งปีและให้ประโยชน์ทางด้านการเกษตร โดยเฉพาะการปศุสัตว์ของภูมิภาคนี้ ไหลลงสู่แม่น้ำป่าสัก ที่อำเภอมวกเหล็ก ซึ่งในครั้งนี้ ได้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องติดต่อกันมาจึงทำให้ดินไม่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้จึงเกิดน้ำป่าไหลหลากจากภูเขาลงสู่ลำตะคองล้นตลิ่งและเข้าท่วมบ้านเรือนดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม GISTDA ได้วางแผนรับสัญญาณดาวเทียมเพื่อติดตามพื้นที่น้ำท่วมขังมากกว่า 24 ชั่วโมง ด้วยภาพดาวเทียมระบบเรดาร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำส่งข้อมูลให้กับหน่วยปฏิบัติในพื้นที่เพื่อได้ใช้วางแนวทางในการบริหารจัดการ ช่วยเหลือ และฟื้นฟูพื้นที่เสียหายหรือได้รับผลกระทบต่อไป สามารถติดตาม สถานการณ์พื้นที่น้ำท่วมขังจากดาวเทียม ได้ที่ flood.gistda.or.th

ขอบคุณข้อมูลจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. 2563.

แหล่งที่มา: http://www.dnp.go.th/mfcd3/kaoyai.htmศูนย์อุทกวิทยากรมชลประทานภาคตะวันอออกเฉียงเหนือ. 2563. http://hydro-4.com/raintoday/showrain_today.php#จิสด้า#gistda#จิสด้าก้าวสู่ปีที่20#น้ำท่วม#mhesi#อว#ปากช่อง#นครราชสีมา#น้ำป่าไหลหลาก

ภาพสองภาพที่ควรใช้เป็นบทเรียนเพื่อฟื้นฟูเมืองยั่งยืนและเป็นธรรมหลังวิกฤต COVID-19

ธารา บัวคำศรี

แสงไฟยามค่ำคืนไม่ได้บอกเพียงว่าเราอยู่ที่ไหนแต่อยู่อย่างไรด้วย

ภาพถ่ายจากดาวเทียม Suomi Npp ระบบเวียร์ (VIIRS) บันทึกภาพทุกค่ำคืนในช่วงเวลา 01.00 – 02.00 น. เพื่อดูอัตราการใช้ไฟฟ้าในภาพรวมทั้งประเทศ เปรียบเทียบใน 3 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงก่อนเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 โดยบันทึกภาพวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2562 , ช่วงสถานการณ์ที่กำลังแพร่ระบาดโดยบันทึกภาพวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 และวันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2563 (ที่มา : http://www.gistda.or.th/main/th/node/3781)

ภาพถ่ายดาวเทียมด้านบนที่วิเคราะห์โดยทีมของจิสดา(GISTDA) เปรียบเทียบให้เห็นถึงสัญญานของการปิดตัวลงของกิจกรรมทางธุรกิจและการคมนาคมขนส่งในประเทศไทย ผลจากการที่รัฐบาลประกาศใช้ “พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน” มาเป็นระยะ เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 เป็นต้นมา

นักวิจัยทำการวิเคราะห์ไฟกลางคืนเพื่อแสดงแบบแผนของการใช้พลังงาน การคมนาคมขนส่ง การย้ายถิ่น และกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจอื่นๆ ในกรณีของประเทศไทย ภาพถ่ายดาวเทียมเปรียบเทียบสามช่วงเวลาแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนของแบบแผนดังกล่าว การใช้พลังงาน(ไฟฟ้า)ลดลงอย่างชัดเจนในเขตกรุงเทพและปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรม ตลอดจนจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางของภาคต่างๆ ขณะที่เดียวกัน การเดินทางระหว่างเมืองและจังหวัดก็ลดลงไปด้วย

ไฟกลางคืนทำให้ได้เห็นมุมมองที่แตกต่างของการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ แผนที่เปรียบเทียบด้านบนนี้ นักวิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ไม่เพียงแต่ดูว่าถนนอยู่ที่ไหน ไฟกลางคืนที่ตรวจจับโดยดาวเทียมจะบอกเราว่าถึงพฤติกรรมของมนุษย์ เช่น มีการใช้ถนนสายนี้หรือไม่ เวลาใด เป็นต้น ในระดับโลก นักวิจัยใช้ข้อมูลไฟกลางคืนศึกษาวิเคราะห์ถึงแบบแผนต่างๆ ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมของมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลไฟกลางคืนถูกนไปใช้ศึกษาเมืองต่างๆ ทั่วโลก ดูว่า เมืองต่างๆ นั้น จะน่าอยู่หรือมีความยั่งยืนหรือไม่ มีการใช้พลังงานอย่างไร ผู้คนในเมืองจะเคลื่อนย้ายอย่างไร ไปที่ไหน เมื่อไร และทำไม โดยสรุป ไฟกลางคืนให้ข้อมูลในเชิงบริบทเพราะกระบวนการกลายเป็นเมืองไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องสถานที่ แต่เป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจสังคม ประชากรและการใช้ที่ดิน

มลพิษทางอากาศลดลงจากการเปลี่ยนแปลงแบบแผนชีวิตในสถานการณ์ COVID-19 แต่หลังจากนั้นเล่า?

ข้อมูลจากดาวเทียม Sentinel-5 ขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) เผยให้เห็นแหล่งกำเนิดและความหนาแน่นเฉลี่ยรายเดือนของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ในบรรยากาศของช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ของปี 2562 เปรียบเทียบกับ 2563 บริเวณตอนกลางของประเทศไทย (ที่มา : http://www.gistda.or.th/main/th/node/3777)

ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของจิสดา(GISTDA) จากแผนที่ด้านบนชี้ให้เห็นว่า ปริมาณความหนาแน่นของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์มีอัตราลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคมของทั้ง 2 ปี โดยเฉพาะในเดือนมีนาคม 2563 มีการลดลงมากอย่างเห็นได้ชัด โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ค่าสูงสุดของเดือนมีนาคม 2562 อยู่ที่ประมาณ 190 µmol/m² และต่อมาค่าสูงสุดของเดือนมีนาคม 2563 ลดเหลืออยู่ที่ประมาณ 130 µmol/m² ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากกิจกรรมต่างๆ เริ่มยุติลงเนื่องจากมาตรการการป้องกันโรคโควิด-19 เช่น ลดการเดินทาง ทำงานที่บ้าน ปิดสถานที่สาธารณะ เป็นต้น ส่งผลให้ปริมาณการเผาไหม้เชื้อเพลิงซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ซึ่งเป็นคู่หูของ PM2.5 ลดลง

คำถามสำคัญคือเราจะต่อกรกับวิกฤตมลพิษทางอากาศให้เหมือนกับที่เราทำเพื่อหยุดการระบาดของไวรัสหรือไม่ อย่างไร?

แน่นอนว่าเรายังคงมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้จากโรคระบาดที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ระบบต่างๆ ที่เราเห็นอยู่และสำคัญยิ่งยวดสำหรับแก้ไขโคโรนาไวรัสนั้นเป็นที่ต้องการอย่างใหญ่หลวงในการแก้ไขปัญหาผลกระทบสุขภาพที่เกิดจากมลพิษทางอากาศ วิกฤตโลกร้อน คลื่นความร้อน เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว จะสร้างแรงกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐานของการบริการสุขภาพและทางการแพทย์ ระบบสนับสนุนทั้งหลายเหล่านี้จะต้องเสริมสร้างให้เข้มแข็งเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับมลพิษทางอากาศที่รุนแรงขึ้นและสภาพภูมิอากาศที่ทวีความสุดขั้วมากขึ้น

ปฏิบัติการขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 แสดงให้เห็นถึงอะไรที่เป็นไปได้ถ้าหากรัฐบาลและปัจเจกชนทุกคนเลิกการคิดในระยะสั้น เมื่อเรารับรู้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ฉุกเฉิน ไม่เพียงแต่นโยบายภายใต้ภาวะผู้นำที่กำหนดทิศทาง/แนวทางแก่ประชาชนอย่างชัดเจน ทำทุกอย่างอย่างมีเป้าหมาย และมีความเห็นอกเห็นใจแล้ว การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและทัศนคติของคนในสังคมที่มีต่อวิสัยทัศน์ว่าด้วยเมืองยั่งยืนก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน