ขยะเปียก(อินทรีย์)ซึ่งมีอยู่มากในประเทศกำลังพัฒนาทำให้โรงเผาขยะมีประสิทธิภาพลดลงหรือต้องปิดไป

โรงเผาขยะส่วนใหญ่ได้รับการออกแบบและทดสอบในประเทศอุตสาหกรรม ด้วยเหตุนี้จึงไม่เหมาะกับขยะในประเทศกำลังพัฒนา ยกตัวอย่างเช่น ประเภทของวัสดุที่ส่งเข้าโรงเผาขยะจะต้องมีลักษณะเป็นเชื้อเพลิงระดับหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อให้การเผาไหม้เป็นไปอย่าง “เหมาะสม” ซึ่งแตกต่างจากขยะทั่วไปในประเทศโลกฝ่ายใต้ โดยทั่วไปขยะในประเทศกำลังพัฒนามักมีความหนาแน่นและความชื้นมากกว่าขยะในประเทศอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น ความชื้นของขยะในมหานคร อย่างเช่น นิวยอร์ก อยู่ที่ประมาณร้อยละ 22 ในขณะที่มีผลการสำรวจพบว่าความชื้นในขยะของสิงคโปร์เท่ากับร้อยละ 40 กรุงเทพฯ ร้อยละ 49 และบันดุง อินโดนีเซียร้อยละ 80 ตารางด้านล่างแสดงข้อมูลเกี่ยวกับความชื้นของขยะที่สูงในบางเมืองในเอเชีย ขยะในประเทศกำลังพัฒนาอาจมีวัสดุที่ไม่ติดไฟมาก อย่างเช่น ขี้เถ้าและขี้ผง ซึ่งไม่สามารถเป็นเชื้อเพลิงได้ ความชื้นของขยะที่สูงเนื่องจากเปียกเกินไปทำให้การเผาอย่างต่อเนื่องไม่สามารถทำได้ หรือต้องใส่เชื้อเพลิงอย่างอื่นเข้าไปในเตาเผา โรงเผาขยะแห่งที่เมืองสุราบายา ประเทศอินโดนีเซีย สามารถเดินเครื่องได้แค่สองในสามของกำลังผลิต ทั้งนี้เพราะต้องมีการนำขยะมาตากแห้งที่โรงงานเป็นเวลาห้าวันก่อนเผา โรงเผาขยะแห่งหนึ่งในกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดียต้องปิดลงไปภายในหนึ่งอาทิตย์หลังจากสร้างเสร็จในปี 1986 เพราะขยะจากชุมชนแถวนั้นเปียกเกินกว่าจะเผาได้ โรงงานแห่งนั้นใช้เงินลงทุนมากกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐในการก่อสร้าง ระดับความชื้นของขยะในเมืองในเอเชีย   ระดับความชื้นในขยะ (%) ประเทศที่มีรายได้น้อย   ชงจิง จีน 42.5 ต้าเหลียน จีน 49.7 ประเทศที่มีรายได้ปานกลาง   กรุงเทพฯ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings