ปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่นําโดยชุมชน : วิสัยทัศน์ความร่วมมือระหว่างประเทศที่ไปพ้นจากกลไกตลาดคาร์บอน

เรียบเรียงจาก https://www.greenpeace.org/static/planet4-international-stateless/2023/12/c610d444-20231130_match-makingcommunity-ledclimateaction_ds_small.pdf ประเด็นหลัก วิกฤตการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและวิกฤตสภาพภูมิอากาศกําลังสร้างความโกลาหลทั่วโลก ประเทศภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) ควรต้องรับรองว่าพวกเขามีบทบาทสําคัญในการจัดการกับวิกฤตที่เชื่อมโยงกันเหล่านี้ แต่ที่ผ่านมายังคืบหน้าไปไม่มาก ภายใต้กรอบความตกลงปารีส UNFCCC กําหนดเป้าหมายระดับโลกที่ควรบรรลุโดยคํามั่นสัญญาของแต่ละประเทศที่เรียกว่า “การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contributions-NDCs)” แต่ผลรวมของคํามั่นสัญญาเหล่านี้ไม่เพียงพอต่อการดําเนินการที่จําเป็นเพื่อจํากัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เกิน 1.5 °C โดยการพิจารณาส่วนหนึ่งของความตกลงปารีส พบว่า มาตรา 6.8 นั้นมีศักยภาพหากมีเจตจํานงทางการเมือง เพื่อแก้ไขแนวปฏิบัติด้านสภาพภูมิอากาศผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น และเพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) และกลไกเชิงสถาบันต่างๆ ที่ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน มาตรา 6.8 ของความตกลงปารีสมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริม “แนวทางที่ไม่ใช่ตลาดแบบบูรณาการ แบบองค์รวม และสมดุล” ในการดําเนินการตาม NDCs โดยมุ่งเน้นที่การเพิ่มทั้ง “ความทะเยอทะยานในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัว” แต่มีวัตถุประสงค์เพิ่มเติมโดย “การประสานงานข้ามเครื่องมือและการจัดเตรียมเชิงสถาบันที่เกี่ยวข้อง” – ส่งเสริมความเชื่อมโยงกับอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD)และพิธีสารและความคิดริเริ่มระหว่างประเทศอื่นๆ ที่พยายามปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และการพัฒนาที่ยั่งยืนในวงกว้างมากขึ้น จนถึงขณะนี้ การทำงานภายใต้มาตรา 6.8 ถูกขัดขวางโดยความพยายามของบางประเทศในการจํากัดความคืบหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มประเทศภาคีที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงกลับหันมาสนใจมาตรการตลาดคาร์บอน […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings