เรื่องดีๆ ของมหาสมุทรในปี 2557

แปลเรียบเรียงจากบทความของ Ayana Elizabeth, Waitt Institute ใน Ocean Views on December 24, 2014 เราอาจจะรับรู้เรื่องราวของมหาสมุทรหลายเรื่อง พอจะมีข่าวดีอยู่บ้าง แม้ว่ามหาสมุทรของเรายังคงเจอปัญหาหนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประมงเกินขนาด มลพิษ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการทำลายถิ่นที่อยู่อาศัย แต่ในปี 2557 นี้ก็มีเรื่องฟินๆ หลายเรื่องด้วยกัน #1 ปี 2557 เป็นปีสำคัญของเขตสงวนมหาสมุทร(marine reserves) หมู่เกาะคิริบาติ ปาเลาและคุกทำการปิดทะเลในน่านน้ำของตนกว่าครึ่งโดยห้ามมิให้ทำประมงเชิงพาณิชย์ ส่วนสหรัฐอเมริกาได้ขยายเขตอนุรักษ์ทะเลในหมู่เกาะแปซิฟิกอันห่างไกลของตนเพิ่มเป็นห้าเท่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมิใช่เพราะการอนุรักษ์ที่ทำให้ผู้นำทางการเมืองรู้สึกถึงภาวะกดดัน และก็มิใช่เพียงแค่เหตุผลทางเศรษฐกิจการประมง แต่ยังเป็นประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์เพื่อการท่องเที่ยวและชื่อเสียงในทางสากลของประเทศ #2 ผู้นำโลกรวมตัวกันให้ความสนใจประเด็นมหาสมุทรโลก การประชุมว่าด้วยมหาสมุทรของเรา(Our Ocean Conference)ที่จัดโดยกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกาดูเหมือนจะเป็นจุดเปลี่ยนของนโยบายด้านมหาสมุทร จุดเน้นมุ่งไปที่งานที่ประสบผลสำเร็จ ทางออกและคำมั่นของรัฐบาลในการอนุรักษ์มหาสมุทร Leonardo DiCaprio ได้กล่าวประเด็นสำคัญของความพยายามปกป้องมหาสมุทร การประชุมนี้ต่อมากลายเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นประจำปี นอกจากนี้ ยังมีการประชุมสุยอดว่าด้วยการปฏิบัติการปกป้องมหาสมุทร(Global Ocean Action Summit)ในกรุงเฮก ซึ่งเน้นไปที่เศรษฐกิจมหาสมุทร #3 เรารู้ว่าเราต้องทำอะไรเพื่อฟื้นฟูแนวปะการังแห่งคาริเบียน รายงานที่ร่วมกันเขียนโดยนักวิทยาศาสตร์กว่า 90 คนและวิเคราะห์ข้อมูลจากงานสำรวจแนวปะการังในทะเลคาริเบียนกว่า 35,000 ชิ้นในช่วง 42 ปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า […]

ท่องมหาสมุทรเก็บข้อมูล

เราอาจคิดว่าดาวเทียมสำรวจโลก เช่น  Suomi NPP, Landsat 8, หรือ Global Precipitation Measurement (GPM) มีวิสัยทัศน์เยี่ยมเมื่อถูกส่งออกสู่วงโคจรโลก ความจริงแล้วมันซับซ้อนกว่านั้น เครื่องมือตรวจวัดบนดาวเทียมเริ่มทำการเก็บข้อมูลหลังจากถูกส่งขึ้นไปในอวกาศ แต่มันใช้เวลา และงานภาคพื้นดินต้องทำไปด้วยเพื่อรับรองว่าการสังเกตมีความถูกต้องและเป็นประโยชน์ วิธีการที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งคือการส่งนักวิทยาศาสตร์ออกภาคสนาม ในกรณีของทีมนักสมุทรศาสตร์ (a team of oceanographers) จาก NASA’s Goddard Space Flight Center สนามของพวกเขาคือ มหาสมุทรทะเลใต้และแปซิฟิกใต้ ที่ซึ่งพวกเขาทำการสำรวจน้ำทะเลในรายละเอียดในเวลาเดียวกับการสำรวจจากดาวเทียมบนท้องฟ้าเหนือหัว ทีมนักวิจัยใช้เวลา 45 วันจากตะวันออกเฉียงใต้ของทาสเมเนียไปยังน่านน้ำของทวีปแอนตาร์ติก จากนั้นก็มุ่งขึ้นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือไปยังตาฮิติ โดยเรือของสถาบันวิทยาศาสตร์นานาชาติ Nathaniel B. Palmer, ซึ่งเป็นเรือตัดน้ำแข็งยาว 308 ฟุต โดยรับนักวิทยาศาสตร์ 37 คน และลูกเรืออีก 22 คน แผนที่ด้านบนแสดงการเดินทางของเรือจนถึงวันที่ 3 เมษายน 2557 ระยะทางที่เดินทางไปแล้วเป็นเส้นสีแดง และเส้นทางที่วางแผนไว้เป็นชุดวงกลมสีเหลือง ภาพฉากหลังเป็นภาพผสมแสดงการสะท้อนแสงจากผิวมหาสมุทรระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ถึง 13 มีนาคม 2557 จากการวัดโดย Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) […]

วาระสิ่งแวดล้อมผ่านงานรณรงค์ของกรีนพีซปี 2556

พ.ศ. 2556 เป็นปีที่ 13 ของกรีนพีซในการปฏิบัติการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิภาคที่ทวีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในทางเศรษฐกิจและการเมืองภายใต้ระบบโลกาภิวัฒน์โดยมีกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมเป็นกลจักรใหญ่บ่อนทำลายทำลายฐานทรัพยากรและระบบนิเวศ งานรณรงค์ของกรีนพีซเพื่อยุติการทำลายป่าฝนเขตร้อนและปฏิวัติพลังงานหมุนเวียนคือกุญแจสำคัญในการลดอัตราเร่งของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศโลกที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วและเป็นหายนะ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่ล่อแหลมที่สุดและมีความสามารถในการเตรียมการรับมือน้อยที่สุดจากหายนะที่เกิดขึ้น ในสถานการณ์ที่ข้าวยากหมากแพงอันเป็นผลมาจากความไม่เท่าเทียมของการกระจายความมั่งคั่งและวิกฤตสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วซึ่งนำไปสู่ความทุกข์ยากที่เพิ่มมากขึ้นของผู้ยากไร้ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของโลก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นจึงมิได้เป็นแต่เพียงศูนย์กลางแห่งความหลากหลายทางชีวภาพและแหล่งกำเนิดพืชพรรณโดยเฉพาะข้าว เป็นต้น หากยังเป็นสมรภูมิที่กำหนดชะตากรรมความมั่นคงทางอาหารของโลก กรีนพีซทำงานรณรงค์ปกป้องพืชอาหารจากการครอบงำของบรรษัทข้ามชาติด้านสารเคมีเกษตรและพันธุวิศวกรรม กรีนพีซเห็นว่าระบบเกษตรกรรมของโลกต้องทำหน้าที่ผลิตอาหารที่ปลอดภัยเพื่อป้อนประชากรอย่างเท่าเทียมกัน หาใช่การเพิ่มผลกำไรให้กับอุตสาหกรรมที่กำลังครอบงำอาหารโลกด้วยสารเคมีและยาปราบศัตรูพืช ความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งไม่เป็นที่สองรองใครในโลก ยังคงเผชิญกับวิกฤตรอบด้านอย่างต่อเนื่องทวีคูณ นอกเหนือจากการทำประมงเกินขนาดและไม่ยั่งยืนที่เบียดขับเศรษฐกิจประมงพื้นบ้านและอาจนำไปสู่การล่มสลายของแหล่งทำการประมงที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจมหภาค โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ตามแนวชายฝั่งคือภัยคุกคามหลักภายใต้ข้ออ้างของความเจริญทางเศรษฐกิจโดยอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเข้าไปในระบบ ยังไม่นับถึงภัยคุกคามที่มาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้ทะเลและมหาสมุทรเป็นกรด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงสถานะความเป็น “สรวงสวรรค์แห่งมลพิษ” ของการลงทุนอุตสาหกรรมสกปรกของบรรษัทข้ามชาติทั้งในและนอกภูมิภาค และเป็น “ที่ทิ้งขยะกากสารพิษ” รวมถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ อีกต่อไป ตามระดับการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) มีการยกระดับกฎหมายและกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อควบคุมดูแลปัญหา แต่ถึงกระนั้น ความท้าทายของปัญหามลพิษนั้นก็คือ กฎหมายและการบังคับใช้นั้นตามไม่ทันกับเล่ห์กลของการค้าเสรีที่ถือเอากำไรสูงสุดเป็นสรณะ ไม่เกินเลยไปที่จะกล่าวว่า “เอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือปัจจัยชี้ขาดว่าเราจะชนะหรือแพ้ในการปกป้องสิ่งแวดล้อมของโลก” เรามาดูกันว่าปี พ.ศ.2556 งานรณรงค์ที่กรีนพีซดำเนินการในประเทศไทยและภูมิภาคได้ไปถึงหลักไมล์ใดแล้วบ้าง ระหว่างการปกป้องและการทำลาย การทำงานรณรงค์ด้านป่าไม้ของกรีนพีซอย่างเข้มข้นกว่าทศวรรษเพื่อระดมพลังมวลชนและผู้บริโภคทั่วโลกกดดันให้บริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ออกนโยบายและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนเพื่อยุติการทำลายป่าเขตร้อนในอินโดนีเซีย เราได้ผลสำเร็จบางประการที่ตั้งเอาไว้ตลอดช่วงปี 2556 ดังเช่น กุมภาพันธ์ 2556 บริษัทเอเชียพัลพ์และเพเพอร์ (APP) ประกาศนโยบายยุติการทำลายป่า มีนาคม 2556 รัฐมนตรีกระทรวงป่าไม้ของอินโดนีเซียส่งมอบใบอนุญาตการจัดการป่าไม้ให้กับชุมชนในจังหวัดเรียว(Riau) บนเกาะสุมาตรา และในเดือนเดียวกันนี้เองที่บริษัทโกลเดน อะกริ รีซอร์ส(GAR)ได้ประกาศความก้าวหน้าของโครงการนำร่องเพื่อทดสอบว่าจะจัดการกับพื้นที่ที่แหล่งกักเก็บคาร์บอนระดับสูงในป่าพรุซึ่งเป็นเขตสัมปทานของตนเองอย่างไร พฤษภาคม […]

เกิดอะไรขึ้นกับก๊าซเรือนกระจกที่เราปล่อยออกสู่บรรยากาศ?

โดยหลักการแล้ว เป็นเรื่องง่ายที่เราจะประเมินปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้ในแต่ละปี และเป็นเรื่องไม่ซับซ้อนเลยที่จะวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ เนื่องจากก๊าซส่วนใหญ่กระจายอย่างสม่ำเสมอในชั้นบรรยากาศของโลก ปัจจัยทั้งสองอย่างนี้ทำให้เรารู้ว่าประมาณร้อยละ 50 ของคาร์บอนที่เข้าสู่บรรยากาศยังคงอยู่ที่นั่น อีกร้อยละ 25 ถูกดูดซับโดยมหาสมุทร ส่วนที่เหลือร้อยละ 25 ไปอยู่ในระบบนิเวศภาคพื้นดินของโลก -ต้นไม้ พืช ดิน และอื่นๆ- ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่จะวัดปริมาณก๊าซในระบบนิเวศโดยตรง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราไม่มีข้อมูลสำรวจรายละเอียดของพืชทุกชนิดบนโลก อีกทั้งสิ่งที่เราได้เพิ่มเข้าไปในระบบนิเวศนั้นมากกว่าการแลกเปลี่ยนของคาร์บอนในธรรมชาติ พืชใช้คาร์บอนไดออกไซด์เมื่อมีการสังเคราะห์แสง คาร์บอนคืนกลับสู่ดินและบรรยากาศเมื่อพืชตายและย่อยสลาย เนื่องจากพืชส่วนใหญ่อยู่ทางแถบซีกโลกเหนือ ฤดูใบไม้ผลิทางซีกโลกเหนือทำให้เกิดปรากฎการณ์ ‘หายใจเข้า’ ซึ่งทำให้ระดับของคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับโลกลดลง ส่วนปรากฏการณ์ ‘หายใจออก’ จะพบเมื่อมีการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิทางซีกโลกเหนือ ลักษณะขึ้นลงเป็นฟันเลื่อยนี้จะอยู่บนกราฟแสดงการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์เมื่อเวลาผ่านไปช่วงหนึ่ง นอกจากนี้ มนุษย์และสัตว์อื่นๆ ก็ยังปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่อากาศทุก ๆ ครั้งเมื่อหายใจ แต่ก็ยังถือเป็นส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับภาพระดับโลก  

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings