Thailand’s Plastic Pollution Crisis

Plastics and Petrochemicals Thailand’s petrochemical sector first appeared in the 1960s, heralding a countrywide trend toward plastic manufacturing and use. Thailand’s petrochemical sector has a total capacity of 32 million tonnes in 2018, including 11.8 million tonnes of downstream petrochemical products and plastic resins, making it the largest in ASEAN and the world’s 16th largest. […]

ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต: เครื่องมือเพื่อการออกแบบการผลิตที่สะอาดขึ้น

ความรับผิดชอบของผู้ผลิตครอบคลุมไปถึงการจัดการกับของเสียที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ด้วย เครื่องมือที่ใช้ผลักดันเรื่องนี้คือ ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility – EPR) ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบทางการเงินและทางกายภาพในการรับคืนผลิตภัณฑ์ของตนเมื่อผลิตภัณฑ์นั้นหมดอายุการใช้งานแล้ว กิจกรรมที่ดำเนินไปภายใต้แนวความคิดนี้ก็เช่น การที่ผู้ผลิตรับผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุใช้งานของตนกลับคืนจากผู้บริโภค (นั่นคือเมื่อทิ้งแล้ว) ซึ่งอาจดำเนินการโดยผู้ผลิตเองหรือบุคคลอื่นก็ได้ ศัพท์อื่นที่ใช้ในกิจกรรมนี้ได้แก่  “รับคืน (take-back)” “พันธะผลิตภัณฑ์ (product liability” หรือ “การรับผิดชอบผลิตภัณฑ์ (product responsibility)” ขอบเขตความรับผิดชอบ โดยหลักการแล้ว  วิธีที่ดีที่สุดในการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตคือการเช่าซื้อ  ด้วยวิธีนี้ ผู้ผลิตยังคงเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์นั้นอยู่ ดังนั้นความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์จึงยังไม่หมดไป บริษัทหลายแห่ง เช่น ซีร็อกซ์  ใช้การเช่าซื้อกับผลิตภัณฑ์ของตน เพราะการเช่าซื้อทำให้บริษัทสามารถควบคุมวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ได้ทั้งหมด สามารถซ่อมแซมและใช้ซ้ำชิ้นส่วนต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตามการกระทำเช่นนี้ ไม่สามารถใช้ได้กับผลิตภัณฑ์อีกหลายประเภท  จึงต้องใช้วิธีการอื่นแทน  เช่น ความรับผิดชอบทางกายภาพ โดยผู้ผลิตมีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการทางกายภาพของผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้ว หรือผลกระทบจากผลิตภัณฑ์โดยการพัฒนาทางเทคโนโลยีหรือปรับปรุงการบริการ ความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ คือผู้ผลิตรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการของเสียเมื่อหมดอายุการใช้งาน (อันได้แก่การจัดเก็บ ผ่านกระบวนการ บำบัดหรือกำจัด) ความรับผิดชอบต่อความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ ทั้งในระหว่างการผลิต การใช้งานและการกำจัดทำลาย เป็นของผู้ผลิต ความรับผิดชอบเรื่องข้อมูล โดยผู้ผลิตต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และผลที่เกิดจากผลิตภัณฑ์  […]

การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมDesign for the Environment(DfE)

เป็นความพยายามขององค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐซึ่งเริ่มในปี พ.ศ.2535 ที่จะเผยแพร่แนวคิดเรื่องการป้องกันมลพิษ การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมคือการประยุกต์ใช้หลักเกณฑ์ทางสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบในการออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต การออกแบบสิ่งแวดล้อมต้องการป้องกันไม่ให้เกิดของเสีย การปล่อยสารพิษ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ จุดมุ่งหมายคือช่วยให้ธุรกิจต่างๆ คำนึงถึงปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมในการออกแบบผลิตภัณฑ์ในกระบวนการผลิต และจัดการให้การใช้เทคโนโลยีและการบริหารจัดการของตนก่อให้เกิดผลดีต่อสิ่งแวดล้อม  ปัจจุบันนี้งานส่วนใหญ่ภายใต้แนวคิดนี้มุ่งไปที่การใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า เช่น ออกแบบจอคอมพิวเตอร์แบบประหยัดพลังงาน ขณะเดียวกันองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐก็เริ่มโครงการ “เคมีสีเขียว” เพื่อส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมพัฒนาสารเคมีและโพลีเมอร์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและทำจากพืชเป็นหลัก

การป้องกันมลพิษของ USEPA

องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐ ให้คำจำกัดความของคำว่า การป้องกันมลพิษ (รัฐบัญญัติป้องกันมลพิษ พ.ศ.2533 (1990 Pollution Prevention Act)) ว่า คือวิธีการที่ลดหรือขจัดปริมาณ และ/หรือ ความเป็นพิษของมลสารโดยการลดที่ต้นตอ (source reduction) การลดที่ต้นตอถูกนิยามว่าคือ การกระทำใดๆ ก็ตามที่ลดปริมาณสารอันตราย มลสารหรือสารปนเปื้อน ที่ระบายสู่ของเสียหรือสิ่งแวดล้อมก่อนที่จะรีไซเคิล บำบัดหรือกำจัด  และลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการปลดปล่อยวัตถุอันตราย มลสารหรือสิ่งปนเปื้อนนั้น นักวิจารณ์ชี้ว่าองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐมุ่งความสนใจไปที่ปัญหาของเสียและสารพิษเท่านั้น ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในช่วง 20 ปีที่แล้ว ไม่มีการกล่าวถึงตัวผลิตภัณฑ์และวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการผลิตที่ไม่ยั่งยืน

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings