ความผิดปกติของอุณหภูมิพื้นผิวโลกเฉลี่ยเทียบปี 2566 และ 1 มกราคม-25 เมษายน 2567
คําว่า “ความผิดปกติของอุณหภูมิ” หมายถึงการเบี่ยงออกจากค่าอ้างอิงหรือค่าเฉลี่ยอุณหภูมิในระยะยาว ความผิดปกติเชิงบวกบ่งชี้ว่าอุณหภูมิที่สังเกตได้อุ่นกว่าค่าอ้างอิง ในขณะที่ความผิดปกติเชิงลบบ่งชี้ว่าอุณหภูมิที่สังเกตได้เย็นกว่าค่าอ้างอิง ความผิดปกตินี้เป็นเครื่องมือวินิจฉัยสภาพภูมิอากาศระดับโลกและให้ภาพรวมของค่าเฉลี่ยอุณหภูมิโลกเมื่อเทียบกับค่าอ้างอิง อุณหภูมิพื้นผิวโลกคือการพิจารณาว่าพื้นผิวของโลกร้อนขึ้นอย่างไรที่ทำให้เรารู้สึกได้ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง จากมุมมองบนดาวเทียม พื้นผิวคืออะไรก็ได้ที่ดาวเทียมตรวจจับจากชั้นบรรยากาศโลกไปจนถึงพื้นดิน อาจเป็นหิมะหรือน้ำแข็งบนพื้นดิน ผืนหญ้า หลังคาของอาคาร ยอดเรือนไม้ในพื้นที่ป่า ดังนั้น อุณหภูมิพื้นผิวโลกจึงไม่เหมือนกับอุณหภูมิอากาศที่รวมอยู่ในการรายงานอุตุนิยมวิทยาในแต่ละวัน ความผิดปกติอุณหภูมิพื้นผิวโลกเกิดขึ้นเมื่อมีสภาพการณ์แตกต่างออกไปจากค่าเฉลี่ย ณ พื้นที่หนึ่งๆ ในช่วงเวลาหนึ่งของปี แผนที่ด้านล่างแสดงถึงความผิดปกติของอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกในวันที่ 25 เมษายน 2567 เปรียบเทียบกับสภาพการณ์เฉลี่ยระหว่างช่วงปี ค.ศ.1991-2020 พื้นที่ที่ร้อนกว่าค่าเฉลี่ยจะแสดงเป็นสีแดง พื้นที่ที่มีค่าใกล้ค่าเฉลี่ยปกติจะแสดงเป็นสีขาว และพื้นที่มีอุณหภูมิเย็นกว่าค่าเฉลี่ยจะแสดงเป็นสีฟ้า เป็นข้อมูลที่วิเคราะห์โดย Copernicus Climate Change Service (C3S) ดําเนินการโดย European Centre for Medium-Range Weather Forecasts (ECMWF) ในนามของคณะกรรมาธิการยุโรปซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอวกาศของสหภาพยุโรป ความผิดปกติบางอย่างของอุณหภูมิพื้นผิวโลกเป็นปรากฎการณ์ของสภาพอากาศ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มหรือแบบแผนเฉพาะใดๆ ความผิดปกติอื่นๆ อาจมีความหมายลึกซึ้ง อากาศที่เย็นผิดปกติอาจบ่งชี้ถึงฤดูหนาวที่ทารุณกับหิมะปริมาณมากบนพื้นดิน ความผิดปกติของอุณหภูมิพื้นผิวโลกที่กระจายตัวเล็กๆ ในพื้นที่ป่าหรือระบบนิเวศธรรมชาติอื่นๆ อาจบ่งชี้ถึงการพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายหรือมีโรคระบาดจากแมลง พื้นที่เมืองต่างๆ แสดงให้เห็นถึงจุดที่ร้อนขึ้นจากการที่พื้นที่เมืองที่มีการพัฒนาจะมีความร้อนในช่วงเวลากลางวันมากกว่าในระบบนิเวศตามธรรมชาติหรือพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่โดยรอบ พื้นที่ที่ร้อนอยู่คงเดิมในหลายๆ ส่วนของโลกเป็นเวลาหลายปีอาจเป็นสัญญานของภาวะโลกร้อน […]
คนบนโลก(โดยเฉพาะในซีกโลกใต้) จะจนลงอีก 1 ใน 5 ส่วนภายในอีก 26 ปีข้างหน้าจากผลพวงของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
เรียบเรียงจาก https://www.theguardian.com/environment/2024/apr/17/climate-crisis-average-world-incomes-to-drop-by-nearly-a-fifth-by-2050?CMP=Share_iOSApp_Other การศึกษาพบว่า ต้นทุนผลกระทบภายนอกด้านสิ่งแวดล้อมจะมากกว่าค่าใช้จ่ายในการจํากัดอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เกิน 2C ถึงหกเท่า รายได้เฉลี่ยของคนในโลกจะลดลงเกือบหนึ่งในห้าภายใน 26 ปีข้างหน้าอันเป็นผลมาจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ จากการศึกษาที่คาดการณ์ว่าต้นทุนของความเสียหายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศจะมากกว่าค่าใช้จ่ายในการจํากัดอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เกิน 2C ถึงหกเท่า ภายในปี 2593 คาดว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้น ปริมาณน้ําฝนที่ตกหนักขึ้น และสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงมากขึ้น จะสร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่า 38 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (30 ล้านล้านปอนด์) ในแต่ละปี จากการวิจัยที่ครอบคลุมที่สุดที่เคยดําเนินการมาในประเด็นนี้ และผลการวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature ค่าใช้จ่ายที่สูงลิบลิ่วซึ่งสูงกว่าการประมาณการก่อนหน้านี้มากได้ถูกผนวกเข้ากับระบบเศรษฐกิจโลกในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้าอันเป็นผลมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศผ่านการเผาไหม้ก๊าซฟอสซิล น้ํามัน ถ่านหิน และการทำลายป่าไม้เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจส่งออก สิ่งนี้จะสร้างความเสียหายให้ทุกประเทศ โดยส่งผลกระทบอย่างรุนแรงอย่างไม่ได้สัดส่วนต่อผู้ที่รับผิดชอบน้อยที่สุดต่อการพังทลายของระบบสภาพภูมิอากาศ ขยายความไม่เท่าเทียมให้เลวร้ายลงไปอีก การวิจัยระบุว่าการสูญเสียรายได้เฉลี่ยถาวรทั่วโลกจะอยู่ที่ 19% ภายในปี 2592 ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปจะลดลงประมาณ 11% ในขณะที่ในแอฟริกาและเอเชียใต้จะอยู่ที่ 22% โดยบางประเทศจะสูงกว่านี้มาก “นี่คือหายนะ” Leonie Wenz นักวิทยาศาสตร์จาก Potsdam Institute for Climate Impact Research และเป็นหนึ่งในผู้วิจัยกล่าว “ผมคุ้นเคยกับงานวิจัยด้านผลกระทบทางสังคม แต่รู้สึกอึ้งกับความเสียหายอย่างมหาศาลในเรื่องนี้ […]
ก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมีแต่เพิ่ม
การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2566 โดยแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตามการประมาณการจากทีมนักวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าการปล่อยมลพิษคาร์บอนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการเผาไหม้น้ํามัน ถ่านหิน และก๊าซฟอสซิลกําลังขัดขวางความคืบหน้าในการหลีกเลี่ยงวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การค้นพบนี้เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบวัฏจักรคาร์บอนของโลกประจําปีที่เรียกว่า Global Carbon Budget ในการประเมินประจําปีนี้ นักวิทยาศาสตร์จะวัดปริมาณคาร์บอนที่เติมลงในชั้นบรรยากาศจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และปริมาณคาร์บอนที่ถูกกําจัดออกจากชั้นบรรยากาศและเก็บไว้บนบกและในมหาสมุทร การวิเคราะห์ข้อมูลปี 2566 เบื้องต้นของนักวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่าการปล่อยคาร์บอนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้น 1.1 % ในปี 2566 เมื่อเทียบกับระดับปี 2565 ทําให้การปล่อยก๊าซฟอสซิลทั้งหมดในปี 2566 เป็น 36.8 พันล้านเมตริกตันของคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อรวมแหล่งอื่นๆ เช่น การตัดไม้ทําลายป่าและฤดูไฟป่าที่รุนแรงในแคนาดา การปล่อยคาร์บอนทั้งหมดในปี 2566 คาดว่าจะอยู่ที่ 40.9 พันล้านเมตริกตัน ทั้งปี 2566 และ 2565 มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์จากเชื้อเพลิงฟอสซิล ตามการวิเคราะห์ “การปล่อยก๊าซเรือนกระจกมุ่งไปในทิศทางที่ผิดซึ่งเราจําเป็นต้องจํากัดภาวะโลกร้อน” Ben Poulter ผู้เขียนร่วมของรายงานและนักวิทยาศาสตร์ที่ศูนย์การบินอวกาศ Goddard ของ NASA กล่าว ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นจากประมาณ 278 ส่วนต่อล้านส่วนในปี 2293 (ค.ศ. […]
ชวนติดตามเรื่องวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลกปี 2567
ปี 2566 ที่ผ่านมา มีความท้าทายและมีบันทึกสถิติใหม่ว่าด้วยวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทั้งอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีมานับจากช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 200 ปีก่อน ความสุดขั้วของสภาพอากาศที่ถี่ขึ้น เร่งเร้าขึ้น และรุนแรงขึ้นซึ่งบั่นทอนการพัฒนามนุษย์และก่อความเหลื่อมล้ำทางสังคมมากขึ้น ผลการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศโลก(COP28)ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ที่ผ่านมา อาจเป็นความหวังที่จะ “ถอยห่างจากเชื้อเพลิงฟอสซิล” [1] ในขณะที่หลายฝ่ายมองว่าความตกลงที่ดูไบแท้ที่จริงแล้วคือ “น้ำผึ้งอาบยาพิษ” [2] สิ่งที่ตกลงกันคล้ายๆ กับจะช่วยจัดการกับความท้าทายหลัก แต่มีสิ่งที่แอบแฝงซ่อนเร้นซึ่งบั่นทอนความมุ่งมั่นของปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศ วิกฤตสภาพภูมิอากาศปี 2567 นี้มาถึงพร้อมกับโจทย์ใหญ่และเรื่องราวที่ต้องจับตาดังนี้ อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้น ความปั่นป่วนทางสังคมมากขึ้น ความเชื่อมโยงระหว่างอุณหภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นและความปั่นป่วนทางสังคมยิ่งชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ความปั่นป่วนแต่ละครั้งมีสาเหตุเฉพาะ แต่อุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้น ราคาอาหารที่สูงขึ้น และการลดงบประมาณของรัฐบาลเป็นเงื่อนไขหลัก 3 ประการ ที่ขยายความปั่นป่วนนี้เป็นประวัติการณ์ในปี 2566 ผ่านมา การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science โดย Marshall Burke จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และ Solomon Hsiang และ Edward Miguel จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ชี้ให้เห็นว่า อุณหภูมิในฤดูร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นเพียง 1 ส่วนของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(standard […]