Photo credit : Greenpeace Thailand

ปี 2566 ที่ผ่านมา มีความท้าทายและมีบันทึกสถิติใหม่ว่าด้วยวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทั้งอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีมานับจากช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 200 ปีก่อน ความสุดขั้วของสภาพอากาศที่ถี่ขึ้น เร่งเร้าขึ้น และรุนแรงขึ้นซึ่งบั่นทอนการพัฒนามนุษย์และก่อความเหลื่อมล้ำทางสังคมมากขึ้น 

ผลการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศโลก(COP28)ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ที่ผ่านมา อาจเป็นความหวังที่จะ “ถอยห่างจากเชื้อเพลิงฟอสซิล” [1] ในขณะที่หลายฝ่ายมองว่าความตกลงที่ดูไบแท้ที่จริงแล้วคือ “น้ำผึ้งอาบยาพิษ” [2]  สิ่งที่ตกลงกันคล้ายๆ กับจะช่วยจัดการกับความท้าทายหลัก 

แต่มีสิ่งที่แอบแฝงซ่อนเร้นซึ่งบั่นทอนความมุ่งมั่นของปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศ

วิกฤตสภาพภูมิอากาศปี 2567 นี้มาถึงพร้อมกับโจทย์ใหญ่และเรื่องราวที่ต้องจับตาดังนี้

อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้น ความปั่นป่วนทางสังคมมากขึ้น

ความเชื่อมโยงระหว่างอุณหภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นและความปั่นป่วนทางสังคมยิ่งชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ความปั่นป่วนแต่ละครั้งมีสาเหตุเฉพาะ แต่อุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้น ราคาอาหารที่สูงขึ้น และการลดงบประมาณของรัฐบาลเป็นเงื่อนไขหลัก 3 ประการ ที่ขยายความปั่นป่วนนี้เป็นประวัติการณ์ในปี 2566 ผ่านมา

การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science โดย Marshall Burke จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และ Solomon Hsiang และ Edward Miguel จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ชี้ให้เห็นว่า อุณหภูมิในฤดูร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นเพียง 1 ส่วนของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(standard deviation) ของค่าเฉลี่ยระยะยาวของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกทําให้ความขัดแย้งทางสังคมมีความถี่เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 15 [3] 

เราต้องจับตาดูว่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศในปี 2567 จะสร้างความโกลาหลต่อสังคมโลกให้มากน้อยเพียงใด

คดีสภาพภูมิอากาศ(Climate Litigation) จะมุ่งไปที่การปลดระวางเชื้อเพลิงฟอสซิล

คาดกันว่าในปี 2567 จะมีคดีสภาพภูมิอากาศแบบใหม่เพื่อยกเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล จากการที่วิกฤตสภาพภูมิอากาศก่อความสูญเสียและเสียหาย(Loss and Damage) [4] เป็นหายนะที่ไม่อาจย้อนคืนได้ และฉันทามติทางวิทยาศาสตร์ตอกย้ำความเชื่อมโยงระหว่างการปล่อยเชื้อเพลิงฟอสซิลและวิกฤตสภาพภูมิอากาศ พร้อมกับการที่มีแรงผลักดันที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้ยักษ์ใหญ่ฟอสซิลต้องมีภาระรับผิด

นั่นหมายถึงว่า คดีสภาพภูมิอากาศจะไม่เพียงแต่มุ่งไปที่ประเด็นความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยา แต่จะรวมถึงวิกฤตสุขภาพของมนุษย์ และความมั่นคงทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการขุดเจาะ แปรรูป และเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลอีกด้วย

คดีสภาพภูมิอากาศเป็นแนวทางหนึ่งเพื่อบรรลุความเป็นธรรมด้านสภาพอากาศมากขึ้น และเริ่มจากการปลดระวางเชื้อเพลิงฟอสซิล [5] อย่างรวดเร็วและเท่าเทียมกัน โดยกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยซึ่งมีความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

จับตาการฟอกเขียวที่แยบยลขึ้น

จากกระแสตื่นตัวต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก กลุ่มผู้บริโภคจึงสนใจมากขึ้นในการสนับสนุนธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับแรงกดดันจากนักลงทุนทางการเงินที่มีส่วนผลักดันให้ธุรกิจมีจุดยืนที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ ขณะเดียวกัน กระแสรักษ์โลกมาพร้อมกับการฟอกเขียวโดยบรรษัท(Corporate Greenwashing)ที่แยบยลขึ้น

ในวันที่ 17 มกราคม 2567 รัฐสภายุโรปผ่านกฎหมายใหม่ที่มุ่งควบคุมการฟอกเขียวโดยบรรษัท และเพิ่มขีดความสามารถของผู้บริโภคในการเปลี่ยนผ่านที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม(The Directive on Empowering Consumers for the Green Transition) [6] กฎหมายนี้ห้ามการแอบอ้างที่เกินจริงเกี่ยวกับ “การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” รวมถึง “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” แบบปลอมๆ

แม้ว่ากฎหมายดังกล่าวเจาะจงไปที่ภาคธุรกิจที่มีสถานะทางการตลาดในสหภาพยุโรป แต่ถือเป็นคําเตือนต่อธุรกิจทั่วโลกถึงความเสี่ยงและภาระรับผิดทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นจากการเปิดโปงการฟอกเขียว (Greenwashing) โดยสาธารณะชน

อ้างอิง
[1] https://news.un.org/en/story/2023/12/1144742
[2] https://www.etcgroup.org/content/cop-28-sugar-coated-poison-pill-0
[3] ในช่วง 8 สัปดาห์นับจากเดือนมิถุนายน 2566 อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกกระโดดขึ้นเป็น 4-6 ส่วนของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่บันทึกไว้ตั้งแต่ปี 2523 ถึง 2543 การคาดการณ์จากการคำนวณชี้ให้เห็นว่าอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่บันทึกในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมอาจเพิ่มความเสี่ยงและความขัดแย้งทางสังคมที่รุนแรงมากขึ้น https://www.economist.com/finance-and-economics/2023/07/27/soaring-temperatures-and-food-prices-threaten-violent-unrest
[4] https://blog.ucsusa.org/delta-merner/sciences-role-in-addressing-loss-and-damage-from-climate-change/
[5] https://www.ucsusa.org/ucs-fossil-fuel-phaseout
[6] https://www.europarl.europa.eu/meetdocs/2014_2019/plmrep/COMMITTEES/IMCO/AG/2023/11-28/1289669EN.pdf

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading