ชวนติดตามเรื่องวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลกปี 2567

ปี 2566 ที่ผ่านมา มีความท้าทายและมีบันทึกสถิติใหม่ว่าด้วยวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทั้งอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีมานับจากช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 200 ปีก่อน ความสุดขั้วของสภาพอากาศที่ถี่ขึ้น เร่งเร้าขึ้น และรุนแรงขึ้นซึ่งบั่นทอนการพัฒนามนุษย์และก่อความเหลื่อมล้ำทางสังคมมากขึ้น  ผลการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศโลก(COP28)ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ที่ผ่านมา อาจเป็นความหวังที่จะ “ถอยห่างจากเชื้อเพลิงฟอสซิล” [1] ในขณะที่หลายฝ่ายมองว่าความตกลงที่ดูไบแท้ที่จริงแล้วคือ “น้ำผึ้งอาบยาพิษ” [2]  สิ่งที่ตกลงกันคล้ายๆ กับจะช่วยจัดการกับความท้าทายหลัก  แต่มีสิ่งที่แอบแฝงซ่อนเร้นซึ่งบั่นทอนความมุ่งมั่นของปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศ วิกฤตสภาพภูมิอากาศปี 2567 นี้มาถึงพร้อมกับโจทย์ใหญ่และเรื่องราวที่ต้องจับตาดังนี้ อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้น ความปั่นป่วนทางสังคมมากขึ้น ความเชื่อมโยงระหว่างอุณหภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นและความปั่นป่วนทางสังคมยิ่งชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ความปั่นป่วนแต่ละครั้งมีสาเหตุเฉพาะ แต่อุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้น ราคาอาหารที่สูงขึ้น และการลดงบประมาณของรัฐบาลเป็นเงื่อนไขหลัก 3 ประการ ที่ขยายความปั่นป่วนนี้เป็นประวัติการณ์ในปี 2566 ผ่านมา การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science โดย Marshall Burke จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และ Solomon Hsiang และ Edward Miguel จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ชี้ให้เห็นว่า อุณหภูมิในฤดูร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นเพียง 1 ส่วนของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(standard […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings