ปีแล้งในผืนป่าอะเมซอน 2010 Drought in the Amazon Forest
ความแห้งแล้งมีผลต่อป่าเขตร้อนอย่างไร ต้นไม้รากลึกที่อยู่ผืนป่าอะเมซอนอันหลากหลายอาจทนแล้งได้ นักวิทยาศาสตร์ได้สังเกตว่าต้นไม้นั้นจริงๆ แล้วผลิใบมากขึ้นในช่วงฤดูแล้ง ทว่าความแห้งแล้งนั้นได้สุดขั้วมากกว่าวัฐจักรแล้งตามฤดูกาล และในปี 2005 ภ้ยแล้งทำให้ต้นไม้ไม่โตและตายลงในพื้นที่ที่ได้มีการศึกษาติดตามเป็นอย่างดีในผืนป่าอะเมซอน ด้วยผลการศึกษาที่ขัดแย้งกันว่าความแห้งแล้งที่มีผลกระทบอย่างไรต่อผืนป่าขนาดใหญ่นั้นยังเป็นคำถามทางวิทยาศาสตร์ที่ยังรอการค้นหา ระหว่างเดือนกรกฎาคมและกันยายน 2010 ภัยแล้งอันรุนแรงเกิดขึ้นทั่วลุ่มน้ำอะเมซอน แม่น้ำเนโกร ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำอะเมซอน ได้ลดลงถึงจุดต่ำสุดในรอบ 109 ปี เท่าที่มีการบันทึกไว้ และไฟป่าที่มิอาจควบคุมได้ก่อให้เกิดควันไฟปกคลุมไปทั่วพื้นที่ลุ่มน้ำ คำถามคือความแห้งแล้งมีผลกระทบต่อต้นไม้อย่างไร ภาพข้างบนแสดงถึงคำตอบที่อาจเป็นไปได้ ภาพดังกล่าวเป็นการวัด “ความเขียว” ของพืชพรรณโดย Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer(MODIS) ของดาวเทียม Terra ขององค์การนาซา ชี้ให้เห็นถึงสภาพของพืชพรรณระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายนปี 2010 เปรียบเทียบกับสภาพทั่วไปโดยเฉลี่ยของช่วงเวลาเดียวกันระหว่างปี 2000 และ 2009 (ยกเว้นปี 2005 ที่เป็นปีแห้งแล้งอีกปีหนึ่ง) ดัชนีพืชพรรณ(the vegetation indices) เป็นการวัดว่าการสังเคราะห์จะเกิดขึ้นมากน้อยเท่าไรโดยดูจากการที่ดาวเทียมจะบันทึกพืชพรรณจากใบได้มากน้อยเพียงใด ในปี 2010 ดัชนีพืชพรรณบันทึกค่าที่ตำ่กว่าเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ระบุว่าต้นไม้ภายใต้ความเค้นของความแห้งแล้งจะเกิดใบน้อยลงหรือมีคลอโรฟิลในใบไม้น้อยลง หรือเป็นไปได้ทั้งสองกรณี แต่การวัดพืชพรรณเหนือผืนป่าเขตร้อนอาจไม่เป็นเรื่องตรงไปตรงมา ดัชนีพืชพรรณ (the vegetation index) นั้นพิจารณาจากแสงอินฟราเรดและแสงที่ตามนุษย์มองเห็นได้ที่พีชสะท้อนกลับออกสู่อวกาศ ผืนป่าที่หนาทึบของป่าเขตร้อนจะดูดซับแสงที่มองเห็นได้ไว้มากที่สุด จึงสะท้อนแสงในช่วงดังกล่าวได้น้อยออกสู่อวกาศซึ่งดาวเทียมสามารถวัดได้ ทำให้ยากที่จะคำนวณดัชนีพืชพรรณเมื่อเทียบกับระบบนิเวศอื่นๆ ขณะเดียวกัน ควันไฟก็เป็นตัวสะท้อนแสงที่มองเห็นได้ เมื่อมีควันในชั้นบรรยากาศในช่วงฤดูแล้ง แสงที่สะท้อนเพิ่มทำให้ดูเหมือนว่าผืนป่านั้นไม่สมบูรณืเหมือนที่ควรจะเป็น […]
ละอองลอย(Aerosols) – ฝุ่นละออง(ถ่านหิน)ในสายลม!
นับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา เครื่องมือ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ขององค์การนาซาได้ทำการวัดแบบแผนของละอองลอย(aerosols) ซึ่งหมายถึงอนุภาคขนาดเล็กแขวนลอยในอากาศ ทั้งนี้เพื่อช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจถึงอิทธิพลอันสลับซับซ้อนที่ “ละอองลอย” มีต่อภูมิอากาศโลก แผนที่โลกเปรียบเทียบให้เห็นแบบแผนการกระจายตัวของละอองลอยทั่วโลกในช่วงปี 2543-2550 (ภาพบน) และค่าเฉลี่ยของละอองลอยในปี 2550(ภาพด้านล่าง) แผนที่บนแสดงความหนา(ทึบแสง)ของละอองลอย จากสีเหลืองซึ่งหมายถึงทึบแสงน้อย ไปหาสีแดงเข้มซึ่งหมายถึงทึบแสงมาก ความหนา(ทึบแสง) บ่งบอกถึงว่า ละอองลอยจะป้องกันมิให้แสงผ่านออกไปสู่ชั้นบรรยากาศได้มากน้อยเท่าใด แบบแผนของละอองลอย(aerosol patterns) ที่แสดงนี้เป็นผลมาจากทั้งกิจกรรมของมนุษย์และธรรมชาติ ในกรณีทางตอนเหนือของแอฟริกา ด้านตะวันออกของจีนและภูมิภาคตะวันออกกลางนั้นเป็นเรื่องของพายุฝุ่น ที่สำคัญโรงไฟฟ้าถ่านหินและยานยนต์ของจีนก่อให้เกิดละอองลอยปลดปล่อยออกสู่บรรยากาศเป็นจำนวนมหาศาล ส่วนทางตอนเหนือและตอนกลางของแอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินโดนีเซีย อเมริกากลางและใต้ จะเป็นเรื่องของฤดูกาลเผาเศษวัสดุทางการเกษตร ส่วนทางตอนเหนือของอเมริกาตะวันตก ละอองลอยมาจากไฟป่าที่เกิดขึ้นโดยมนุษย์และธรรมชาติ ส่วนทางตอนเหนือของแอนตาร์ติก กระแสลมที่ไม่เคยหยุดพัดนำพาเอาละอองเกลือทะเลขึ้นสู่บรรยากาศ แผนที่ด้านล่างแสดงค่าเฉลี่ยปี 2550 ที่ซึ่งมีละอองลอยเข้มข้นมากกว่าค่าเฉลี่ยจะเป็นสีแดง ส่วนที่ซึ่งมีค่าเฉลี่ยน้อยกว่าจะเป็นสีฟ้า การเผาไหม้ที่เกิดขึ้นในอเมริกาใต้นั้นมีความชัดเจนมากในปี 2550 ละอองฝุ่นควันจากลุ่มน้ำอะเมซอนแพร่กระจายลงไปทางตอนใต้สู่ชายฝั่งของอุรุกวัยและตอนเหนือของอาร์เจนตินา ละอองฝุ่นควันจากจีนตะวันออกก็มีความเข้มข้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยเช่นกัน ส่วนอินเดียและเขตซาเฮลของแอฟริกาตะวันตกมีความเข้มข้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยแต่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับด้านตะวันออกของจีน ในขณะที่ ละอองฝุ่นควันจากอินโดนีเซีย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเกาะบอร์เนียวที่ซึ่งไฟจากป่าพรุส่งละอองฝุ่นควันเข้าปกคลุมท้องฟ้าในช่วงฤดูเผาไหม้) นั้นมีความเข้มข้นที่ไม่มากนัก เช่นเดียวกับพื้นที่แอฟริกาตอนกลาง ระดับของละอองลอยในเขตละติจูดสูงของป่าโบเรียลนั้นก็มีค่าต่ำ ชี้ให้เห็นว่า ปี 2550 […]
อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก
ช่วงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ (องศาเซลเซียส) โลกกำลังร้อนขึ้น ไม่ว่าจะมาจากกิจกรรมของมนุษย์หรือความแปรปรวนของธรรมชาติ และหลักฐานบอกเราว่า มนุษย์เป็นตัวการสำคัญ เทอร์โมมิเตอร์ทั่วโลกตรวจวัดบักทึกอุณหภูมินับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้เริ่มต้นขึ้น การวิเคราะห์โดยนักวิทยาศาสตร์ที่ NASA’s Goddard Institute for Space Studies (GISS) และภาพสไลด์ที่แสดงข้างต้น อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นโดยประมาณ 0.8 องศาเซลเซียส (1.4 องศาฟาเรนไฮท์) นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1880 ความร้อนที่เพิ่มขึ้นสองในสามเกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975 ที่อัตราประมาณ 0.15-0.20 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ คำถามคือ ทำไมเราต้องสนใจอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเพียงแต่หนึ่งองศา จะว่าไปแล้ว การผกผันของอุณหภูมิเกิดขึ้นหลายองศาในทุก ๆ วัน ในที่ที่เราอาศัยอยู่ บันทึกอุณหภูมิโลกนี้เป็นค่าเฉลี่ยทั่วทั้งผิวโลก อุณหภูมิที่เราประสบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันและในระยะเวลาสั้น ๆ นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้มากเนื่องจากเหตุการณ์ที่เป็นวัฐจักรที่เราสามารถทำนายได้ เช่น กลางวัน กลางคืน ฤดูร้อน ฤดูหนาว เป็นต้น และแบบแผนการตกของน้ำจากฟากฟ้า(precipitation) และการเคลื่อนที่ของลมที่ยากแก่การคาดการณ์ ส่วนอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกนั้นขึ้นอยู่กับว่ามีพลังงานเท่าไรที่โลกรับจากดวงอาทิตย์และมีจำนวนเท่าใดที่สะท้อนกลับจากผิวโลกออกสู่อวกาศ ปริมาณพลังงานดังกล่าวนี้มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย รังสีความร้อนที่แผ่ออกจากผิวโลกนั้นส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางเคมีของชั้นบรรยากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณของก๊าซเรือนกระจกที่เป็นตัวกักเก็บความร้อน การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก […]