มกราคม 2562 คนกรุงเทพฯ อยู่ในอากาศปนเปื้อนฝุ่นพิษ PM2.5 เกินมาตรฐานมาแล้วกี่วัน?

ในกระแสดรามาฝุ่นพิษ PM2.5 เรามีการถกเถียงกันตั้งแต่เรื่องว่าฝุ่นมาจากไหน บ้างก็โทษควันปิ้งย่าง ฝุ่นจากการก่อสร้าง หรือโยนความผิดไปให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาจากการเผาในที่โล่ง ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เราจำเป็นต้องพิจารณาถึงแหล่งกำเนิด PM2.5 ทุกแหล่งโดยไม่เลือกปฏิบัติและวางมาตรการระยะสั้นระยะยาวและกำหนดยุทธศาสตร์การป้องกันและจัดการมลพิษทางอากาศอย่างชาญฉลาดให้สมกับยุค Thailand 4.0

ในขณะที่หน่วยงานรัฐยังตั้งตัวไม่ติดและแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาถูกหยิบยกขึ้นมาหลังจากวิกฤตฝุ่นผ่านไปหลายสัปดาห์นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน

แต่คำถามที่อาจผุดขึ้นมาในใจของใครบางคน อาจจะเป็นแบบนี้

“ตั้งแต่ปีใหม่มา คนกรุงเทพฯ อยู่ใต้เงามลพิษฝุ่น PM2.5 ที่เกินค่ามาตรฐานของไทยมาแล้วกี่วัน? แล้วถ้าเป็นข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก(WHO)ล่ะ?”

เราสามารถหาคำตอบได้จากข้อมูลย้อนหลังจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ 10 จุดของกรมควบคุมมลพิษซึ่งตรวจวัดค่าความเข้มข้นของ PM2.5 อย่างต่อเนื่องดังนี้

กราฟแสดงความเข้มข้นรายชั่วโมงของ PM2.5 ระหว่างวันที่ 1-27 มกราคม 2562
จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ 10 จุดในเขตกรุงเทพมหานคร 
(ที่มา : http://air4thai.pcd.go.th/webV2/history/)

เมื่อนำข้อมูลมาแสดงในตาราง เราต้องอึ้งกับผลที่ได้ ยิ่งถ้าเราใช้ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่แนะนำโดยองค์การอนามัยโลกแล้วยิ่งจี๊ด

ตำแหน่งสถานีตรวจวัดจำนวนวันระหว่างวันที่ 1-29 มกราคม 2562 ที่ความเข้มข้นของ PM2.5 เกินมาตรฐาน
24 ชั่วโมงของไทย(50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)
จำนวนวันระหว่างวันที่ 1-29 มกราคม 2562 ที่ความเข้มข้นของ PM2.5 เกินมาตรฐาน 24 ชั่วโมงตามคำแนะนำของ WHO(25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)
ริมถนนดินแดง เขตดินแดง17 วัน29 วัน
ริมถนนอินทรพิทักษ์ ธนบุรี15 วัน28 วัน
แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง*18 วัน25 วัน
ริมถนนพระรามสี่ เขตปทุมวัน15 วัน28 วัน
แขวงพญาไท เขตพญาไท9 วัน26 วัน
ริมถนนกาญจนาภิเษก บางขุนเทียน21 วัน29 วัน
ริมถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง17 วัน29 วัน
แขวงบางนา เขตบางนา12 วัน24 วัน
แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ11 วัน28 วัน
แขวงดินแดง เขตดินแดง13 วัน27 วัน

หมายเหตุ : * ไม่มีข้อมูล 3 วัน
ที่มาข้อมูล : http://aqmthai.com/public_report.php

โดยสรุป ระหว่างวันที่ 1-29 มกราคม 2562 คนกรุงเทพฯ อยู่ใต้เงามลพิษฝุ่น PM2.5 ที่เกินค่ามาตรฐานของไทยตั้งแต่ 9-21 วัน และเกินมาตรฐาน 24 ชั่วโมงตามคำแนะนำของ WHO ตั้งแต่ 24-29 วัน

แต่ชีวิตคนไม่ได้เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ในทางระบาดวิทยา ทุกลมหายใจที่เราสูดเอาอากาศที่ปนเปื้อนมลพิษเข้าไป ไม่ว่ามากหรือน้อยเพียงใด จะส่งผลเสียหายต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว องค์การอนามัยโลกระบุว่า จริงๆ แล้ว เรายังไม่สามารถระบุถึงขีดจำกัดของความเข้มข้น(ของมลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็กมาก)ที่โยงกับผลกระทบด้านสุขภาพของมนุษย์ได้ ด้วยเหตุนี้ ข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่จัดทำขึ้นในปี พ.ศ.2548 จึงตั้งเป้าหมายให้ความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 อยู่ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้มากที่สุด (1)

แล้วเราจะทำอย่างไรได้บ้างนอกเหนือจากการป้องกันตนเองและหลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศที่ปนเปื้อนมลพิษ หนทางหนึ่งก็คือ การผลักดันให้กระทรวงสาธารณสุขประกาศใช้ดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อคนกรุงเทพฯ และปริมณฑลในทันทีโดยแยกออกจากดัชนีคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ

กรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของประเทศสามารถทำได้เลย เพราะมีการริเริ่มเรื่องนี้ที่เชียงใหม่ไปแล้ว 

หากกรุงเทพฯมีการใช้ดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อคนกรุงเทพฯ ก็จะทำให้กรุงเทพฯเรามีระบบการแจ้งเตือนคุณภาพอากาศที่ช่วยปกป้องประชาชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง (เด็ก ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรลงอย่างน้อยร้อยละ 15-20

ร่วมทวงคืนสิทธิขั้นพื้นฐานของการมีชีวิตอยู่ในอากาศสะอาด ขออากาศดีคืนมา ได้ที่  greenpeace.or.th/right-to-clean-air

ธารา บัวคำศรี เป็นผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้  

 หมายเหตุ

1. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/ambient-(outdoor)-air-quality-and-health

Our silent killer, taking a toll on millions

Published: 8/12/2016 Bangkok Post Newspaper

In a city like Bangkok where bumper-to-bumper traffic, raging heat and all-consuming noise are enough to give you a migraine, a clear city skyline is a welcome view to make you appreciate this bustling city. But hovering over Bangkok and other cities like it, lies a hidden layer that’s affecting the health of millions.

Air pollution is one of the most pressing issues in major Thai cities. A 2015 study by the University of Washington and supported by the World Bank, shows that air pollution causes 50,000 premature deaths in the country yearly. Most at risk are children and the elderly, and people living in areas near coal-fired power plants and polluting industries. At the heart of it is the invisible and harmful pollutant, PM2.5.

Measuring less than 2.5 micrometres in diameter — less than the width of a single human hair — particulate matter (PM) 2.5 is the worst form of air pollution. PM2.5 penetrates deeply into the lungs, allowing harmful chemicals to be carried into internal organs; and is attributed to causing a wide range of illnesses including cancer, strokes, respiratory diseases, foetal damage and even death.

Globally, air pollution is turning out to be a very serious issue. According to Unicef, it contributes to the deaths of around 600,000 children each year; and a recent World Bank study has shown that total deaths from air pollution have risen in Thailand from roughly 31,000 in 1990 to 48,000 in 2013. In fact, Thailand’s Pollution Control Department has identified ground-level ozone and airborne particles as the two pollutants that pose the greatest threats to human health.

Unfortunately, PM2.5 levels in many parts of Thailand are way above acceptable levels. The annual safe limit according to Thailand’s National Ambient Air Quality Standard is at 25 microgrammes per cubic metre, a figure Thailand’s major cities have failed to reach for the past several years. Greenpeace Southeast Asia recently looked into this. Our recent report ranked Thai cities according to their PM2.5 readings — the first of its kind for the country — and what we found highlights the hidden public health crisis we have on our hands.

Based on 2015 data, out of 29 provinces that are equipped with air monitoring stations, 23 exceeded the average annual particulate matter of less than 10 micrometres (PM10) levels. Between January-May this year, the five cities with the highest annual average concentrations of PM2.5 were Chiang Mai, Khon Kaen, Lampang, Bangkok and Ratchaburi. This means, that there are levels reaching into “unhealthy”, “very unhealthy” and “hazardous” levels, according to the World Health Organisation. If you want a real-time measurement of what we’re breathing, there is a website that you can check out the visual map, just key “Bangkok AQI”.

So why isn’t the Thai government factoring in PM2.5? Many other countries such as China and India have already incorporated PM2.5 in their air quality indexes, and PM2.5 concentrations are crucial in determining the country’s smog and pollution alerts. In Beijing, residents are advised to wear masks and avoid outdoor activities in similar circumstances. In Delhi, a severe bout of smog enveloped the city and the government was forced to temporarily shut down schools. But the same warnings or measures are not in place in Thailand.

The country is well equipped to do so though. Although pollution monitoring stations are capable of measuring PM2.5 concentrations, Thailand’s Air Quality Index (AQI) does not factor it in. While the AQI provides Thais with timely and reliable information about air pollution levels, it only considers PM10 (larger dust particles). Comparatively, the World Health Organisation also uses PM2.5 AQI values, rather than PM10, to more accurately judge potential health effects from pollution.

So if PM2.5 can give us a better understanding of pollution and the toll it takes on human lives, why is this silent killer hidden from official data? The unfettered growth of industries, the construction of even more coal-fired power plants, the addition of more vehicles on our roads, and the unsolved haze problem from Indonesia affecting Thailand and other Southeast Asian countries will mean pollution will certainly worsen in the coming years.

To protect people’s health, the Thai government needs to urgently upgrade the AQI to include PM2.5. Additionally, it should strengthen pollution monitoring and regulation of existing coal plants and shift away from the use of coal. PM2.5 and mercury emissions should be measured at source, and the current standards for other toxic pollutants such as sulphur oxides and nitrous oxides, aside from dust emissions should be reviewed.

Legal protection for the right to clean air in Thailand is inadequate and will remain so as long as the government continues to sacrifice public health whenever it is perceived to come into conflict with industry. The Thai government must take a step back from this myopic approach and tackle the issue from a public health perspective. The government must challenge industry to meet better standards through innovation — and thus pave the way for a sustainable approach to pollution prevention.

ปริมาณแสงแดดที่ส่องลงบนพื้นที่กรุงเทพมหานคร

solar_insolation_lftsolar_insolation_rt

รังสีแสงแดดที่ส่องลงบนพื้นโลกแบ่งได้เป็นสองส่วนคือ รังสีตรง (Direct Radiation) และรังสีกระจาย (Diffuse Radiation) รังสีตรงจะส่องลงบนพื้นโลกโดยไม่ถูกบดบังด้วยสิ่งกีดขวางใดๆ เราสังเกตได้ง่ายคือรังสีตรงจะทําให้เกิดเงาที่ชัดเจนเมื่อมีวัตถุบดบัง ส่วนรังสีกระจายจะกระเจิงจากการวิ่งชนกับวัตถบดบังต่างๆ เช่น เมฆ สารเคมีในชั้นบรรยากาศ

กราฟนี้แสดงปริมาณแสงแดดที่ส่องลงบนพื้นที่โลกโดยเฉลี่ย (solar insolation) ในแต่ละเดือนของเมืองสี่เมืองในทวีปต่างๆ คือ กรุงเทพฯ บราซิเลีย ซีแอตเติล และทิมบักตู โดยเฉพาะเมืองทิมบักตู ซึ่งอยู่ใจกลางทะเลทรายซะฮารารับแสงแดดอย่างเหลือเฟือตลอดทั้งปี ในทางตรงกันข้ามกับเมืองซีแอตเติล ซึ้งมีปริมาณแสงแดดโดยเฉลี่ยราว 6 กิโลวัตต์ต่อตารางเมตรต่อวันในช่วงฤดูร้อน และปริมาณจะลดลงอย่างมากในฤดูหนาว ส่วนปริมาณแสงแดดที่ส่องมายังกรุงเทพและบราซิเลีย ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่เหนือเสันศูนย์สูตรและใต้เส้นศูนย์สูตรตามลำดับนั้นจะแปรตามการปกคลุมของเมฆมากกว่าเป็นอิทธิพลของฤดูกาล การใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและข้อมูลในพื้นที่ประกอบกันนี้ นักวางแผนสามารถใช้ข้อมูลภูมิประเทศและข้อมูลสภาพภูมิอากาศในท้องถิ่นทำการออกออแบบและจัดวางตำแหน่งของระบบพลังงานเพื่อเก็บเกี่ยวพลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างแม่นยำ

(ที่มา : กราฟโดย Robert Simmon จากข้อมูลของ SSE Project)