ความท้าทายและวิกฤตมลพิษพลาสติกของประเทศไทย
ธารา บัวคำศรี ดังที่รับรู้กันว่า รัฐบาลโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินมาตรการตาม Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 – 2573 โดยยกเลิกพลาสติกใช้แล้วทิ้งซึ่งรวมถึงถุงพลาสติกหูหิ้วนับตั้งแต่ต้นปี 2563 เป็นต้นมา และมุ่งลดขยะพลาสติกลงร้อยละ 30 ภายในสิ้นปี 2563 นี้ แต่การแพร่ระบาดของ Covid-19 และผลจากมาตรการล็อกดาวน์ได้ผลิกผันสถานการณ์ขยะพลาสติกในประเทศไทยโดยสิ้นเชิง สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ระบุว่าปริมาณขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นจาก 2,120 ตันต่อวันในปี 2562 เป็น 3,440 ตันต่อวัน ระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน 2563 เฉพาะเดือนเมษายนอย่างเดียว การเพิ่มขึ้นของขยะพลาสติกคิดเป็นเกือบร้อยละ 62 ในสถานการณ์เช่นนี้ แม้จะกล่าวกันว่า พลาสติกไม่ใช่ผู้ร้าย แต่เราต้องไม่ลืมว่า ขยะพลาสติกคือปัญหามลพิษ(plastic pollution) ไม่ใช่ปัญหาขยะ และเราต้องเน้นการแก้ปัญหาตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์พลาสติกตั้งแต่การผลิตไปจนถึงเมื่อพลาสติกหมดอายุการใช้งาน บทความนี้จะชี้ให้เห็นว่า มีความท้าทายประการใดและสิ่งที่จะต้องทำคืออะไร หากสังคมไทยต้องการจะปลดแอกจากวิกฤตมลพิษพลาสติก (break free from plastic pollution) ความท้าทาย : รัฐบาลขาดความมุ่งมั่นและเจตจำนงทางการเมือง จริงอยู่ที่รัฐบาลกำลังดำเนินมาตรการภายใต้ Roadmap […]
ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต: เครื่องมือเพื่อการออกแบบการผลิตที่สะอาดขึ้น
ความรับผิดชอบของผู้ผลิตครอบคลุมไปถึงการจัดการกับของเสียที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ด้วย เครื่องมือที่ใช้ผลักดันเรื่องนี้คือ ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility – EPR) ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบทางการเงินและทางกายภาพในการรับคืนผลิตภัณฑ์ของตนเมื่อผลิตภัณฑ์นั้นหมดอายุการใช้งานแล้ว กิจกรรมที่ดำเนินไปภายใต้แนวความคิดนี้ก็เช่น การที่ผู้ผลิตรับผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุใช้งานของตนกลับคืนจากผู้บริโภค (นั่นคือเมื่อทิ้งแล้ว) ซึ่งอาจดำเนินการโดยผู้ผลิตเองหรือบุคคลอื่นก็ได้ ศัพท์อื่นที่ใช้ในกิจกรรมนี้ได้แก่ “รับคืน (take-back)” “พันธะผลิตภัณฑ์ (product liability” หรือ “การรับผิดชอบผลิตภัณฑ์ (product responsibility)” ขอบเขตความรับผิดชอบ โดยหลักการแล้ว วิธีที่ดีที่สุดในการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตคือการเช่าซื้อ ด้วยวิธีนี้ ผู้ผลิตยังคงเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์นั้นอยู่ ดังนั้นความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์จึงยังไม่หมดไป บริษัทหลายแห่ง เช่น ซีร็อกซ์ ใช้การเช่าซื้อกับผลิตภัณฑ์ของตน เพราะการเช่าซื้อทำให้บริษัทสามารถควบคุมวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ได้ทั้งหมด สามารถซ่อมแซมและใช้ซ้ำชิ้นส่วนต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตามการกระทำเช่นนี้ ไม่สามารถใช้ได้กับผลิตภัณฑ์อีกหลายประเภท จึงต้องใช้วิธีการอื่นแทน เช่น ความรับผิดชอบทางกายภาพ โดยผู้ผลิตมีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการทางกายภาพของผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้ว หรือผลกระทบจากผลิตภัณฑ์โดยการพัฒนาทางเทคโนโลยีหรือปรับปรุงการบริการ ความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ คือผู้ผลิตรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการของเสียเมื่อหมดอายุการใช้งาน (อันได้แก่การจัดเก็บ ผ่านกระบวนการ บำบัดหรือกำจัด) ความรับผิดชอบต่อความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ ทั้งในระหว่างการผลิต การใช้งานและการกำจัดทำลาย เป็นของผู้ผลิต ความรับผิดชอบเรื่องข้อมูล โดยผู้ผลิตต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และผลที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ […]