Taragraphies — Header Component

Government must leave no room for dirty fishing

OpEd published in Bangkokpost, 20 December 2016, Tara Buakamsri – Thailand Country Director of Greenpeace Southeast Asia. Thailand is holding its breath awaiting the European Union’s (EU) re-assessment of the country’s notorious fishing industry. As the world’s fourth-largest seafood exporter, Thailand earns annual revenue of over US$6.5 billion (233 billion baht) from its fishing business. But in […]

เรื่องดีๆ ของมหาสมุทรในปี 2557

แปลเรียบเรียงจากบทความของ Ayana Elizabeth, Waitt Institute ใน Ocean Views on December 24, 2014 เราอาจจะรับรู้เรื่องราวของมหาสมุทรหลายเรื่อง พอจะมีข่าวดีอยู่บ้าง แม้ว่ามหาสมุทรของเรายังคงเจอปัญหาหนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประมงเกินขนาด มลพิษ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการทำลายถิ่นที่อยู่อาศัย แต่ในปี 2557 นี้ก็มีเรื่องฟินๆ หลายเรื่องด้วยกัน #1 ปี 2557 เป็นปีสำคัญของเขตสงวนมหาสมุทร(marine reserves) หมู่เกาะคิริบาติ ปาเลาและคุกทำการปิดทะเลในน่านน้ำของตนกว่าครึ่งโดยห้ามมิให้ทำประมงเชิงพาณิชย์ ส่วนสหรัฐอเมริกาได้ขยายเขตอนุรักษ์ทะเลในหมู่เกาะแปซิฟิกอันห่างไกลของตนเพิ่มเป็นห้าเท่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมิใช่เพราะการอนุรักษ์ที่ทำให้ผู้นำทางการเมืองรู้สึกถึงภาวะกดดัน และก็มิใช่เพียงแค่เหตุผลทางเศรษฐกิจการประมง แต่ยังเป็นประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์เพื่อการท่องเที่ยวและชื่อเสียงในทางสากลของประเทศ #2 ผู้นำโลกรวมตัวกันให้ความสนใจประเด็นมหาสมุทรโลก การประชุมว่าด้วยมหาสมุทรของเรา(Our Ocean Conference)ที่จัดโดยกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกาดูเหมือนจะเป็นจุดเปลี่ยนของนโยบายด้านมหาสมุทร จุดเน้นมุ่งไปที่งานที่ประสบผลสำเร็จ ทางออกและคำมั่นของรัฐบาลในการอนุรักษ์มหาสมุทร Leonardo DiCaprio ได้กล่าวประเด็นสำคัญของความพยายามปกป้องมหาสมุทร การประชุมนี้ต่อมากลายเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นประจำปี นอกจากนี้ ยังมีการประชุมสุยอดว่าด้วยการปฏิบัติการปกป้องมหาสมุทร(Global Ocean Action Summit)ในกรุงเฮก ซึ่งเน้นไปที่เศรษฐกิจมหาสมุทร #3 เรารู้ว่าเราต้องทำอะไรเพื่อฟื้นฟูแนวปะการังแห่งคาริเบียน รายงานที่ร่วมกันเขียนโดยนักวิทยาศาสตร์กว่า 90 คนและวิเคราะห์ข้อมูลจากงานสำรวจแนวปะการังในทะเลคาริเบียนกว่า 35,000 ชิ้นในช่วง 42 ปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า […]

แรงงานทาสในอุตสาหกรรมประมงและอาหารทะเลที่คุณจะบริโภคในช่วงวันหยุด

แปลเรียบเรียงจาก http://qz.com/219618/10-charts-that-explain-why-a-slave-probably-caught-the-shrimp-on-your-grill-this-summer/ ถ้าคุณเป็นคนกินอาหารทะเลในอเมริกาเหนือ ญี่ปุ่น หรือยุโรป มีโอกาสสูงที่จะเกี่ยวข้องกับการที่ใครบางคนถูกทำร้าย ทรมาน และโดนหลอกลวงก่อนที่จะมาเป็นเมนูกุ้งบนโต๊ะอาหาร นั่นเป็นเรื่องราวที่ต้องอ่านของเดอะการ์เดียน(The Guardian) เรื่องการใช้แรงงานทาสอุตสาหกรรมส่งออกอาหารทะเลไทย แผนภูมิต่อไปนี้จะอธิบายเรื่องราวอันสลับซับซ้อนของการที่อุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยใช้แรงงานทาสและขูดรีดคนงานย้ายถิ่นจากประเทศเพื่อนบ้าน ร้อยละ 90 (4.3 ล้านตัน) ของอาหารทะเลที่ผลิตในไทยทั้งหมด 4.6 ล้านตัน นั้นส่งออกไปต่างประเทศ  ประเทศในกราฟด้านล่างนี้เป็นตลาดรายใหญ่: ​(ที่มา : Accenture) ​อาหารทะเลที่ส่งออกจากไทย จำนวนมากเป็นกุ้ง เป็นอาหารที่คนในประเทศร่ำรวยชอบกิน และประเทศไทยก็ครองเป็นเจ้าอุตสาหกรรมแห่งการส่งออกกุ้ง : สัดส่วนที่เพิ่มขึ้นของการส่งออกอาหารทะเลของไทยไม่ได้มาจากการประมงในทะเล แต่มาจากการเพาะเลี้ยงที่เพิ่มขึ้น เรือประมงไทยได้ผลผลิตจากการประมงในทะเลราวร้อยละ 40 น้อยกว่าที่เคยเป็นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา : การทำประมงหลายส่วนเป็นการจับปลาตัวเล็กหรือปลาเป็ด(trash fish) พันธุ์สัตว์น้ำที่คนในประเทศร่ำรวยไม่นิยมบริโภค ปลาเป็ดส่วนใหญ่กลายเป็น”ปลาป่น(fishmeal)”ในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ(ทะเล) ประเทศไทยยังส่งออกปลาเป็ดในรูปของอาหารสัตว์เลี้ยงและอาหารสัตว์ : ​ประเทศไทยเปลี่ยนมาเป็นการประมงทะเลที่จับปลาตัวเล็ก(trash fish) และการเพาะเลี้ยงชายฝั่ง(aquaculture) ด้วยเหตุที่ว่าการประมงพาณิชย์ได้ทำการกวาดล้างพันธุ์สัตว์น้ำ เป็นการประมงเกินขนาดที่จับเอาพันธุ์ปลาพื้นถิ่นอันมีคุณค่าทุกสายพันธุ์ ขึ้นมาหมด (pdf, p.16, 36): ​(“Characterizing Fishing Effort and Spatial Extent of Coastal Fisheries,” Stewart […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings