แปลเรียบเรียงจาก http://qz.com/219618/10-charts-that-explain-why-a-slave-probably-caught-the-shrimp-on-your-grill-this-summer/

ถ้าคุณเป็นคนกินอาหารทะเลในอเมริกาเหนือ ญี่ปุ่น หรือยุโรป มีโอกาสสูงที่จะเกี่ยวข้องกับการที่ใครบางคนถูกทำร้าย ทรมาน และโดนหลอกลวงก่อนที่จะมาเป็นเมนูกุ้งบนโต๊ะอาหาร นั่นเป็นเรื่องราวที่ต้องอ่านของเดอะการ์เดียน(The Guardian) เรื่องการใช้แรงงานทาสอุตสาหกรรมส่งออกอาหารทะเลไทย แผนภูมิต่อไปนี้จะอธิบายเรื่องราวอันสลับซับซ้อนของการที่อุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยใช้แรงงานทาสและขูดรีดคนงานย้ายถิ่นจากประเทศเพื่อนบ้าน ร้อยละ 90 (4.3 ล้านตัน) ของอาหารทะเลที่ผลิตในไทยทั้งหมด 4.6 ล้านตัน นั้นส่งออกไปต่างประเทศ  ประเทศในกราฟด้านล่างนี้เป็นตลาดรายใหญ่:

imports-of-thai-seafood_chartbuilder
​(ที่มา : Accenture)

​อาหารทะเลที่ส่งออกจากไทย จำนวนมากเป็นกุ้ง เป็นอาหารที่คนในประเทศร่ำรวยชอบกิน และประเทศไทยก็ครองเป็นเจ้าอุตสาหกรรมแห่งการส่งออกกุ้ง :

accenture_thailand-imports-of-shrimp

สัดส่วนที่เพิ่มขึ้นของการส่งออกอาหารทะเลของไทยไม่ได้มาจากการประมงในทะเล แต่มาจากการเพาะเลี้ยงที่เพิ่มขึ้น เรือประมงไทยได้ผลผลิตจากการประมงในทะเลราวร้อยละ 40 น้อยกว่าที่เคยเป็นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา :

shifts-underway-in-thailand-s-seafood-industry-aquaculture-wild-caught_chartbuilder

การทำประมงหลายส่วนเป็นการจับปลาตัวเล็กหรือปลาเป็ด(trash fish) พันธุ์สัตว์น้ำที่คนในประเทศร่ำรวยไม่นิยมบริโภค ปลาเป็ดส่วนใหญ่กลายเป็น”ปลาป่น(fishmeal)”ในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ(ทะเล) ประเทศไทยยังส่งออกปลาเป็ดในรูปของอาหารสัตว์เลี้ยงและอาหารสัตว์ :

thailand-s-animal-food-exports-animal-food-exports_chartbuilder
​ประเทศไทยเปลี่ยนมาเป็นการประมงทะเลที่จับปลาตัวเล็ก(trash fish) และการเพาะเลี้ยงชายฝั่ง(aquaculture) ด้วยเหตุที่ว่าการประมงพาณิชย์ได้ทำการกวาดล้างพันธุ์สัตว์น้ำ เป็นการประมงเกินขนาดที่จับเอาพันธุ์ปลาพื้นถิ่นอันมีคุณค่าทุกสายพันธุ์ ขึ้นมาหมด (pdf, p.16, 36):

thailand-boats-per-squm

​(“Characterizing Fishing Effort and Spatial Extent of Coastal Fisheries,” Stewart et al.)

นั่นหมายถึงเรือประมงต้องออกจับปลาไกลออกไปเพื่อหาพันธุ์สัตว์น้ำที่มีราคา รวมถึง ปลาทูน่าและหมึก:

thai-dept-cpue

(Department of Fisheries, Thailand)

ไต้ก๋งเรือเองก็ไม่ต้องการออกเรือไกล เพราะว่ามีค่าโสหุ้ยเพิ่มขึ้น ไหนจะค่าแรงลูกเรือและคนงาน ยิ่งกว่านั้น โครงสร้างประชากรไทยกำลังเข้าสู่สังคมคนชรา:

boaml_aging1
​(Bank of America Merrill Lynch)

ผลคือ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการว่างงานต่ำที่สุดประเทศหนึ่งในโลก การเลือกงานทำได้ คนไทยจึงไม่ยอมทำงานในอุตสาหกรรมอาหารทะเลที่มีค่าแรงต่ำ หรืองาน 3D :
thailand-s-crazy-low-unemployment-rate-unemployment_chartbuilder

แทนที่จะลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตหรือจ่ายค่าแรงให้สูงขึ้น เจ้าของเรือประมงได้เอาแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีเศรษฐกิจด้อยกว่ามาแทน :

ejf_migrants

​(ที่มา : Environmental Justice Foundation)

คนงานพลัดถิ่นเหล่านี้ บางคนผ่านกระบวนการค้ามนุษย์โดยตรงจากพม่า ลาว หรือกัมพูชา อีกจำนวนมากถูกขูดรีดแรงงานทันทีที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทย คนงานพลัดถิ่นเข้ามาหาโอกาสทางเศรษฐกิจที่ไม่อาจหาได้ในประเทศบ้านเกิดของตน :

purchasing-power-parity-gdp-per-capita-based-on-current-us-dollar-thailand-cambodia-laos-myanmar_chartbuilder

และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไม จากรายงานเจาะลึกของเดอะการ์เดียน(the Guardian) พวกเขาดังที่เห็นในภาพด้านล่างนี้ ได้ถูกขายให้กับเรือประมงในราคาเพียง 420 เหรียญสหรัฐ บ่อยครั้ง พวกเขาต้องโดนทรมาน โดนทุบตี เพื่อมิให้หลบหนีออกมา
myanmar-migrants-thailand-fishing-slavery
คนงานย้ายถิ่นชาวพม่าในท่าเรือประมงใกล้ๆ กรุงเทพฯ (ภาพ: Reuters/Damir Sagolj)

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading