An Illustrated Guide to Climate Change in 2011

By Climate Guest Blogger on Jan 22, 2012 at 7:31 pm

A few simple and clear pictures (and links) showing how the planet continued to warm and change around us in 2011

by Peter Gleick, water and climate scientist, in a Forbes repost

These facts are just part of why all national academies of science on the planet and every major geophysical scientific society agree that humans are fundamentally changing the climate.

CO2 in the atmosphere continues its inexorable rise

The heart of the climate problem is that our burning of fossil fuels along with other human activities have thrown the atmospheric levels of greenhouse gases out of balance, and their concentration in the atmosphere is growing faster and faster. This classic record from Mauna Loain Hawai’i shows the growth in the CO2 concentration in the past half century. But it’s worse than that: CO2 concentrations in our atmosphere are now higher than at any time in the past million years, and perhaps higher than in the past 15 million years.

The concentration of carbon dioxide is higher today than in a million years.
Higher concentrations of greenhouse gases leads to a hotter planet

As CO2 (and other heat-trapping gas) concentrations have risen, so have planetary temperatures, just as basic physics and models predict. Here are the land and ocean surface temperatures for the past 130 years as measured by scientists at NASA (first figure) and NOAA/NCDC (second figure), confirmed by independent scientists internationally. While temperatures go up and down, the long-term trend is indisputably up. 2011 was the 35th consecutive year since 1976 that the yearly global temperature was above average. La Niña cooled the global average temperature in 2011 by quite a bit, but it was still abnormally hot. Indeed, 2011 was the hottest “La Niña” year ever recorded.


A hotter planet means an intensification of the hydrological cycle

One of the consequences of global warming, predicted from basic physics and models, is more water in the atmosphere and more rainfall globally (with increases in both wet and dry extremes). And observations of the real worldhave shown these projections to be happening.

Globally, 2011 was the 2nd wettest year over land on record since 1900 (and the wettest year was just one year earlier: 2010). Drier than average conditions were widespread across much of French Polynesia, the Solomon Islands, Hawaiian Islands, northwestern Canada, and southwestern China. The wettest regions included much of Central America, Micronesia, northern Brazil, and the northeastern U.S.

A hotter planet means disappearing glaciers and ice, especially in the Arctic.

Ice in the Arctic continues to thin and disappear, even faster than anticipated. Arctic sea ice extent during September 2011 (the month when ice is at a minimum) was nearly 35 percent below the 1979-2000 average — the second smallest September Arctic sea ice extent since precise records began in 1979,according to the National Snow and Ice Data Center. And it wasn’t just September: overall, 2011 Arctic ice extent (that bottom blue line) was far below the long-term average for every single month.

The extent of Arctic ice in 2011 was lower, in every single month, than the long-term average.

A warming planet also means more extremes of climate.

Anyone watching or reading the news or looking out the window probably had a sense that 2011 was a weird year with one bad, extreme weather disaster after another. It was. As the climate changes, scientists anticipate more extremes, and the reality around us confirms that. Here are two graphs: the first from NOAA shows the fraction of the United States in either extreme drought or extreme flood over the past century: 2011 had the highest fraction ever recorded – nearly 60% of the country. The second, also from NOAA, shows that 2011 had the largest number of weather/climate disaster events exceeding a billion dollars ever – 14 of them, even adjusting for inflation.

– Peter Gleick is a member of the National Academy of Sciences

การเมืองเรื่องโลกร้อน (6) : นักวิทยาศาสตร์กับผลประโยชน์ทางธุรกิจ

จนถึงกลางทศวรรษ 1990 สื่อมวลชนก็ยังไม่ค่อยสนใจเรื่องภาวะโลกร้อน จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ (Cornell University) จำนวนบทความเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ (The New York Times) เดอะ วอชิงตัน โพสต์ (The Washington Post) ลดลงจาก 70 บทความในปี 1989 เหลือเป็น 20 บทความในปี 1994 แม้กระทั่งการเปิดตัวรายงานการประเมินของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(IPCC) ในปี 1995 มีสื่อมวลชนให้ความสนใจทำข่าวน้อยมาก

ไม่เพียงแต่กลุ่มเจราจาหว่านล้อมและหน่วยงานระดับมันสมองที่มีบทบาทในการโต้แย้งเรื่องภาวะโลกร้อน รัฐบาลหลายประเทศพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะยุติหรือชะลองานวิจัยและข้อคิดเห็นของนักวิทยาศาสตร์ของตนที่เผยแพร่ออกสู่สาธารณชน ในเดือนมิถุนายน 2005 เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ (The New York Times) รายงานว่า ผู้ได้รับการแต่งตั้งทางการเมืองของประธานาธิบดีจอร์จ บุช (George W. Bush) ได้ทบทวนรายงานด้านสภาพภูมิอากาศหลายฉบับอย่างเข้มงวด รวมถึงรายงานประจำปีเรื่อง ‘ภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงไปของเรา (Our Changing Climate)’ ตัวอย่างเช่นในคำประกาศที่ระบุว่า “โลกกำลังอยู่ภายใต้ช่วงของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (The Earth is undergoing a period of rapid change)” มีการเปลี่ยนคำว่า “is” ไปเป็นคำว่า “may be” หลังจากนั้นเขาได้ลาออกจากทำเนียบขาวและทำงานให้กับบริษัทเอ็กซอนโมบิล (ExxonMobil) นายริค พิลท์ (Rick Piltz) บรรณาธิการของรายงานประจำปี ผู้ทำงานมายาวนานก็ได้ลาออกจากโครงการวิทยาศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐฯ ในปี 2005

เช่นเดียวกับนักวิจัยหลายคนที่องค์การนาซา (NASA) และองค์การว่าด้วยมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ(NOAA) พวกเขาอ้างว่าถูกกดดันจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงขึ้นไปในกรณีการให้ข่าวกับสื่อมวลชนถึงการค้นพบล่าสุดในประเด็นที่มีความขัดแย้งอย่างสูง เช่น ผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อพายุเฮอร์ริเคน เป็นต้น เจมส์ ฮันเสน (James Hansen) แห่งองค์การนาซา บอกกับ เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ (The New York Times) และบีบีซี (BBC) ในปี 2006 ว่าเขาได้รับคำเตือนถึงผลที่จะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง หากเขาไม่ยอมปฏิเสธคำขอสัมภาษณ์ของสื่อมวลชนกับสำนักงานใหญ่ของนาซา คำเตือนนั้นมาจากผู้แต่งตั้งทางการเมืองอายุ 24 ปี ผู้ซึ่งในที่สุดต้องลาออกไปหลังจากพบว่ามีข้อมูลเท็จในประวัติการทำงานของเขาที่ว่าเขาจบปริญญาด้านสื่อสารมวลชน  หลังจากเกิดเรื่องขึ้น ทั้งองค์การนาซา (NASA) และโนอา (NOAA) ต่างยืนยันถึงพันธะที่มีต่อประชาชนอย่างเปิดเผยและตรวจสอบได้

โดยธรรมเนียมแล้ว หน่วยงานของรัฐในสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้นักวิทยาศาสตร์ของตนมีสิทธิ์พูดได้ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ในกรณีที่เป็นทางการ พวกเขาได้รับอนุญาตให้อภิปรายงานวิจัยกับสื่อมวลชนได้ แต่ห้ามเสนอความคิดเห็นที่มีต่อนโยบายของรัฐบาลกลาง ในปี 2004 กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ได้รับรางวัลโนเบลออกแถลงการณ์ระบุว่า “วิทยาศาสตร์กำลังถูกละเลยโดยนักการเมืองของสหรัฐ…ระบบของโลกนั้นเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายต่างศึกษาเพื่อทำความเข้าใจ ประชาชนสมควรได้รับการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลบนพื้นฐานของคำแนะนำทางวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดว่าน่าจะเกิดอะไรขึ้น มิใช่เพราะการเมืองบอกว่าอยากให้เกิดอะไรขึ้น”

อีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิก รายงานเชิงสืบสวนของสำนักข่าวเอบีซี (The Australian Broadcasting Corporation :ABC) ของออสเตรเลียในปี 2006 ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์อย่างน้อย 3 คนซึ่งทำงานที่องค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมในเครือจักรภพแห่งออสเตรเลีย (Australia’s Commonwealth Scientific and Industrial Organisation:CSIRO) ถูกห้ามออกอากาศในการแสดงความเห็นของพวกเขาต่อนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์อีกคนหนึ่งที่ CSIRO กล่าวว่า ความเห็นของเขาต่อนโยบายเช่น การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล จะส่งผลต่อประเด็นการอพยพของประชากรจากหมู่เกาะแปซิฟิกใต้มายังออสเตรเลีย แต่สิ่งที่เป็นความเสียหายใหญ่คือ การที่ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของ CSIRO นั้นเคยทำหน้าที่เป็นโฆษกของอุตสาหกรรมบุหรี่ของออสเตรเลีย

ในสหราชอาณาจักรก็เช่นกัน ถึงแม้ประเทศจะเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกพิธีสารเกียวโต ก็มีกรณีที่คล้ายคลึงกัน เซอร์ เดวิด คิง (Sir David King) หัวหน้าที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลได้แถลงในเดือนมกราคม 2004 ว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาที่รุนแรงที่สุดที่เราเผชิญในปัจจุบัน รุนแรงมากกว่าการคุกคามของการก่อการร้าย” หลังจากนั้นอีก 2-3 สัปดาห์ต่อมา นักข่าวอเมริกันคนหนึ่งค้นพบแผ่นดิสก์ถูกทิ้งไว้ในห้องแถลงข่าวในที่ประชุมวิทยาศาสตร์เมืองซีแอตเติล (Seattle) สหรัฐอเมริกา ซึ่งเซอร์ เดวิด คิง เข้าร่วมงาน ในแผ่นดิสก์เป็นบันทึกของอีวาน โรเจอร์ส (Ivan Rogers) หัวหน้าเลขานุการส่วนตัวของโทนี่ แบลร์ (Tony Blair) ซึ่งขอร้องให้เซอร์ เดวิดหลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน การค้นพบนี้นำไปสู่การเขียนบทความลงในวารสารไซเอนซ์ (Science) ตามมาด้วยพาดหัวข่าวลง ดิ อินดีเพนเดนท์ (The Independent) ในลอนดอน

การเมืองเรื่องโลกร้อน (1) : จุดเริ่ม
การเมืองเรื่องโลกร้อน (2) : จุดเปลี่ยน
การเมืองเรื่องโลกร้อน (3) : โศกนาฏกรรมของส่วนรวม
การเมืองเรื่องโลกร้อน(4) : กลุ่มผู้มีความสงสัย
การเมืองเรื่องโลกร้อน(5) : ชั้นเชิงผู้มีความสงสัย