ธารา บัวคำศรี
ผู้อำนวยการรณรงค์ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การประชุมเจรจาความตกลงโลกร้อนครั้งที่ 17 หรือชื่อเต็มๆ ว่าการประชุมเจรจาประเทศสมาชิกอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 17 (COP17) (และพิธีสารเกียวโตครั้งที่ 7) ที่เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ได้สิ้นสุดลงไปเมื่อเดือนธันวาคมปี 2554 เหมือนกับทุกครั้งของเวทีเจรจาสิ่งแวดล้อมระดับโลก การหาจุดร่วมที่เห็นพ้องต้องกันนั้นประสบความยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เวลาที่เราจะกับกอบกู้วิกฤตการณ์ทางนิเวศวิทยาของโลกทั้งเกี่ยวข้องกับผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมนั้นได้เหลือน้อยลงทุกทีเช่นกัน

ผลจากการประชุมที่เดอร์บัน เราจะได้เห็นปฏิกริยาที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่า เราพิจารณาถึงการรวมกลุ่มทางการเมืองกลุ่มไหน สื่อมวลชนในยุโรปตีพิมพ์ว่า นักการเมืองประกาศว่าการเจรจาที่เดอร์บันเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญและชัยชนะของการเจรจาสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศของยุโรป ในขณะนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้าร่วมการเจรจามองว่าผลที่ออกมาจากเดอร์บันนั้นน่าตระหนกและน่าผิดหวัง พอๆ กับการเจรจาโลกร้อนเมื่อ 2 ปีก่อนที่โคเปนเฮเกน

สำหรับกรีนพีซ สิ่งที่เกิดขึ้นที่เดอร์บันเป็นเรื่องที่พอคาดเดาได้ ไม่ต่างกับในอดีต กล่าวคือ ไม่มีการบรรลุผลใดๆ ที่กลายเป็นประวัติศาสตร์ ไม่มีความบันดาลใจทางการเมืองที่แรงกล้าใดๆ และไม่มีอะไรให้น่าประหลาดใจ ซ้ำร้ายมีบางอย่างที่ดูถอยหลังกลับ เช่น การเสนอให้เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ Carbon Capture and Storage-CCS) ซึ่งถ้ากล่าวให้ตรงไปตรงมาก็คือการสนับสนุนให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินสกปรกต่อไปโดยอ้างว่ามีเทคโนโลยีถ่านหินที่สะอาด กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการพัฒนาที่สะอาดหรือ Clean Development Mechanism-CDM

แม้ดูว่ามีบางอย่างที่พอคืบหน้าเช่น กลไกในเรื่องของเทคโนโลยี (technology mechanism) คณะกรรมการว่าด้วยการปรับตัวจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (adaptation committee) กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการช่วยเหลือทางการเงินระยะยาว

ถึงกระนั้น ผลของการเจรจาที่เดอร์บันเป็นภาพสะท้อนปัญหาความไม่สมดุลระหว่างเรื่องประสิทธิภาพ (Effective) กับความเป็นธรรม (Equity) ในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เส้นทางการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนยังคงยืดเยื้อ และอนาคตสิ่งแวดล้อมโลกยังคงอยู่ในความเสี่ยงต่อไป

เมื่อขึ้นต้นปี 2555 กระแสข่าวและความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมในทุกระดับอาจมุ่งไปที่ความเชื่อและคำทำนายที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติที่เป็นหายนะ แต่ปี 2555 มีความหมายในทางสัญลักษณ์มากไปว่านั้นหากเราช่วยเจริญสติของตนเองให้มั่น ปี 2555 ถือเป็นหลักไมล์สำคัญของคำที่ใช้อย่างแพร่หลายในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา นั่นคือ “การพัฒนาที่ยั่งยืน(Sustainable Development)” และในเดือนมิถุนายน 2555 นี้จะเป็นการประชุมสุดยอดว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Rio+20 United Nations Conference on Sustainable Development) ที่เมืิองริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ซึ่งเมื่อย้อนหลังไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เมืองริโอได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมครั้งสำคัญของโลกที่เป็นที่มาของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอนุสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญอื่นๆ

ล่าสุด ได้มีร่างเอกสารฉบับสำคัญออกมาจากการเตรียมความพร้อมของการประชุม Rio+20 ครั้งนี้ เอกสารชื่อว่า “The Future We Want” เป็นผลจากกระบวนการเตรียมงานอันยาวนานที่ทำมห้เราได้เห็นรัฐบาลต่าง ๆ ภาคธุรกิจและประชาสังคม รวมถึงองค์กรสิ่งแวดล้อมอย่างกรีนพีซ ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ของตนในเอกสารที่นำเสนอต่อสหประชาชาติรวมกันหนาประมาณ 6,000 หน้า

เมื่อพิจาณราในรายละเอียด the Future We Want นี้ เป็นเอกสารที่น่าผิดหวังอย่างมาก เหตุผลคือมันถูกเขียนด้วยภาษาที่แห้งแล้งและทางการที่แข็งกระด้างเป็นอย่างยิ่ง หากผู้คนต้องการจะพูดถึงวิกฤตที่เรากำลังเผชิญอยู่ คนนับพันล้านทั่วโลกขาดแคลนน้ำดื่มที่สะอาด ไม่มีไฟฟ้าใช้ ตกอยู่ในความหิวโหย ป่าไม้และมหาสมุทรของโลกถูกทำลาย โดยไร้ซึ่ง “ความรู้สึกถึงความเร่งด่วนของปัญหา” แล้วล่ะก็ เราคงไม่สามารถโน้มน้าวใจใครได้

เมื่อสิปปีที่แล้ว มีการประชุมสุดยอดของโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Summit on Sustainable Development – WSSD) ที่นครโยฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้ เป็นการประชุมสุดยอดที่มีประมุขแห่งรัฐ หัวหน้าคณะรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทั่วโลก เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ขององค์การสหประชาติ รัฐบาลท้องถิ่น นักธุรกิจ นักวิทยาศาสตร์ องค์กรพัฒนาเอกชนและสื่อมวลชนจากมากกว่า 65,000 คน มารวมกันมากที่สุดเป็นประวัติการณ์นับจากการประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลกเมื่อ 20 ปีที่แล้วที่นครริโอ เดอ จาเนโร บราซิล

การประชุมสุดยอดของโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Summit on Sustainable Development – WSSD) ที่นครโยฮันเนสเบิร์กเมื่อ 10 ปีท่ีแล้ว แทนที่จะเป็นความทรงจำของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในการประชุมที่ริโอ เดอ จาเนโร เมื่อ 20 ปีที่แล้ว กลับเป็นเพียงการกลับมาทบทวนข้อตกลงต่างที่ยังไม่มีอะไรคืบหน้าและส่วนใหญ่ล้มเหลวจากการประชุมที่ริโอ คือการเฉลิมฉลองแล้วก็เลิกรากันไป

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ทวิลักษณ์ของสิ่งที่เรียกว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน” เผยโฉมหน้าอย่างชัดเจน แม้ว่าเราจะประสบผลในแง่การเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันขึ้นจำนวนหนึ่ง แต่ที่สำคัญ เศรษฐกิจแบบโลกาภิวัตน์ได้ก่อผลสะเทือนอย่างมากในทุกส่วนย่อยของสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจแบบขูดรีดยังคงแพร่กระจายไปทั่วโลก

โลกยังไปไม่พ้นจากการลอกเลียนแบบการพัฒนากระแสหลัก ประเทศร่ำรวย ยังคงดำเนินกแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ฟุ่มเฟือยต่อไป แต่การรับประกันต่อสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของผู้ด้อยโอกาสในประเทศยากจน นั้นยังเหมือนเดิม และการพัฒนาที่ยั่งยืนยังดำเนินไปอย่างอิหลักอิเหลื่อและอึมครึม

เมื่อพิจารณาถึงร่างเอกสาร The Future We Want ที่ออกมาจากการบวนการเตรียมประชุม Rio+20 โยงกับวิกฤตนิเวศวิทยาที่เราเผชิญในปัจจุบัน เราไม่อาจนึกถึงอนาคตของโลกได้เลย หากเราไม่นึกถึงพลังงานที่เราใช้และแหล่งที่มาของพลังงานเหล่านั้น

หลายพันปีก่อน แหล่งพลังงานของเราแหล่งเดียวนอกเหนือจากดวงอาทิตย์คือไม้ฟืน เมื่อไม้ฟืนเริ่มหมด เรานำวัตถุสีดำแปลกๆ ที่เราพบใต้ดินซึ่งเรียกว่าถ่านหินมาใช้ ซึ่งต่อมามันได้กลายเป็นพลังในการปฏิวัติอุตสาหกรรม

การขุดเจาะน้ำมันครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1848 แต่ยุคน้ำมันยังไม่เกิดขึ้นจนกระทั่งปี 1901 อันเป็นช่วงที่มีการขุดเจาะน้ำมันในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา เรายังไม่ได้นำก๊าซธรรมชาติมาใช้จนกระทั่งทศวรรษ 1980 และในที่สุดยุคเชื้อเพลิงฟอสซิลจะยุติลง

ถ่านหิน น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นผลประโยชน์ที่เราได้เพียงครั้งเดียวจากอดีตกาล และเมื่อมันหมดลง มันจะหมดลงตลอดไป

เรามาถึงจุดสูงสุดของแหล่งน้ำมันของโลก และที่เหลือจากนั้น ก็หายากขึ้น ราคาแพงมากขึ้น ทำให้เราต้องแสวงหาแหล่งพลังงานอื่นๆ

เรามีแหล่งสำรองถ่านหินอยู่มาก ถ่านหินจึงหมดช้ากว่า แต่ตราบเท่าที่เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดที่ปลอดคาร์บอนไดออกไซด์ยังไม่เป็นจริง แรงกดดันของประชาชนเพื่อยุติโรงไฟฟ้าถ่านหินจะดำเนินต่อไป

เรามีแหล่งสำรองยูเรเนียมที่จำกัด ทำให้การผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ไม่ได้เป็นทางออกที่แท้จริงของภาวะโลกร้อน ยังไม่ต้องกล่าวถึงอันตรายที่แฝงเร้นและภัยคุกคามอื่นๆ

ร่างเอกสาร The Future We Want ของ Rio+20 นั้น ไม่ได้เขียนโดยนักประวัติศาสตร์อนาคต หากเราให้นักประวัติศาสตร์อนาคตเขียนถึงอนาคตของยุคสมัยนี้ พวกเขาจะเขียนถึงยุคเชื้อเพลิงฟอสซิลและจุดจบว่าจะเป็นอย่างไร

ถ้าเรายังโง่งมอยู่ ประวัติศาสตร์ของพวกเขาจะเล่าเรื่องความขัดแย้ง สงคราม ความโกลาหล คล้ายกับจุดจบของจักรวรรดิโรมัน ถ้าเราเฉลียวฉลาด ประวัติศาสตร์จะเขียนว่า เราบรรลุถึงการเปลี่ยนแปลงอันเหลือเชื่อไปสู่ระบบพลังงานที่ยั่งยืนได้อย่างไร โลกนั้นมีแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์ ลม และพลังงานที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ อยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ที่เอื้อให้การแสวงหาทางอารยะธรรมของเราได้ดำเนินต่อไปหากเราปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้อยู่ในแนวทางที่ยั่งยืน

ถ้าเราเฉลียวฉลาด นักประวัติศาสตร์ยังจะเขียนถึงการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ไปสู่การเกษตรอินทรีย์ซึ่งนำไปสู่ การเพิ่มผลผลิต และการเปลี่ยนแปลงไปสู่การผลิตที่สะอาดเพื่อยุติการปนเปื้อนของสารเคมีเป็นพิษในร่างกาย และในธรรมชาติ พวกเขายังจะเขียนถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่ การจัดการป่าไม้ที่ยั่งยืนเพื่อยุติการทำลายป่าไม้ของโลก

มาร์กาเร็ต มีดด์(Margaret Mead) นักมานุษยวิทยาผู้ยิ่งใหญ่ชาวอเมริกันเคยกล่าวว่า “…ไม่ต้องสงสัยเลย พลเมืองกลุ่มเล็กๆ ผู้เอาการเอางานและมีความคิด สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ และแท้ที่จริงก็เป็นเช่นนั้นเสมอมา” ในฐานะมนุษย์ เราสามารถเลือกเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง

ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ต้องจับตาดูว่า The Future We Want จาก Rio+20 จะนำไปสู่ความหวังในการร่วมปกป้องโลกอันเปราะบางใบนี้หรือไม่

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading