ความไม่ยั่งยืนของความยั่งยืน (Sustainabable)

ปัจจุบันคำว่า “ความยั่งยืน (Sustainable)” ใช้กันแพร่หลายทั่วไปเพื่ออธิบายพฤติกรรมของบริษัท (Corporate Behavior) หรือที่เราเรียกว่า การฟอกเขียว(Greenwashing) ดังเช่นวลี การออกแบบที่ยั่งยืน(Sustainable Design) รถยนต์ที่ยั่งยืน(Sustainable Cars) หรือแม้กระทั่งชุดชั้นในที่ยั่งยืน (Sustainable Underwear) แนวโน้มการใช้คำนี้ – ความยั่งยืน- เพิ่มมากขึ้นจนทำให้นักเขียนการ์ตูนคนหนึ่งเสนอว่า ในอีกร้อยปีข้างหน้า คำว่า  sustainable จะเป็นคำคำเดียวที่พูดกันโดยใครก็ได้ที่ใช้ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน(American English) ดังกราฟที่แสดงด้านบน

อนาคตที่เราต้องการ : พินิจพิจารณาการเจรจาความตกลงโลกร้อน และการประชุมสุดยอดว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน Rio+20

ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการรณรงค์ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การประชุมเจรจาความตกลงโลกร้อนครั้งที่ 17 หรือชื่อเต็มๆ ว่าการประชุมเจรจาประเทศสมาชิกอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 17 (COP17) (และพิธีสารเกียวโตครั้งที่ 7) ที่เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ได้สิ้นสุดลงไปเมื่อเดือนธันวาคมปี 2554 เหมือนกับทุกครั้งของเวทีเจรจาสิ่งแวดล้อมระดับโลก การหาจุดร่วมที่เห็นพ้องต้องกันนั้นประสบความยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เวลาที่เราจะกับกอบกู้วิกฤตการณ์ทางนิเวศวิทยาของโลกทั้งเกี่ยวข้องกับผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมนั้นได้เหลือน้อยลงทุกทีเช่นกัน ผลจากการประชุมที่เดอร์บัน เราจะได้เห็นปฏิกริยาที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่า เราพิจารณาถึงการรวมกลุ่มทางการเมืองกลุ่มไหน สื่อมวลชนในยุโรปตีพิมพ์ว่า นักการเมืองประกาศว่าการเจรจาที่เดอร์บันเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญและชัยชนะของการเจรจาสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศของยุโรป ในขณะนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้าร่วมการเจรจามองว่าผลที่ออกมาจากเดอร์บันนั้นน่าตระหนกและน่าผิดหวัง พอๆ กับการเจรจาโลกร้อนเมื่อ 2 ปีก่อนที่โคเปนเฮเกน สำหรับกรีนพีซ สิ่งที่เกิดขึ้นที่เดอร์บันเป็นเรื่องที่พอคาดเดาได้ ไม่ต่างกับในอดีต กล่าวคือ ไม่มีการบรรลุผลใดๆ ที่กลายเป็นประวัติศาสตร์ ไม่มีความบันดาลใจทางการเมืองที่แรงกล้าใดๆ และไม่มีอะไรให้น่าประหลาดใจ ซ้ำร้ายมีบางอย่างที่ดูถอยหลังกลับ เช่น การเสนอให้เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ Carbon Capture and Storage-CCS) ซึ่งถ้ากล่าวให้ตรงไปตรงมาก็คือการสนับสนุนให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินสกปรกต่อไปโดยอ้างว่ามีเทคโนโลยีถ่านหินที่สะอาด กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการพัฒนาที่สะอาดหรือ Clean Development Mechanism-CDM แม้ดูว่ามีบางอย่างที่พอคืบหน้าเช่น กลไกในเรื่องของเทคโนโลยี (technology mechanism) คณะกรรมการว่าด้วยการปรับตัวจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (adaptation […]

โลก 5 ใบให้นายคนเดียว

เราอาศัยอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและสลับซับซ้อน แนวโน้มในด้านต่างๆ ทั้งศิลปะวัฒนธรรม แฟชั่น วิถีชีวิต และความคิดเกิดขึ้นและดับไปเพียงชั่วขณะหายใจ ยังมีความท้าทายอีกประการหนึ่งที่มนุษย์เรามิได้เผชิญมาก่อน ประชากรโลกกว่า 6 พันล้านคนพร้อมกับศักยภาพทางเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดดได้ก่อให้เกิดผลกระทบมหาศาลต่อระบบธรรมชาติของโลก นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลอย่าง พอล ครุสเซน (Paul Crutzen) นำเสนอผ่านบทความในวารสาร ‘เนเจอร์’ (Nature) ว่า เราอาศัยอยู่ในยุคทางธรณีวิทยาใหม่ -ยุคแอนโทรโปซีน (Anthropocene)- กล่าวคือ มนุษย์กลายมาเป็นแรงกระทำที่มีผลต่อธรรมชาติ กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศอย่างมหาศาล และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ย้อนกลับมาคุกคามวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของเราและคนรุ่นอนาคต ตัวอย่างที่ชัดเจนของกระบวนการนี้คือการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าไปสะสมเพิ่มพูนในชั้นบรรยากาศซึ่งไร้เขตแดนได้ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ คือ คาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากการผลิตพลังงานและการคมนาคมขนส่งซึ่งก่อตัวเป็นรากฐานของการพัฒนาอุตสาหกรรมในช่วงกว่า 200 ปีที่ผ่านมา กระบวนการอุตสาหกรรมบนฐานพลังงานราคาถูกเอื้ออำนวยให้คนรุ่นปัจจุบันเกิดความสะดวกสบายในชีวิตอย่างไม่เคยมีมาก่อน รถยนต์ส่วนตัวกลายเป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพและโอกาสใหม่ ท่ามกลางการท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่สร้างขึ้นโดยความยากจนแบบเรื้อรังและความร่ำรวยแบบกระหายทรัพยากร ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์แนวหายนะภัยเรื่อง The Day After Tomorrow ที่ออกฉายราวกลางปี พ.ศ.2547 ฉายภาพของโลกเมื่อต้องประสบกับการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อนในอัตราเร่ง ผลคือภัยพิบัติระดับโลกเกิดขึ้นเป็นระลอกติดต่อกัน เช่น พายุเฮอริเคนและทอร์นาโด คลื่นยักษ์กระแทกฝั่ง มหาอุทกภัย แผ่นดินไหว และจุดเริ่มต้นของยุคน้ำแข็งครั้งใหม่… ภาพยนตร์ The Day […]