อุบัติภัยอุตสาหกรรมที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดไม่ใช่เรื่องใหม่ ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมาของการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทย เหตุโรงงานผลิตยางสังเคราะห์ ของบริษัทกรุงเทพซินธิติกส์ระเบิดในวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมานั้น อาจเป็นเหตุครั้งร้ายแรงครั้งหนึ่งในบรรดาอุบัติภัยจากอุตสาหกรรมร้ายแรงที่เคยเกิดขึ้นที่นั่น

ถ้าจำไม่ผิด หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกำลังมีการจัดทำโครงการนำร่องเกี่ยวกับระบบทะเบียนว่าด้วยการใช้สารพิษและการปล่อยสารพิษออกสู่สิ่งแวดล้อมซึ่งพัฒนามาจากแนวทางของ USEPA ของสหรัฐฯ (Toxic Release Inventory) และ Pollutant Release and Transfer Register(PRTR) ที่ริเริ่มภายใต้กรอบของ UN นอกจากนี้ ยังมีการริเริ่มเกี่ยวกับการสื่อสารเรื่องความเสี่ยง (Risk Communications) ของภัยพิบัติอุตสาหกรรมด้วย

เหตุระเบิดที่โรงงาน BST น่าจะเป็นบททดสอบชั้นดีให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนับตั้งแต่เทศบาลมาบตาพุด การนิคมอุตสาหกรรม ผู้ราชการจังหวัด กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม ไปจนถึงนายกรัฐมนตรี ทำการสื่อสารสาธารณะในกรณีนี้ และเข้าใจว่าเราคงน่าจะได้ยินข้อมูลอันหลายหลากหลายและไม่ตรงกันอยู่พอสมควรถึงมากที่สุด

ที่น่ายกย่องคือองค์กรเล็ก ๆ ที่ชื่อ มูลนิธิบูรณะนิเวศ(EARTH) ที่ทำงานเกาะติดเรื่องมาบตาพุดมายาวนานโดยเฉพาะในด้านที่เกี่ยวข้องโดยกับสารพิษภาคอุตสาหกรรม ก็ได้ทำรายงานข้อมูลชุดแรกออกมาสู่สาธารณะโดยใช้ฐานข้อมูลที่มีอยู่ประกอบข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ให้ทราบถึงว่า โรงงานที่ระเบิดคืออะไร ผลิตอะไร สารเคมีที่ใช้ในโรงงานมีอะไรบ้าง และผลผลิตที่เกิดจากการระเบิดในแง่ของประเภทและความเป็นพิษของมัน

อย่างน้อยที่สุดก็เป็นข้อมูลน่าเชื่อถือชุดแรก ในบรรดาข้อมูล “ปากต่อปาก” ที่ถูกบ้างผิดบ้างที่แพร่กระจายในช่วงเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุได้ไม่นาน

กลับมาเรื่องความล้มเหลวของการสื่อสารสาธารณะเรื่องความเสี่ยงภัยจากอุบัติภัยจากอุตสาหกรรม ผมมีข้อสังเกตุสองสามประการดังนี้

1) เพราะว่าบริษัทอุตสาหกรรมจำนวนมากในมาบตาพุดมัวแต่ยุ่งเรื่อง CSR – ความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท – คิดว่าทำ CSR แล้วจะแก้ปัญหา แต่โจทย์เรื่องอุบัติภัยอุตสาหกรรมเป็นคนละโจทย์ เป็นประเด็นเรื่องการยอมรับว่า “การพัฒนาอุตสาหกรรมที่นำความสะดวกสบายมาให้สังคมบริโภคนั้นต้องแลกด้วยอะไรบ้าง” ส่วนเรื่อง CSR นั้นเป็นการโกหกครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมในเรื่องของความรับผิด (liability) ซึ่งไม่มีใครพูดถึงมากนักในสังคมไทย

2) ไม่ต้องเดา เราก็จะได้ยินว่า การเกิดเหตุครั้งนี้เป็นเพราะ “เหตุสุดวิสัย” “ความประมาทเลินเล่อของพนักงาน” หรือไม่ก็ “โรงงานเก่า” บ้าง หรืออาจไปถึงขั้น ทฤษฏีสมคบคิดว่าเป็น “การจงใจให้เกิด” ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คนงานที่เสียชีวิตและคนเจ็บก็จะได้รับค่าชดเชยไปตามเนื้อผ้า มากบ้างน้อยบ้าง หน่วยงานด้านสาธารณสุขก็ต้องแบกภาระในการดูแลผู้เจ็บป่วยและชุมชนที่ได้รับผลกระทบ (โดยเป็นงบประมาณมาจากภาษีของพวกเราทุกคน) บริษัทอุตสาหกรรมที่เกิดเหตุนั้นก็มีการทำประกันความเสี่ยงของการดำเนินงานไว้แล้วตามกรอบธุรกิจในยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งก็จะทำให้เจ้าของหรือหุ้นส่วนอยู่รอดได้ แต่ผลกระทบที่ตามมาทั้งทางด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่มาบตาพุดนั้นก็กลายเป็นภาระที่ “สังคม” ต้องแบกรับ ดังนั้น สิ่งที่รัฐและอุตสาหกรรมจะต้องทำมากไปกว่า CRS ก็คือเรื่องของภาระรับผิดจากความเสียหาย (Corporate Accountability and Liability) ถามว่า มันจะเพิ่มต้นทุนการผลิตแล้วทำให้สินค้าอุปโภคจากอุตสาหกรรมการผลิตแพงขึ้นไหม คำตอบห้วน ๆ ของผมก็คือ ก็ CSR ยังทุ่มเทเงินมหาศาลเพื่อสร้างภาพพจน์อุตสาหกรรม ทำไมจะทำไม่ได้ในกรณี “ภาระความรับผิด” ประเด็นมันอยู่ที่ว่า มันไม่ถูกใจ เท่านั้นเอง เพราะต้องยอมรับว่าบริษัทมีภาระรับผิด

3) ความกล้าหาญทางจริยธรรมในการสื่อสารข้อมูลทั้งหมดเพื่อให้สังคมรับรู้และเข้าใจอย่างถูกต้องเป็นหัวใจสำคัญเหนืออื่นใด และเราก็จะมักหาไม่ค่อยเจอในหมู่ชนชั้นนำทางอุตสาหกรรมทั้งหลายของประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ ประชาชนอย่างเราตาดำ ๆ ก็ต้องรับภาระต่อไป

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading