หมอกควันพิษปกคลุมไทยและเมียนมาร์

18 มีนาคม 2563

เช่นเดียวกับการติดตามตรวจสอบในช่วงหลายปีที่ผ่านมาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเผาในที่โล่งและไฟป่าก่อให้เกิดหมอกควันปกคลุมทางภาคเหนือตอนของไทยและเมียนมาร์ เครื่องมือ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Aqua ขององค์การนาซาบันทึกภาพในวันที่ 18 มีนาคม 2563 มลพิษทางอากาศจากหมอกควันอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองที่มีมลพิษทางอากาศมากที่สุดในโลกหลายครั้งในเดือนมีนาคมนี้

ที่มา :|NASA Earth Observatory image by Lauren Dauphin, using MODIS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview. Text by Kasha Patel

หายนะแม่น้ำโขง : ภาพถ่ายดาวเทียมเปรียบเทียบสายน้ำเปลี่ยนสี

27 มกราคม 2558
25 มกราคม 2563

ในฐานะแม่น้ำนานาชาติที่ไหลผ่าน 6 ประเทศ แม่น้ำโขงคือเส้นเลือดหล่อเลี้ยงผู้คน 60 ล้านคนทั่วทั้งอุษาคเนย์ แม่น้ำที่ไหลเร็วแรงนี้คือแหล่งพันธุ์ปลาและนำพาตะกอนดินกระจายทั่วลุ่มน้ำ สร้างความอุดมสมบุรณ์ให้กับดินที่ชุมชนใช้ในการเพาะปลูกเลี้ยงชีพ ตะกอนทำให้แม่น้ำโขงมีสีปูนที่เป็นลักษณะเฉพาะ แต่ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ปริมาณตะกอนในแม่น้ำโขงลดลงและแม่น้ำโขงตอนล่างกลายเป็นสีฟ้าทะเลที่ผิดแปลกไป

รายงานครั้งแรกของการเปลี่ยนสีแม่น้ำโขงเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2563 ทางภาคเหนือของไทย และต่อมาขยายไปตามตอนล่างของลำน้ำ ภาพถ่านดาวเทียมสองภาพด้านบนแสดงแม่น้ำโขงบริเวณเมืองห้วยทรายใน สปป. ลาว ภาพบนเป้นแม่น้ำโขงในสภาวะที่มีตะกอนในวันที่ 27 มกราคม 2558 เปรียบเทียบกับสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปในวันที่ 25 มกราคม 2563 ทั้งสองภาพบันทึกโดยเครื่องมือ Operational Land Imager (OLI) บนดาวเทียม Landsat 8

คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง(MRC) ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้เนื่องมาจากแม่น้ำตื้นและไหลช้าลงอย่างมาก ทำให้ตะกอนขนาดเล็กตกลงและทำให้แม่น้ำใสขึ้น

แม่น้ำที่ใสขึ้นทำให้สาหร่ายโตเร็ว สาหร่ายซึ่งโดยทั่วไปจะไหลไปตามกระแสน้ำ กระแสน้ำที่อ่อนลงหมายถึงตะกอนและสาหร่ายถูกรบกวนน้อย และแสงอาทิตย์สามารถส่องทะลุลึกลงในลำน้ำมากขึ้น สาหร่ายก็เจริญเติบโตในท้องน้ำมากขึ้น จากรายงานข่าว สาหร่ายสะสมตัวและเกาะติดอวนปลาของชาวประมง การหาปลายิ่งมีความลำบากมากขึ้น

ระดับน้ำที่ต่ำลงมีสาเหตุมาจากทั้งความแห้งแล้ง และเขื่อนต่างๆ ที่สร้างขึ้น ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ลุ่มน้ำโขงตอนล่างมีฝนน้อยมาก ราวร้อยละ 20 ถึง 30 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธุ์ นอกจากนี้ การสร้างเขื่อนใหม่กั้นลำน้ำโขงยังทำให้เกิดการเบี่ยงและลดการไหลของแม่น้ำตามธรรมชาติ และแม่นำ้อาจไม่ไหล (คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง รายงานว่า ภายในปี พ.ศ.2583 ร้อยละ 97 ของการไหลของตะกอนไปยังสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงอาจถูกดักไว้ หากโครงการสร้างเขื่อนทั้งหมดที่วางแผนไว้ถูกสร้างขึ้น) คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงคาดว่าสีฟ้าเขียวของแม่น้ำโขงที่เกิดขึ้นในปี 2563 จะยังคงอยู่จนกระทั่งมีกระแสนำ้ไหลเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูฝนที่จะมาถึงในปลายเดือนพฤษภาคมโดยมีสัดส่วนร้อยละ 80 ถึง 90 ของการไหลต่อปีของแม่น้ำ

ที่มา : NASA Earth Observatory images by Lauren Dauphin, using Landsat data from the U.S. Geological Survey. Story by Kasha Patel.

อ้างอิง

ประเทศไทยเผชิญความแห้งแล้งครั้งใหญ่ในรอบสี่ทศวรรษ

January 1 – February 7, 2020

ประเทศไทยกำลังเจอกับความแห้งแล้งครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบสี่ทศวรรษ ราวครึ่งหนึ่งของบรรดาอ่างเก็บน้ำในประเทศมีน้ำต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของศักยภาพที่กักเก็บน้ำไว้ได้ น้ำในแม่น้ำต่ำในระดับที่ทำให้น้ำเค็มจากทะเลรุกเข้ามาถึงพื้นที่ตอนบนของแม่น้ำและส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำบริโภค ในประเทศที่คนกว่า 11 ล้านคนที่ทำงานภาคเกษตร คาดว่าผลผลิตทางการเกษตรและเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบ

ฤดูมรสุมที่สั้นกว่าปกติและปริมาณฝนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในปี พ.ศ.2562 เป็นสาเหตุของความแห้งแล้งที่เกิดขึ้น คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบหนัก 

แผนที่ด้านบนแสดงความผิดปกติของความชื้นในดิน(soil moisture anomalies) ซึ่งเป็นดัชนีที่ระบุว่าน้ำในผิวดินมีค่าสูงหรือต่ำกว่าปกติในพื้นที่แถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธุ์ 2563 โดยใช้ข้อมูลที่รวบรวมจากปฏิบัติการ Soil Moisture Active Passive (SMAP) ซึ่งเป็นดาวเทียมขององค์การนาซาดวงแรกที่ใช้วัดปริมาณน้ำในผิวดิน เครื่องมือวัด Radiometer บนดาวเทียมทำการตรวจจับปริมาณน้ำลึก 2 นิ้วจากผิวดิน นักวิทยาศาสตร์ใช้ข้อมูลดังกล่าวนี้ในแบบจำลองอุทกศาสตร์ซึ่งมีความสำคัญสำหรับภาคเกษตรกรรมเพื่อประเมินว่ามีปริมาณน้ำในชั้นดินที่ลึกลงไปอยู่มากน้อยเท่าไร

ดร. Senaka Basnayake ผู้อำนวยการ Climate Resilience ที่ศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชียกล่าวว่า ความแห้งแล้งทำให้น้ำเค็มรุกเข้าไปในบางพื้นที่ที่เป็นแหล่งน้ำของประเทศไทย มวลนำ้จืดมีไม่เพียงพอที่ไล่น้ำเค็มออกจากพื้นที่เมืองต่างๆ นี่คือหนึ่งในสัญญานที่แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มต่ำของประเทศไทยในปีนี้ (พ.ศ.2563) เลวร้ายกว่าเมื่อก่อน”

ดร. Senaka Basnayake เป็นสมาชิกของ SERVIR-Mekong team SERVIR-Mekong เป็นโครงการร่วมระหว่างองค์การนาซาและยูเสด(USAID)ที่ใช้เทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล(remote sensing) เพื่อสนับสนุนการทำงานในพื้นที่ต่างๆ ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เช่น การปกป้องทรัพยาการอาหารและน้ำ การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการพัฒนาที่ยั่งยืน

ทีมงาน The SERVIR-Mekong พัฒนาชุดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความแห้งแล้งเพื่อใช้คาดการณ์ความแห้งแล้งและผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ข้อมูลจาก Regional Drought and Crop Yield Information System ระบุว่า ความรุนแรงของภัยแล้งในประเทศไทยมีมากกว่าร้อยละ 90 ของทั้งประเทศ และอาจอยู่ต่อเนื่องในระดับน้ำไปจนถึงปลายเดือนมีนาคม

คาดว่าประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกน้ำตาลอันดับต้นของโลกจะมีการผลิตที่ลดลงราวร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านๆ มา ทำให้ครั้งนี้เป็นฤดูแล้งที่ร้ายแรงที่สุดในรอบห้าปี ในวันที่ 17 กุมภาพันธุ์ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเริ่มแผนการบรรเทาภัยแล้งประจำปี รวมถึงการทำฝนหลวงเพื่อเติมน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำต่างๆ

ประเทศอื่นๆ ในลุ่มน้ำโขงตอนล่างต่างก็เผชิญกับฤดูแล้งครั้งรุนแรงในเดือนที่จะมาถึง กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทของเวียดนามระบุว่า พื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางตะวันตกเฉียงใต้ของเวียดนามมีฝนทิ้งช่วงและปริมาณฝนน้อยลงร้อยละ 8 ในช่วงฤดูฝนของปีที่ผ่านมา การรุกของน้ำเค็มได้เกิดขึ้นแล้วโดยทำให้นาข้าวในจังหวัด Trá Vinh เสียหาย ข้าวนาปรังในพื้นที่กว่า 10,000 เฮกแตร์ประสบกับภาวะขาดน้ำ หากแหล่งน้ำยังน้อยและการรุกของน้ำเค็มยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง นาข้าวประมาณ 94,000 เฮกแตร์ ในลุ่มแม่น้ำโขงอาจจะได้รับผลกระทบ

ที่มา : NASA Earth Observatory image by Lauren Dauphin using soil moisture data from NASA-USDA and the SMAP Science Team. Story by Kasha Patel.

เอกสารอ้างอิงและที่มาข้อมูล