Why waste trade should be on the Asean Summit agenda

Published on June 21st, 2019 by http://www.nationmultimedia.com/detail/opinion/30371534

Asean leaders meet this week in Bangkok as their countries reel from an unprecedented deluge of foreign waste dumping. Yet neither waste trade nor waste is on the agenda, especially considering the summit’s stated theme, “Advancing Partnership for Sustainability”.

Matters concerning sustainable development, in the face of the region’s rapid growth, are worryingly missing. Instead, discussions will focus on trade, economic and security issues.

In the past two years, countries in the region – both poor and prosperous – have been faced with record shipments of plastic waste from richer nations. Between 2016 and 2018, the region saw plastic waste imports grow by a staggering 171 per cent. Most of these shipments were labelled “recyclable”, but were found to be unrecyclable mixed and contaminated waste. With little or no infrastructure to deal with all this garbage, the shipments of foreign trash began piling up. This led to import restrictions and other measures by affected countries, culminating in May and June with the Philippines, Malaysia and Indonesia threatening to repatriate the waste.

The current waste-trade crisis faced by the region is largely due to China’s 2018 ban on trash imports. Earlier, many Southeast Asian countries had been importing waste, but at a much smaller scale; and they never had to return shipments until the situation reached crisis proportions. But with global plastic waste generation showing no signs of letting up, the question is, should Asean nations continue to receive the world’s waste?

It’s outrageous that some countries in the West still believe that Southeast Asia should keep welcoming their waste imports, and that some businesses and governments here still believe that waste trade is profitable. However, the current situation shows that plastic waste recycling is a myth. If it were technically feasible, why isn’t waste processed in the “advanced” recycling facilities in the country of origin? To say that Southeast Asia should use this opportunity to develop its own recycling facilities smacks of toxic colonialism, rationalising the injustice of how poorer countries are burdened with pollution generated by the First World.

At the same time, governments urgently need to rethink their own domestic waste policies. An effective waste policy would be to consider materials from the moment they are designed. In the case of plastic waste, it means tackling single-use plastic products and packaging at source. Limiting, and eventually eliminating, single-use plastics will dramatically reduce waste generation. This is important to consider as many Southeast Asian countries are heavy plastic bag users, and are markets for unrecyclable sachet packaging.

In all this, Asean has an important role to play in addressing both waste trade and plastic production. Currently, we are seeing only small pockets of national bans and plastic regulations as knee-jerk reactions to the two waste crises. But these measures, although laudable, need to be strengthened. Evidence suggests that as countries enact bans and launch contingency plans, they only move the problem to places where regulations and restrictions are weaker. An Asean-level response can ensure an extra layer of protection. For example, the Asean can use its influence as a trading bloc to ensure no trade in waste transpires within the region.

The Asean can further be a global leader in innovation. A holistic regional policy geared toward massively reducing the production of single-use plastic packaging and products, and facilitating innovation on reusable packaging and alternative delivery systems will create new and sustainable business models to replace the outdated and dirty waste-recycling industry with greener and healthier businesses.

Given Thailand’s stated focus on sustainability for this year’s summit, Asean people should demand no less than for their leaders to put waste and waste trade on the table. This is a timely opportunity and a test of Asean leadership and relevance. By stopping waste imports and implementing strong plastic reduction policies, the Asean region is in an ideal position to help spur a transformation of the global economy, forcing the West to rethink their waste generation and end all waste exports.


Lea Guerrero is Philippines country director for Greenpeace Southeast Asia and can be contacted at lea.guerrero@greenpeace.org

Tara Buakamsri is Thailand country director for Greenpeace Southeast Asia and can be contacted at tara.buakamsri@greenpeace.org

แม่สายในดงฝุ่น PM2.5 : ข้อสังเกตว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ธารา บัวคำศรี

ดังที่เรารับรู้กัน ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยอยู่ภายใต้ดงฝุ่น PM2.5 มานานนับเดือนแล้ว เมื่อดูข้อมูลย้อนหลังจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ 13 แห่งที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ เราจะเห็นสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่ผู้คนในภาคเหนือกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างชัดเจน นี่คือวิกฤตด้านสาธารณสุข(public health emergency) ที่ไม่จบลงเพียงแค่เมื่อฝุ่นจางหายไป

กราฟแสดงความเข้มข้นของ PM2.5 ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 11 เมษายน 2562 จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ 13 แห่ง ของกรมควบคุมมลพิษในเขตภาคเหนือตอนบน ที่มา : http://air4thai.pcd.go.th/webV2/history/

ในที่นี้จะตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นถึงความรุนแรงและยาวนานของปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งต้องตกอยู่ท่ามกลางมลพิษ PM2.5 ในระดับที่ไม่ปลอดภัย (unhealthy)มาเป็นเวลานาน ดัชนีคุณภาพอากาศ(air quality index)ตามเกณฑ์ของประเทศไทยเป็นสีแดงทุกวัน อย่างน้อยที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมจนถึงวันที่ 11 เมษายน ดังภาพ (ซึ่งเรายังไม่ต้องไปนึกถึงดัชนีคุณภาพอากาศของ USEPA ที่ยึดโยงกับข้อแนะนำของ WHO เลยแม้แต่น้อย)

ที่มา : กรมควบคุมมลพิษ

เมื่อเราพิจารณาเทียบกับพื้นที่อื่นๆ ใน 9 จังหวัดภาคเหนือในช่วงเวลาเดียวกัน ตามฐานข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษจะพบว่าไม่มีพื้นที่(ที่เป็นที่ตั้งของตรวจวัดคุณภาพอากาศ)แห่งใดเลยที่มีดัชนีคุณภาพอากาศเป็นสีแดงต่อเนื่องกันทุกวันดังเช่นคุณภาพอากาศที่อำเภอแม่สาย

หมอกควันพิษข้ามพรมแดนปกคลุมอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย (Santi Chang อนุเคราะห์ภาพ)

เพราะเหตุใดแม่สายต้องงวยงงในดงฝุ่น PM2.5 เป็นแรมเดือน เราจะพลิกวิกฤตนี้และหลีกเลี่ยง-ป้องกัน-บรรเทามิให้เกิดขึ้นอีกในอนาคตร่วมกันอย่างไร? และนี่คือข้อสังเกตเบื้องต้น

1) แม่สายตกอยู่ในวงล้อมของจุดความร้อนสะสมหนาแน่นในเมียนมาและ สปป.ลาว

ที่มา : https://www.globalforestwatch.org

แผนที่ด้านบนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพื้นที่อำเภอแม่สาย(ในตำแหน่งที่แสดงเป็นเครื่องหมาย + ในแผนที่) ตกอยู่ในวงล้อมของจุดความร้อนที่สะสมหนาแน่นในเมียนมาและ สปป.ลาว โดยการใช้ข้อมูลจากการตรวจวัดจุดความร้อนสะสมด้วยเครื่องตรวจวัด Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) ที่ติดต้ังบนดาวเทียม Suomi NPP ระหว่างวันที่ 6-12 เมษายน พ.ศ.2562

ในประเทศไทย มีการใช้ข้อมูลจากดาวเทียม ชั้นข้อมูล GIS และข้อมูล GPS เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน ตลอดจนจำแนกแหล่งที่เกิดจุดความร้อนในพื้นที่ต่างๆ ตามลักษณะการใช้ที่ดินไว้ 6 ประเภท ได้แก่ ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ เขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(สปก.) พื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ริมทางหลวง (250 เมตร) และชุมชน-อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี พ.ศ.2558 ได้มีการจำแนกพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในแต่ละประเภทการใช้ที่ดินด้วย

นอกจากจุดความร้อน ประเทศไทยโดย GISTDA ยังวิเคราะห์และคำนวณพื้นที่เผาไหม้ (burnt scar) ด้วยการใช้ค่าความแตกต่างของดัชนีการเผาไหม้ (Difference Normalized Burn Ratio; DifNBR) ที่คำนวณจากภาพดาวเทียม LANDSAT-8 ครอบคลุมบริเวณภาคเหนือโดยใช้ภาพต่างช่วงเวลาคือภาพก่อนเกิดไฟป่าและภาพเมื่อเกิดไฟป่าจากความสัมพันธ์ของค่าการสะท้อนแสงของพื้นที่เกิดไฟป่า เมื่อได้ตำแหน่งและพื้นที่ที่เกิดไฟไหม้ก็จะนำข้อมูลพื้นท่ีขอบเขตป่าสงวนแห่งชาติ ขอบเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ขอบเขตพื้นที่ สปก. รวมถึงข้อมูลการใช้ประโยชน์ท่ีดินอื่นๆ มาร่วมวิเคราะห์โดยการซ้อนทับ(overlay)กันก็จะทราบได้ว่ามีบริเวณใดบ้างที่เกิดไฟป่า ชุดข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาเชื่อมโยงภาระรับผิดชอบ(accountability)ของคน กลุ่มคนหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่นั้นได้

คำถามคือในระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เรามีข้อมูลในลักษณะเดียวกันนี้หรือไม่? เราจะขับเคลื่อนผู้นำอาเซียนให้ริเริ่มระบบติดตามสถานการณ์หมอกควันของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Mekong Sub-Regional Haze Monitoring System) เพื่อเฝ้าระวังและระบุตำแหน่งที่เกิดไฟและ/หรือพื้นที่เผาไหม้(burnt scar) และระบุภาระรับผิดในกรณีท่ีเกิดการเผาและก่อให้เกิดมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดนจากในพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินในลักษณะต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมพันธสัญญาได้อย่างไร?

2) แม่สาย ใจกลางดงฝุ่น PM2.5 ข้ามพรมแดน

โดยพิจารณาจากข้อมูลแผนที่ Regional Haze Situation จากศูนย์เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาแห่งอาเซียน (ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC) ระหว่างวันที่ 14 มีนาคม ถึง 12 เมษายน 2562 แม่สายคือตัวแทนพื้นที่ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่อยู่ ณ ใจกลางดงฝุ่น

แม่สายในดงฝุ่นนี้สะท้อนเรื่องราวทุกมิติว่าด้วยมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็น (1) การถอด ASEAN Transboundary Haze-Free Roadmap ออกมาเป็นแผนงาน (2) การบรรลุเป้าหมายให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นภูมิภาคปลอดหมอกควันข้ามแดนภายในปี 2563 (3) มาตรการปกป้องและติดตามตรวจสอบผลกระทบสุขภาพระยะยาวของประชาชน (4)การทบทวนเป้าหมายและเพื่อความหลากหลายของตัวชี้วัดในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและการเผาในที่โล่งในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงนอกเหนือจากการที่ใช้จุดความร้อนสะสม ฯลฯ

ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC

แผนที่ “แม่สายในดงฝุ่น” ด้านบนแสดงการกระจายตัวและความเข้มข้นของหมอกควันพิษข้ามพรมแดน (regional haze situation) ระหว่างวันที่ 14 มีนาคม-12 เมษายน 2562 พื้นที่แรเงาสีน้ำตาลอ่อนแสดงขอบเขตของหมอกควันพิษข้ามพรมแดนที่มีความเข้มข้นปานกลาง พื้นที่แรเงาสีน้ำตาลเข้มคือขอบเขตหมอกควันพิษข้ามพรมแดนที่เข้มข้นมาก จุดสีแดงบนแผนที่คือจุดความร้อน(hotspot)ที่บันทึกโดยเครื่องวัดบนดาวเทียม NOAA ส่วนจุดวงกลมสีดำคือตำแหน่งของอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

สุดท้าย การที่อำเภอแม่สายทำลายสถิติพื้นที่ที่มีดัชนีคุณภาพอากาศเป็นสีแดงตามเกณฑ์ของประเทศไทยทุกวันนานนับเดือนดังที่กล่าวมาข้างต้น ถือเป็นเสียงปลุก(wake up call)ผู้กำหนดนโยบายและผู้มีอำนาจตัดสินใจทุกระดับให้ตื่นขึ้นมาจากสภาวะความไม่สนใจใยดี(state of denial) เพื่อทำงานร่วมกับภาคประชาชนที่ตื่นตัว/เข้มแข็ง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้เล่นในภาคอุตสาหกรรมที่มีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับการขยายตัวของการปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารสัตว์และพืชเชิงเดี่ยวอื่นๆ ที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ PM2.5 โดยตั้งเป้าหมายไปสู่ทางออกที่ก้าวหน้า ยั่งยืน เป็นธรรมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เรามีพร้อมทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหา เหลือแต่เจตจำนงที่ถูกต้องและกล้าหาญของผู้กำหนดนโยบายและผู้มีอำนาจตัดสินใจเท่านั้น


แปลผลจากภาพถ่ายดาวเทียมในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561

ระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคมของทุกปี เป็นช่วงการเกิดไฟทั่วทั้งพื้นที่ต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วงเวลาดังกล่าวนี้มีอากาศแห้งซึ่งเป็นเงื่อนไขที่พอเหมาะในการเกิดไฟ

เครื่องมือ Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) บนดาวเทียม Suomi NPP รวบรวมข้อมูลภาพถ่ายที่แสดงถึงจุดเกิดไฟหลายร้อยจุดในกัมพูชา เวียดนาม ไทย ลาวและเมียนมาร์ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 จุดสีแดงแต่ละจุดบนแผนที่ด้านบนแสดงถึงการตรวจพบจุดความร้อนในหนึ่งจุดโดยเครื่องวัด VIIRS 750-meter active fire data product (หมายเหตุ : ยังมีเครื่องวัด 375-meter active fire data product ที่มีขีดความสามารถตรวจสอบการเกิดไฟได้มากกว่า แต่ผลจากเครื่องมือ 750-meter นั้นก็เพียงพอสำหรับนำมาใช้ในการทำแผนที่)

ในวันดังกล่าว มีจุดความร้อนมากอย่างมีนัยสำคัญในกัมพูชากว่าประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่รายรอบ เครื่องมือ VIIRS บนดาวเทียมตรวจจับจุดความร้อนทั้งหมด 1,868 จุดในกัมพูชา 185 จุดในลาว 77 จุดในเมียนมาร์ 217 จุดในไทย และ 144 ในเวียดนาม จุดความร้อนจำนวนมากในกัมพูชาเป็นจุดที่เครื่องมือ VIIRS สังเกตพบมากที่สุดในช่วงหนึ่งวันของปี พ.ศ.2561 แบบแผนดังกล่าวมีความสอดคล้องกันเมื่อเร็วๆ นี้ จากที่แสดงให้เห็นในแผนที่ด้านล่าง เครื่องมือวัด VIIRS ได้ตรวจจับจุดความร้อนมากสี่ถึงห้าเท่าทางตอนเหนือของกัมพูชาเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในเวียดนามและไทยระหว่างเดือนสิงหาคม ปี 2559 และกุมภาพันธ์ ปี 2561 ภาคเหนือของลาวก็พบจุดความร้อนเป็นจำนวนมากด้วย

แปลผลจากข้อมูลดาวเทียมระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557-24 กุมภาพันธ์ 2561

แผนที่แสดงจุดความร้อนระหว่างวันที่ 8 สิงหาคม 2559-21 กุมภาพันธ์ 2561 (แปลผลจากข้อมูลดาวเทียมในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561)

ประมวลผลจากภาพถ่ายดาวเทียมวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 256

การเผาไหม้ในที่โล่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ นาย Evan Ellicott ผู้เชี่ยวชาญด้านรีโมตเซนซิ่งและการเกิดไฟแห่งมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์กล่าวว่า “ถ้าไม่มีข้อมูลจากคนในภาคสนาม มันเป็นได้ยากที่จะรู้ว่าสาเหตุการเกิดไฟนั้นคืออะไรจากภาพถ่ายดาวเทียม แต่มีความชัดเจนมากว่า การตรวจจับจุดความร้อนจำนวนมากในกัมพูชาโดยภาพถ่ายดาวเทียมนั้นเชื่อมโยงกับพื้นที่ป่าไม้ที่สูญเสียไป(forest cover loss) ไฟที่เกิดมากขึ้นในแต่ละปี พื้นที่ป่าไม้ก็สูญเสียมากตามไปด้วย

แรงกดดันทางประชากรที่เพิ่มขึ้นและการขยายพื้นที่การเกษตรที่เพิ่มมากขึ้น จุดความร้อน/การเผาไหม้ในที่โล่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(รวมถึงอินโดนีเซียและปาปัวนิวกินี) นั้นมีส่วนอย่างน้อย ร้อยละ 10 หรือมากกว่าของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากไฟป่าและการเผาในที่โล่งทั่วโลก ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพและเพิ่มก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศโลก


• Agroforestry World (2015, March 15) Less swidden agriculture in Southeast Asia: effects on livelihoods and ecosystems. Accessed February 27, 2018.

• Environmental Investigation Agency (2017, May) Repeat Offender: Vietnam’s persistent trade in illegal timber. Accessed February 27, 2018.

• Hurni, K. et al, (2016) Mapping the Expansion of Boom Crops in Mainland Southeast Asia Using Dense Time Stacks of Landsat Data. Remote Sensing, 9 (4), 320.

• Li,P. et al, (2014) A Review of Swidden Agriculture in Southeast Asia. Remote Sensing,, 6 (2), 1654-1683.

• Lasko, K. et al, (2017) Satellites may underestimate rice residue and associated burning emissions in Vietnam. Environmental Research Letters, 12 (18), 085006.

• Luu, H. & Pinto, F. (2014) Dipterocarp oleoresin in Vietnam and Cambodia: harvesting techniques, resource management and livelihood issues: A report from an exchange visit to Cambodia. Accessed February 27, 2018.

• The Diplomat (2017, October 30) The Difficult Discussion on Cambodia’s Forests. Accessed February 27, 2018.

• The Phnom Penh Post (2016, February 9) Blazes seen across Kingdom. Accessed February 27, 2018.

• The Phnom Penh Post (2017, May 1) Logging ban flouted as Vietnamese nationals strip protected forests in Ratanakkiri. Accessed February 27, 2018.

• Radio Free Asia (2016, January 19) Hun Sen Creates Committee to Tackle Illegal Timber Trade in Cambodia Accessed February 27, 2018.

• Reuters (2016, February 25) Cambodian PM tells troops to fire rockets at illegal loggers. Accessed February 27, 2018.

• The Wildlife Conservation Society (2012) A wildlife survey of southern Mondulkiri province, Cambodia. Accessed February 27, 2018.

• University of Maryland VIIRS fire map. Accessed February 27, 2018.

• Van der Werf, G.R. et al, (2010) Global fire emissions and the contribution of deforestation, savanna, forest, agricultural, and peat fires (1997-2009). Atmospheric Chemistry and Physics, 10, 11707-11735.

• Vadrevu, K. et al, (2014) Spatial Variations in Vegetation Fires and Carbon Monoxide Concentrations in South Asia. Remote Sensing Applications in Environmental Research.

• Vadrevu, K. et al, (2017) Land cover, land use changes and air pollution in Asia: a synthesis. Environmental Research Letters, 12, 120201.

• World Wildlife Foundation (2018, January) Eastern Plains Landscape case studies show unrelenting illegal activities, but successful interventions amidst wider national crack down. Accessed February 27, 2018.

NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using fire data from the VIIRS Active Fire team and Landsat data from the U.S. Geological Survey.

Story by Adam Voiland.



งานของ Matthew Hansen และห้องปฏิบัติการ Global Land Analysis and Discover(GLAD)ของเขาที่ University of Maryland มีบทบาทหลักในการเปิดเผยให้เห็นถึงขอบเขตของการทำลายป่าไม้นี้ ในปี ค.ศ.2013 ทีมของเขาตีพิมพ์ แผนที่โลกว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้เป็นครั้งแรก แผนที่ด้านบนแสดงถึงขอบเขตของการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ของกัมพูชาทั้งประเทศ ระหว่างปี 2000 และ 2014 การสูญเสียส่วนมากเกิดขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา



santuk_etm_2000366acquired December 31, 2000 download large image (12 MB, JPEG, 3660×3660)

santuk_oli_2015303acquired October 30, 2015 download large image (9 MB, JPEG, 3660×3660)


กัมพูชาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการทำลายป่าไม้เร็วที่สุดในโลก ในภาพรวมของประเทศ ภูมิทัศน์ที่มีป่าไม้หนาแน่น  —รวมถึงในพื้นที่ป่าอนุรักษ์—ถูกแผ้วถางเพื่อเป็นพื้นที่สวนยางและอุตสาหกรรมตัดไม้ขนาดใหญ่

ทีมนักวิทยาศาสตร์จาก the University of Maryland และ the World Resources Institute’s Global Forest Watch ใช้ข้อมูลจากดาวเทียม Landsat เพื่อติดตามอัตราการสูญเสียป่าไม้ในระดับโลก ในขณะที่หลายประเทศต้องสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่า กัมพูชาเป็นประเทศที่มีการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้อย่างรวดเร็วมาก

ระหว่างปี ค.ศ. 2001 และ 2014 อัตราการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ต่อปีในกัมพูชาเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.4 หรืออีกนัยหนึ่งกัมพูชาสูญเสียป่าไม้รวมกัน  1.44 ล้านเฮกตาร์ หรือ 14,400 ตารางกิโลเมตร ประเทศอื่นๆ ที่มีอัตราการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้อย่างรวดเร็วรวมถึง เซียราเลโอน(ร้อยละ 12.6) มาดากัสการ์ (ร้อยละ 8.3) อุรุกวัย (ร้อยละ 8.1) และปารากวัย (ร้อยละ 7.7 )

การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของกัมพูชาดังกล่าวนี้เป็นไปอย่างลึกซึ้ง ดังจะเห็นได้จากภาพถ่ายดาวเทียมสองภาพที่เปรียบเทียบกันด้านบน ภาพแรกถ่ายจาก  Enhanced Thematic Mapper Plus บนดาวเทียมLandsat 7 ในวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 2000 แสดงพื้นที่ป่าไม้สมบูรณ์ดั้งเดิมบริเวณเขตรอยต่อจังหวัดกัมปงทมและกัมปงจาม ในวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 2015 เครื่องมือ the Operational Land Imager (OLI) บนดาวเทียม Landsat 8 จับภาพที่สองที่แสดงให้เห็นถึงพื้นที่มีเส้นถนนที่ตัดเป็นตารางและพื้นที่สวนยางขนาดใหญ่ ชายขอบพื้นที่ป่าไม้ดั้งเดิม(สีเขียวเข้ม) ถูกแผ้วถางออกและแทนด้วยผิวดิน พืชเศรษฐกิจและพื้นที่ป่าเป็นหย่อมๆ (สีน้ำตาลและเขียวอ่อน)

acquired 2000 – 2014 download large image (5 MB, PNG, 3000×2000)


ทีมนักวิจัยใช้ข้อมูลดาวเทียม Landsat และ ข้อมูลด้านเศรษฐกิจต่างๆ แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงราคายางในระดับโลก และ การขยายตัวอย่างมากของการเช่าสัมปทานพื้นที่ มีบทบาทสำคัญในการเร่งให้มีอัตราการทำลายป่าอย่างรวดเร็วมากขึ้นในกัมพูชา รัฐบาลกัมพูชาเปิดให้มีการเช่า พื้นที่สัมปทาน แก่นักลงทุนในประเทศและต่างประเทศเพื่อกิจการเกษตรกรรม การผลิตไม้ซุงและอื่นๆ ทีมนักวิจัยพบว่า อัตราการสูญเสียป่าไม้ในพื้นที่เช่าสัมปทานสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ ร้อยละ 29-105

งานของ Matthew Hansen และห้องปฏิบัติการ Global Land Analysis and Discover(GLAD)ของเขาที่ University of Maryland  มีบทบาทหลักในการเปิดเผยให้เห็นถึงขอบเขตของการทำลายป่าไม้นี้ ในปี ค.ศ.2013 ทีมของเขาตีพิมพ์ แผนที่โลกว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้เป็นครั้งแรก แผนที่ด้านบนแสดงถึงขอบเขตของการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ของกัมพูชาทั้งประเทศ ระหว่างปี 2000 และ 2014การสูญเสียส่วนมากเกิดขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ด้วยความร่วมมือกับ World Resources Institute ห้องปฏิบัติการ GLAD ทำการพัฒนาระบบเตือนรายสัปดาห์ ขึ้น การทำลายป่าไม้จะถูกตรวจจับด้วยดาวเทียมพร้อมกับภาพถ่ายใหม่ ผู้ใช้สามารถสมัครในการอัพเดทผ่านอีเมล์ ระบบเตือนการทำลายป่าไม้ที่เข้าถึงได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายนี้เกิดขึ้นแล้วในคองโก ยูกันดา อินโดนีเซีย เปรูและบราซิล ทีมนักวิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าระบบนี้จะนำไปใช้ในกัมพูชาและส่วนที่เหลือในเขตร้อนในปี ค.ศ. 2017 นี้


NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using Landsat data from the U.S. Geological Survey and Global Forest Watch. Caption by Adam Voiland.

Landsat 7 – ETM+
Landsat 8 – OLI
Landsat 5 – TM




ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายวันในเดือนมกราคม 2560 ส่งผลให้พื้นที่ภาคใต้ส่วนใหญ่จมอยู่ใต้น้ำ ในขณะที่น้ำท่วมในช่วงฤดูมรสุมนั้นเป็นปกติในภูมิภาคนี้ แต่ฤดูฝนนั้นจะหยุดลงในเดือนพฤศจิกายน

เครื่องมือ OLI บนดาวเทียม Landsat 8 จับภาพพื้นที่น้ำท่วมใกล้คลองปากกระในวันที่ 9 มกราคม 2560 ส่วนที่เป็นสีแทนและเหลืองในภาพคือพื้นที่น้ำท่วมที่มีตะกอนดิน ภาพถ่ายดาวเทียมที่สองเป็นภาพเปรียบเทียบพื้นที่เดียวกันในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เมื่อระดับน้ำต่ำกว่า

ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐไทยระบุว่า ฝนตกที่เริ่มในวันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นปรากฎการณ์ฝนตกที่มีความรุนแรงมากที่สุดที่ส่งผลกระทบต่อไทยในรอบ 30 ปี มากกว่า 300,000 ครัวเรือนได้รับผลกระทบ และสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานในวงกว้าง มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 36 คน

ในขณะที่สถานการณ์ฝนตกและน้ำท่วมคลี่คลายลงไปได้บ้างในหลายพื้นที่ นักพยากรณ์อากาศเตือนว่า อาจจะมีพายุฝนลูกใหม่เข้ามาสมทบอีกในอีกไม่กี่วันข้างหน้า


Bangkok Post (2017, January 12) 36 dead, one missing in floods, many homeless. Accessed January 12, 2017.
Bangkok Post (2017, January 12) Bang Saphan Hospital reopens after flooded days. Accessed January 12, 2017.
Global Flood Observatory (2017, January 10) Thailand and Malaysia Flooding, January 10, 2017. Accessed January 12, 2017.
ReliefWeb (2017, January 9) Thailand Floods. Accessed January 12, 2017.
Reuters (2017, January 9) Thai floods kill 21 and hit rubber production. Accessed January 12, 2017.
The Weather Channel (2017, January 9) ‘Worst Rainfall in 30 Years’: Thailand Flooding Hits 700,000 People, Leaves 21 Dead. Accessed January 12, 2017.
NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using Landsat data from the U.S. Geological Survey. Caption by Adam Voiland.

Landsat 8 – OLI