สิ่งที่อุตสาหกรรมน้ํามันต้องการจาก COP28
แปลเรียบเรียงจาก https://www.energyintel.com/0000018b-d48e-dac7-a7ab-ddde31bd0000 ก่อน COP28 ทุกภาคีต่างขับเคี่ยวกันในวาระด้านพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รูปร่างหน้าตาของการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และความจําเป็นเพื่อรื้อสร้างอุตสาหกรรมพลังงานขึ้นใหม่เพื่อต่อกรกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ กลุ่มผู้ผลิตน้ํามันและก๊าซฟอสซิลพยายามที่จะเปลี่ยนบทสนทนาทางสังคมจากอิทธิพลครอบงำของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลไปเป็นเรื่องของแนวทางการลดการปล่อย CO2 โดยโต้แย้งว่านี่คือเป้าหมายที่แท้จริงในการต่อกรกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ บริษัทอุตสาหกรรมทั้งหลายโต้แย้งว่าพวกเขาสามารถทําได้หลายอย่างเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากธุรกิจน้ํามันและก๊าซฟอสซิลภายในทศวรรษนี้ ไม่ว่าจะเป็นการลดการรั่วไหลของก๊าซมีเทนและกําจัดการเผาทิ้งก๊าซส่วนเกินจากปล่อง ไปจนถึงโครงการดักจับและจัดเก็บคาร์บอนขนาดใหญ่ (CCS) ที่มุ่งมั่นมากขึ้น ข้อถกเถียงโต้แย้งดังกล่าวจะแสดงออกมาอย่างโดดเด่นที่ COP28 ในนครดูไบระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน-12 ธันวาคม 2566 นี้ โดยที่ภาคอุตสาหกรรมเน้นย้ำถึงความพยายามในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองและส่งเสริมเทคโนโลยี เช่น ไฮโดรเจน ที่กำลังมาแรง เหล่าอุตสาหกรรมน้ํามันรู้สึกประหลาดใจที่พบว่าตนเองถูกกีดกันใน COP26 ที่กลาสโกว์เมื่อสองปีก่อน และตั้งแต่นั้นมา อุตสาหกรรมก็ได้ฟื้นคืนอิทธิพลของตนกลับคืนมา พนักงานอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลบางคนให้ความเห็นส่วนตัวว่าพวกเขาต้องการไปไกลกว่านี้และใช้โอกาสนี้เพื่อกําหนดแนวทางการเปลี่ยนแปลง — หาทางโต้กลับการเล่าเรื่องที่ต่อต้านเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่กลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศและกลุ่มรัฐบาลประเทศผู้บริโภคก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ กรอบท่าทีการเจรจาของสหภาพยุโรปที่นำเข้าสู่การเจรจาที่ COP28 คือเรียกร้อง “การปลดระวางเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกที่ไม่มีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน(unabated fossil fuels)ให้เร็วที่สุดก่อนปี 2593″ ในขณะที่ Wopke Hoekstra กรรมาธิการด้านสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรปคนใหม่เมื่อเดือนที่แล้วแย้งว่า การดักจับและกักเก็บคาร์บอน(CCS) ควรมุ่งเน้นไปที่ “ภาคส่วนที่ยากต่อการลดเป็นการเฉพาะ” จดหมายที่ลงนามโดยกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศ 100 กลุ่มในสัปดาห์นี้และจ่าหน้าถึงประธาน COP28 […]
1.5 C+
อย่างน้อยในช่วงชีวิตของเราบนโลก มีการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่ช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกที่กำลังห่อหุ้มชั้นบรรยากาศหนาขึ้นเรื่อยๆ (วัดเป็นส่วนในล้านส่วน-part per million) นั่นคือ การล่มสลายของสหภาพโซเวียต (-3.1%)วิกฤตการเงินโลก (-1.2%)การระบาดของโควิด 19 (-5.4%) แต่แนวโน้มก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศก็ยังเพิ่มขึ้นอยู่ดี จากราว 23 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในช่วงปี ค.ศ.1990 เป็น 36 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี ค.ศ.2021 มีความพยายามต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางวิศวกรรมที่จะดึงก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศโดยการดักจับและกักเก็บ (carbon capture&storage-CCS) หากนึกซะว่า เหมือนเป็นการขี่ช้าง(เทคโนโลยี CCS) จับตั๊กแตน(CO2) มันต้องใช้ช้างกี่ล้านเชือกถึงจะจับตั๊กแตนนับล้านล้านตัว ถึงจะดึงระดับก๊าซเรือนกระจกให้ drop ลงมาเท่ากับการเปลี่ยนแปลงในช่วงสหภาพโซเวียตล่มสลาย หรือช่วงวิกฤตการเงินโลก หรือช่วงโควิด ขนาดนั้นยังเอาไม่อยู่เลย ดังนั้น คาดได้เลยว่า ยังไงสังคมโลกก็ต้องอยู่กับอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่สูงขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (ก๊าซเรือนกระจกหลายตัวสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศนานกว่าอายุคน เมื่อสะสมมากๆ มันก็มีแรงเฉี่อย หรือโมเมนตัม) คำถามคือจะอยู่กันยังไง อะไรคือกติกาที่เราจะอยู่ร่วมกันในอนาคตแบบนั้น แต่ที่แน่ๆ ถ้าไม่ปรับตัวก็ยากที่จะอยู่รอด ที่มากราฟ : Global Carbon Project อ้างใน https://theconversation.com/climate-clock-reset-shows-the…
นโยบาย Net Zero Emission ของไทยจะเป็นเพียงหน้าไหว้หลังหลอกหรือไม่?
หนึ่งในไฮไลท์จากมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในวันที่ 4 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา คือ การเห็นชอบกรอบแผนพลังงานชาติ (National Energy Plan) ซึ่งได้กำหนดแนวนโยบายภาคพลังงาน โดยมีเป้าหมายสนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถมุ่งสู่พลังงานสะอาดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (คาร์บอนไดออกไซด์) สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายใน พ.ศ.2608-2613 หรืออีก 49 ปีข้างหน้า จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดยุทธศาสตร์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว สิ่งที่รัฐบาลมีอยู่ในมือ ณ เวลานี้มีเพียงแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจก ปี พ.ศ.2564-2573 (Nationally Determined Contribution Roadmap on Mitigation 2021-2030) ซึ่งตั้งเป้าไว้ที่ 20-25% ส่วนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ร่างทรงของ คสช. ที่สัญญาลมๆ แล้งๆ ว่าจะนำพาสังคมไทยไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนนั้นมีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกลงเพียง 20% (ตามแผนที่นำทางลดก๊าซเรือนกระจก) และใช้พลังงานหมุนเวียน 40% […]
ถ่านหินสะอาด เมื่อหมาบินได้ (จบ)
มายาคติของเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด มายาคติ : การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) สามารถจับคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล และกักเก็บไว้ในทะเล หรือใต้ผิวโลก ข้อเท็จจริง : การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) มีราคาแพง โดยที่ต้นทุนการผลิตพลังงานจะเพิ่มจากร้อยละ 40 เป็น 80 เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าทั่วไป ขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้งและสถานที่จัดเก็บ รวมถึงการขนส่งและเทคโนโลยีที่ใช้ดักจับที่นำมาใช้ด้วย CCS จะทำให้เกิดรายจ่ายมากขึ้นในระยะยาว การเฝ้าระวังและการตรวจสอบที่กินเวลานานนับทศวรรษเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับคาร์บอนไดออกไซด์ที่เก็บไว้ แม้กระนั้นก็ยังมีข้อจำกัดในการเข้าไปแทรกแซงเพื่อป้องกันหรือควบคุมเหตุการณ์รั่วไหลที่อาจเกิดขึ้นได้ CCS ไม่ใช่เทคโนโลยีสำหรับวันนี้หรือในอนาคต เพราะความไม่แน่นอนของเทคโนโลยีว่ามันจะสามารถใช้งานได้หรือไม่ การหันมาใช้พลังงานสะอาดจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด อุตสาหกรรมถ่านหิน : ธุรกิจเสี่ยง แม้จะมีการลงทุนเฉพาะในสหรัฐฯ ถึง 5,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่การวิจัยถ่านหินสะอาดก็ยังพบกับอุปสรรคมากมาย เช่น ในจำนวนโครงการวิจัย 13 โครงการที่อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานตรวจบัญชี (US General Accounting) ปรากฏว่า โครงการวิจัย 8 โครงการ เกิดความล่าช้า หรือ ปัญหาด้านการเงิน อีก 6 โครงการล่าช้ากว่ากำหนด 2-7 ปี และ อีก […]