ทำไมมลพิษพลาสติกต้องเป็นความรับผิดชอบของผู้ผลิต

เรามักจะได้ยินคำพูดที่ว่า “ทุกคนมีส่วนสร้างปัญหามลพิษพลาสติก” คำพูดเหล่านี้ ส่วนใหญ่ เราจะได้ยินจากนักการเมือง หน่วยงานรัฐ รวมไปถึงภาคอุตสาหกรรม มันเป็นคำพูดที่ถูกออกแบบไว้ ถ้าใครเคยสั่งชุดตัวกรองคาร์บอนสำหรับถังปุ๋ยหมัก ก็จะพบว่า สินค้าถูกส่งมาในซองพลาสติกกันกระแทก ยังมีถุงพลาสติกใสอีกใบที่หุ้มไส้กรอง สุดท้าย เพื่อเพิ่มการป้องกันความเสียหาย ใส้กรองแต่ละอันถูกห่อด้วยพลาสติกแยกกัน สรุป ตัวกรองคาร์บอนมีพลาสติกอย่างน้อยสามชั้น ตัวอย่างข้างต้น แสดงให้เห็นว่า หลายครั้งที่ความพยายามลดขยะของเรา เรากลับสร้างขยะมากขึ้น งานวิจัยในวารสาร Science Advances มีข้อมุลอ้างอิงที่ระบุว่าปริมาณขยะพลาสติกของไทยอยู่ที่ 4,796,494 ตัน/ปี (หรือราว 69.54 กิโลกรัม/ปี/คน) เมื่อเทียบกับฐานข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษที่ระบุว่าการเกิดขยะพลาสติกอยู่ที่ 2 ล้านตันต่อปี (หรือราว 29 กิโลกรัม/ปี/คน) หลายครั้งที่ข้อมูลอันท่วมท้นเหล่านี้ทำให้เราทำอะไรไม่ถูก ไม่มีทางที่เราจะรู้หรือเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าผลิตภัณฑ์ที่เรานำมาใช้ในชีวิตประจำวันถูกห่อหุ้มเป็นชั้นๆ ซ้อนทับลงไปบนบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง เราต้องการลดขยะโดยเฉพาะพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง แต่โอกาสก็น้อย แม้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนจะออกแบบมาเพื่อลดบรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นหรือเพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำ แต่การสั่งซื้อออนไลน์ (ส่วนใหญ่จัดส่งในบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วทิ้ง) ความหวังว่าจะหลีกเลี่ยงการซื้อของที่สร้างขยะเพิ่มขึ้นนั้นดูจะหริบหรี่ แต่ถ้าเราพร้อมที่จะลงมือทำเพื่อปฏิเสธพลาสติกใช้แล้วทิ้ง เราพลาดอะไรไป? บริษัทที่ออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์สินค้าแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งนั้นไม่เพียงแต่สร้างระบบนี้ขึ้นมา แต่ได้ประโยชน์จากระบบนี้ด้วย นั่นคือ “ขยะมากเท่ากับกำไรเพิ่ม” จากการที่บริษัททั้งหลายผลักภาระต้นทุนออกไป ผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วทิ้งช่วยลดต้นทุนให้ภาคอุตสาหกรรม แต่กลายเป็นต้นทุนมหาศาลต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้เสียภาษี […]

สหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศที่ลักลอบส่งออกขยะพลาสติกมากที่สุดในโลก

ในขณะที่ 187 ประเทศเห็นชอบที่ควบคุมการค้าขยะพลาสติก แต่สหรัฐอเมริกาไม่มีแผนที่จะหยุดส่งขยะออกนอกประเทศเพราะไม่ได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด (Basel Convention on the Control of Transboundary Movements of Hazardous Wastes and Their Disposal) นับจากวันที่ 1 มกราคม 2564 ภายใต้อนุสัญญาบาเซล จะผิดกฎหมายทันทีสำหรับ 187 ประเทศรวมถึง จีน เม็กซิโก มาเลเซียอินเดีย และอินโดนีเซียที่เป็นภาคีอนุสัญญาบาเซล ทั้ง 187 ประเทศนี้ยังได้ลงนามใน Basel Ban Amendment หากรับเอาขยะพลาสติกผสมและปนเปื้อนที่ส่งออกมาจากสหรัฐอเมริกา อนุสัญญาบาเซลให้อำนาจตามกฎหมายแก่ประเทศเหล่านั้นในการสกัดกั้นการนำเข้าขยะพลาสติกที่ปนเปื้อนและไม่สามารถรีไซเคิลได้ ส่วนประเทศไทย แม้ว่าจะให้สัตยาบัน (Ratification) เป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญาบาเซล เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 และอนุสัญญามีผลบังคับใช้กับประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2541 แต่ก็ยังไม่ลงนามใน Basel Ban Amendment จนถึงปัจจุบัน สหรัฐอเมริกาไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาบาเซลและยังคงส่งออกขยะพลาสติกไปยังประเทศที่มีแรงงานราคาถูกและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมต่ำ สหรัฐอเมริกามีอัตราการเกิดขยะพลาสติกต่อคนที่มากที่สุดในโลกและส่งออกขยะพลาสติก […]

ความท้าทายและวิกฤตมลพิษพลาสติกของประเทศไทย

ธารา บัวคำศรี ดังที่รับรู้กันว่า รัฐบาลโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินมาตรการตาม Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 – 2573 โดยยกเลิกพลาสติกใช้แล้วทิ้งซึ่งรวมถึงถุงพลาสติกหูหิ้วนับตั้งแต่ต้นปี 2563 เป็นต้นมา และมุ่งลดขยะพลาสติกลงร้อยละ 30 ภายในสิ้นปี 2563 นี้ แต่การแพร่ระบาดของ Covid-19 และผลจากมาตรการล็อกดาวน์ได้ผลิกผันสถานการณ์ขยะพลาสติกในประเทศไทยโดยสิ้นเชิง สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ระบุว่าปริมาณขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นจาก 2,120 ตันต่อวันในปี 2562 เป็น 3,440 ตันต่อวัน ระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน 2563 เฉพาะเดือนเมษายนอย่างเดียว การเพิ่มขึ้นของขยะพลาสติกคิดเป็นเกือบร้อยละ 62 ในสถานการณ์เช่นนี้ แม้จะกล่าวกันว่า พลาสติกไม่ใช่ผู้ร้าย แต่เราต้องไม่ลืมว่า ขยะพลาสติกคือปัญหามลพิษ(plastic pollution) ไม่ใช่ปัญหาขยะ และเราต้องเน้นการแก้ปัญหาตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์พลาสติกตั้งแต่การผลิตไปจนถึงเมื่อพลาสติกหมดอายุการใช้งาน บทความนี้จะชี้ให้เห็นว่า มีความท้าทายประการใดและสิ่งที่จะต้องทำคืออะไร หากสังคมไทยต้องการจะปลดแอกจากวิกฤตมลพิษพลาสติก (break free from plastic pollution) ความท้าทาย : รัฐบาลขาดความมุ่งมั่นและเจตจำนงทางการเมือง จริงอยู่ที่รัฐบาลกำลังดำเนินมาตรการภายใต้ Roadmap […]

แถลงการณ์ ข้อเสนอต่อมาตรการห้าม/ควบคุมการนำเข้าเศษพลาสติกและการพัฒนาระบบคัดแยกขยะในประเทศให้ได้คุณภาพดีขึ้น

สืบเนื่องจากที่สาธารณรัฐประชาชนจีนประสบปัญหาการลักลอบนำเข้าสารอันตรายที่ปะปนมากับขยะพลาสติกและขยะอื่นหลายชนิดที่นำมาเป็นวัตถุดิบเพื่อรีไซเคิลและผลิตสิ่งของในประเทศ จนก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง รัฐบาลจีนจึงออกประกาศห้ามนำเข้าขยะจากต่างประเทศเป็นการเร่งด่วน 24 รายการ (ต่อมาประกาศเพิ่มเติมรวมทั้งสิ้น 32 รายการ) มาตรการนี้ส่งผลให้ขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมหาศาลไหลทะลักไปสู่ประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย (Interpol, 2020) จากข้อมูลการนำเข้าเศษพลาสติกของประเทศไทย พบว่า ในปี 2561 มีการนำเข้าเศษพลาสติกสูงถึง 552,912 ตัน เทียบกับปี 2559 ก่อนประเทศจีนประกาศห้าม มีการนำเข้ามาเพียง 69,500 ตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่า นอกจากนี้ ยังพบกรณีการลักลอบนำเข้าขยะพลาสติกปนเปื้อนและขยะอิเล็กทรอนิกส์สูงขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย ดังจะเห็นได้จากข่าวการตรวจจับการนำเข้าอย่างผิดกฎหมายที่ท่าเรือและโรงงานรีไซเคิลหลายแห่ง ปัญหาที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดกระแสการต่อต้านจากประชาชน และนำมาสู่การเร่งผลักดันให้มีมาตรการควบคุมการนำเข้าขยะอย่างจริงจังในเวลาต่อมา คณะอนุกรรมการเพื่อบูรณาการการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษพลาสติกที่นำเข้าจากต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ซึ่งรัฐบาลแต่งตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว มีการประชุมเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2561 และได้มีมติให้ยกเลิกการนำเข้าเศษพลาสติกภายใน 2 ปี โดยช่วงผ่อนผันนี้ มีการกำหนดโควตาการนำเข้าคือ ปีที่ 1 นำเข้าได้ไม่เกิน 70,000 ตัน แบ่งเป็นพลาสติก PET 50,000 ตัน และพลาสติกชนิดอื่นรวม 20,000 […]