ถ้าเราไม่พูดถึงการผลิตพลาสติก ต่อให้มีระบบเศรษฐิจหมุนเวียนนับร้อย ก็แก้มลพิษพลาสติกไม่ได้

ถ้าเราจะยุติมลพิษพลาสติกในทะเลไทย เรายังขาดอะไร? …โศกนาฏกรรมของมาเรียม ไม่ควรจะทำให้เราหยุดอยู่แค่เพียง การไม่ทิ้งขยะลงแม่น้ำ/ทะเล เราทำได้มากกว่านั้น… การประเมินของของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เรามีขยะพลาสติกลงทะเลราว 33,900-51,000 ตันต่อปี ในจำนวนนี้มาจากแม่น้ำที่ไหลลงทะเลราวๆ 2,000-5,000 ตัน/ปี ตามแบบจำลอง the global rivers input plastic model https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5467230/ ที่เหลือก็มาจากกิจกรรมมนุษย์บนแผ่นดิน เรามีแผนแม่บท มี roadmap framework มีการรณรงค์ทั้งของภาครัฐ เอกชน มี event ต่างๆ มากมาย…เราสามารถลดขยะพลาสติกลง แต่น้อยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เมื่อเทียบกับขยะพลาสติกใช้แล้วทิ้งราว 2 ล้านตันต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่เราไม่สามารถหยุด flow ของขยะพลาสติกใช้แล้วทิ้งลงได้เลย ถ้าเราไม่เน้นรากเหง้าของปัญหานั่นคือ “การผลิตพลาสติก(80%เป็น single use plastic packaging)” นอกเหนือจากการสร้างเงื่อนไขให้เราทุกคนเปลี่ยน mindset ลด ละ เลิกการใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้งอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ เพราะการตั้งคำถามต่อการผลิตพลาสติกมันไปแตะโครงสร้างเชิงอำนาจและความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างรัฐและบรรษัทซึ่งเอื้อต่อกันและกันในการแสวงหากำไร และโยนเศษเงินมาสร้างภาพผ่าน CSR โศกนาฏกรรมของมาเรียม […]

ข้อตกลงโลกว่าด้วยขยะพลาสติก – พ.ร.บ.โรงงานฉบับใหม่ : ประเทศไทยจะรอดพ้นจากการเป็นถังขยะพิษของโลกหรือไม่?

ธารา บัวคำศรี นับตั้งแต่สาธารณรัฐประชาชนจีนห้ามนำเข้าพลาสติกรีไซเคิลผสมในเดือนมกราคมปี พ.ศ.2561 นอกจากส่งผลสะเทือนต่อระบบรีไซเคิลพลาสติกทั่วทั้งโลกและเผยให้เห็นถึงลักษณะที่เป็นอันตรายและสิ้นเปลืองของระบบการค้าขยะรีไซเคิลแล้ว ผลที่ตามมาคือ การค้าขยะพลาสติกส่วนใหญ่เปลี่ยนเส้นทางไปยังประเทศที่ไม่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดโดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งขาดมาตรการที่รัดกุมเพื่อยุติการนำเข้าหรือไม่มีขีดความสามารถอย่างแท้จริงในการจัดการของเสีย ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง(พ.ศ.2559-2561) การส่งออกพลาสติกทั้งหมดทั่วโลกลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง ผู้ส่งออกรายเดิมต้องจัดการกับขยะตกค้างทั้งส่วนที่ไม่แปรรูปและกึ่งแปรรูปในประเทศของตน แรงกดดันยิ่งจะเพิ่มมากขึ้น หากการผลิตพลาสติกยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามท่ีคาดการณ์ไว้ร้อยละ 40ในอีกทศวรรษหน้า มาเลเซียเวียดนามและไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางแรกๆของการค้าขยะพลาสติกหลังจากสาธารณรัฐประชาชนจีนห้ามนำเข้าขยะพลาสติก ช่วงกลางปี พ.ศ.2561 รัฐบาลทั้งสามประเทศออกมาตรการควบคุมทำให้การส่งออกขยะพลาสติกทั่วโลก(ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา เยอรมนี สหราชอาณาจักรและญี่ปุ่น) เปลี่ยนเส้นทางไปยังอินโดนีเซียและตุรกี เมื่อวันที่  11 พฤษภาคม 2562 รัฐบาลกว่า 180 ประเทศทั่วโลก ยกเว้นสหรัฐอเมริกา เห็นชอบให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายและการกำจัดของเสียอันตรายข้ามแดน หรือรู้จักกันในชื่อว่า “อนุสัญญาบาเซล(Basel Convention) เพื่อทำให้การค้า “ขยะพลาสติก(plastic waste)” มีความโปร่งใสและยกระดับการควบคุมการนำเข้าส่งออกและนำผ่านขยะพลาสติกระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน รับประกันว่าจะมีการจัดการขยะพลาสติกที่ปลอดภัยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ การแก้ไขเพิ่มเติม(Amendment)ที่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญโดยมุ่งหมายที่จะลดมลพิษพลาสติก ภายใต้กลไกของอนุสัญญาบาเซลนี้บรรลุข้อตกลง ณ การประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาทั้งสามในเวลาพร้อมๆ กัน ได้แก่ อนุสัญญาบาเซล อนุสัญญาร็อตเตอร์ดัมและอนุสัญญาสต็อกโฮล์มที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 29 เมษายน-10 พฤษภาคม 2562 ในหัวข้อร่วม “Clean […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings