ธารา บัวคำศรี

นับตั้งแต่สาธารณรัฐประชาชนจีนห้ามนำเข้าพลาสติกรีไซเคิลผสมในเดือนมกราคมปี พ.ศ.2561 นอกจากส่งผลสะเทือนต่อระบบรีไซเคิลพลาสติกทั่วทั้งโลกและเผยให้เห็นถึงลักษณะที่เป็นอันตรายและสิ้นเปลืองของระบบการค้าขยะรีไซเคิลแล้ว ผลที่ตามมาคือ การค้าขยะพลาสติกส่วนใหญ่เปลี่ยนเส้นทางไปยังประเทศที่ไม่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดโดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งขาดมาตรการที่รัดกุมเพื่อยุติการนำเข้าหรือไม่มีขีดความสามารถอย่างแท้จริงในการจัดการของเสีย

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง(พ.ศ.2559-2561) การส่งออกพลาสติกทั้งหมดทั่วโลกลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง ผู้ส่งออกรายเดิมต้องจัดการกับขยะตกค้างทั้งส่วนที่ไม่แปรรูปและกึ่งแปรรูปในประเทศของตน แรงกดดันยิ่งจะเพิ่มมากขึ้น หากการผลิตพลาสติกยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามท่ีคาดการณ์ไว้ร้อยละ 40ในอีกทศวรรษหน้า

มาเลเซียเวียดนามและไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางแรกๆของการค้าขยะพลาสติกหลังจากสาธารณรัฐประชาชนจีนห้ามนำเข้าขยะพลาสติก ช่วงกลางปี พ.ศ.2561 รัฐบาลทั้งสามประเทศออกมาตรการควบคุมทำให้การส่งออกขยะพลาสติกทั่วโลก(ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา เยอรมนี สหราชอาณาจักรและญี่ปุ่น) เปลี่ยนเส้นทางไปยังอินโดนีเซียและตุรกี

กราฟแสดงการนำเข้าเศษพลาสติกระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ.2559-พฤศจิกายน พ.ศ.2561 มายังประเทศไทยจากประเทศผู้ส่งออก 10 อันดับแรก (ที่มา : ข้อมูลการค้าขยะพลาสติกโลกปี พ.ศ. 2559-2561 และผลกระทบจากนโยบายห้ามนำเข้าของเสียของสาธารณรัฐประชาชนจีน, กรีนพีซ เอเชียตะวันออก)

เมื่อวันที่  11 พฤษภาคม 2562 รัฐบาลกว่า 180 ประเทศทั่วโลก ยกเว้นสหรัฐอเมริกา เห็นชอบให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายและการกำจัดของเสียอันตรายข้ามแดน หรือรู้จักกันในชื่อว่า “อนุสัญญาบาเซล(Basel Convention) เพื่อทำให้การค้าขยะพลาสติก(plastic waste)” มีความโปร่งใสและยกระดับการควบคุมการนำเข้าส่งออกและนำผ่านขยะพลาสติกระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน รับประกันว่าจะมีการจัดการขยะพลาสติกที่ปลอดภัยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์

การแก้ไขเพิ่มเติม(Amendment)ที่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญโดยมุ่งหมายที่จะลดมลพิษพลาสติก ภายใต้กลไกของอนุสัญญาบาเซลนี้บรรลุข้อตกลง ณ การประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาทั้งสามในเวลาพร้อมๆ กัน ได้แก่ อนุสัญญาบาเซล อนุสัญญาร็อตเตอร์ดัมและอนุสัญญาสต็อกโฮล์มที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 29 เมษายน-10 พฤษภาคม 2562 ในหัวข้อร่วม “Clean Planet, Healthy People : Sound Management of Chemicals and Waste

นี่คือโอกาสของประเทศไทยในฐานะภาคีสมาชิกอนุสัญญาบาเซล (ไทยให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 24 พฤศิจกายน 2540 อนุสัญญาบาเซลมีผลบังคับใช้สำหรับไทยตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2541) สามารถใช้สิทธิตามกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศนี้ในการปฏิเสธนำเข้าขยะพลาสติก

ข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติม(Amendment)ว่าด้วยขยะพลาสติกภายใต้อนุสัญญาบาเซลนี้ส่งสัญญานทางการเมืองที่ชัดเจนต่อประชาคมโลก ต่อภาคธุรกิจ และต่อตลาดผู้บริโภคว่าถึงเวลาต้องจัดการกับปัญหาการค้าขยะพลาสติกอย่างจริงจัง ข้อตกลงครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์นี้เป็นเครื่องมือสำคัญของประเทศในซีกโลกใต้ในการยุติการทิ้งขยะพลาสติกระหว่างประเทศ และปกป้องประเทศของตนมิให้กลายเป็นถังขยะและกากของเสียเป็นพิษของโลก

ประเทศที่ริเริ่มขับเคลื่อนให้เกิดข้อตกลงว่าด้วยขยะพลาสติกคือ นอร์เวย์ ซึ่งเดินหน้าไปเร็วกว่ากระบวนการเจรจาตามมาตรฐานของสหประชาชาติ ส่วนสหรัฐอเมริกาเองก็ไม่ได้ลงนามในข้อตกลงนี้ แต่ยังรับรู้ถึงผลที่จะเกิดขึ้นในฐานะเป็นประเทศผู้ส่งออกขยะพลาสติกที่ต้องดำเนินตามพันธกรณีของอนุสัญญาบาเซล สภาอุตสาหกรรมเคมีแห่งสหรัฐอเมริกาและสถาบันอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษวัสดุถือเป็นกลุ่มผู้เล่นหลักในเวทีเจรจาของอนุสัญญาบาเซลโดยมีจุดยืนคัดค้านข้อตกลงเพื่อควบคุมการส่งออกและนำเข้าขยะพลาสติก

ข้อตกลงควบคุมขยะพลาสติกนี้ยังนำไปสู่การที่หน่วยงานศุลกากรจะต้องทำการตรวจตราขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายให้ละเอียดรอบคอบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยจะมีระบบที่มีความโปร่งใสและมีการตรวจสอบย้อนกลับของการนำเข้าและส่งออกขยะพลาสติก นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นจังหวะที่ก้าวหน้าในการผลักดันให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้จัดการกับขยะที่เกิดขึ้นในประเทศ ตลอดจนปรับปรุงระบบการกำจัดของเสียที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

แต่การจัดการขยะพลาสติกในสังคมไทยกลับต้องเผชิญกับความท้าทายเพิ่มมากขึ้น เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีมติเห็นชอบให้ประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติโรงงานในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา เนื้อหาสำคัญของกฎหมายคือ การให้เอกชนไม่ต้องขออนุญาตต่ออายุใบประกอบกิจการโรงงาน (รง. 4) จากเดิมที่ต้องต่ออายุใหม่ทุก 5 ปี เป็นผลให้ 60,000 โรงงานทั่วประเทศได้ประโยชน์จากกฎหมายดังกล่าว ขณะที่เครือข่ายภาคประชาสังคมด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แย้งว่าเนื้อหาสาระสำคัญดังกล่าว จะนำไปสู่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนอย่างกว้างขวาง รวมถึงเป็นแหล่งกำเนิดของมลพิษในสิ่งแวดล้อมกระจายออกไปโดยขาดการควบคุมที่รัดกุม  ซึ่งจะนำไปสู่การลดทอนมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรง

ที่สำคัญ โรงงานขนาดเล็กกว่า 50 แรงม้าส่วนใหญ่ประกอบกิจการเป็นประเภทโรงงานหล่อหลอมโลหะ รีไซเคิล คัดแยกขยะ ฝังกลบขยะ ถือเป็นกลุ่มโรงงานที่อันตรายต่อชุมชนหากไม่มีมาตรฐานการดำเนินกิจการ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ ฉะเชิงเทรา สมุทรสาคร สมุทรปราการ และเขตลาดกระบัง ในขณะที่ การยกเลิกระบบต่ออายุใบอนุญาตยิ่งเปิดช่องให้การกำกับดูแลจากรัฐอ่อนแอลงหรือแทบไม่มีเลย

ในขณะที่เรามีสิทธิทางกฎหมาย(ระหว่างประเทศ)ที่จะปฏิเสธการนำเข้าขยะพลาสติกที่เป็นปัญหา พ.ร.บ.โรงงานฉบับใหม่กลับเปิดประตูกว้างเพื่อให้ประเทศไทยเป็นถังขยะพิษของโลกต่อไป!

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading