ในขณะที่ 187 ประเทศเห็นชอบที่ควบคุมการค้าขยะพลาสติก แต่สหรัฐอเมริกาไม่มีแผนที่จะหยุดส่งขยะออกนอกประเทศเพราะไม่ได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด (Basel Convention on the Control of Transboundary Movements of Hazardous Wastes and Their Disposal)

นับจากวันที่ 1 มกราคม 2564 ภายใต้อนุสัญญาบาเซล จะผิดกฎหมายทันทีสำหรับ 187 ประเทศรวมถึง จีน เม็กซิโก มาเลเซียอินเดีย และอินโดนีเซียที่เป็นภาคีอนุสัญญาบาเซล ทั้ง 187 ประเทศนี้ยังได้ลงนามใน Basel Ban Amendment หากรับเอาขยะพลาสติกผสมและปนเปื้อนที่ส่งออกมาจากสหรัฐอเมริกา อนุสัญญาบาเซลให้อำนาจตามกฎหมายแก่ประเทศเหล่านั้นในการสกัดกั้นการนำเข้าขยะพลาสติกที่ปนเปื้อนและไม่สามารถรีไซเคิลได้

ส่วนประเทศไทย แม้ว่าจะให้สัตยาบัน (Ratification) เป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญาบาเซล เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 และอนุสัญญามีผลบังคับใช้กับประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2541 แต่ก็ยังไม่ลงนามใน Basel Ban Amendment จนถึงปัจจุบัน

สหรัฐอเมริกาไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาบาเซลและยังคงส่งออกขยะพลาสติกไปยังประเทศที่มีแรงงานราคาถูกและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมต่ำ สหรัฐอเมริกามีอัตราการเกิดขยะพลาสติกต่อคนที่มากที่สุดในโลกและส่งออกขยะพลาสติก 1 ล้านตันต่อปีไปยังประเทศต่างๆ

เนื่องจากมีประเทศทั่วโลกที่ปฏิเสธการรับขยะพลาสติกจากสหรัฐอเมริกามากขึ้น ปัจจุบัน ขยะพลาสติกถูกส่งไปยังประเทศกำลังพัฒนาเล็กๆ ที่กำลังเผชิญวิกฤตขยะ

ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 สหรัฐอเมริกาส่งออกขยะพลาสติกไปยังประเทศที่ไม่อยู่ในกลุ่มประเทศ OECD เพิ่มขึ้น 25% จาก 77,424 เป็น 97,093 ตัน และหลังจากการประท้วงการทิ้งขยะพลาสติกนำเข้าที่เกิดขึ้นในเอเชีย ขยะพลาสติกจึงเคลื่อนย้ายสู่ละตินอเมริกาอย่างน่าตกใจ ในไตรมาสแรกของปี2563 ละตินอเมริการับขยะพลาสติก 11,017 ตัน และในไตรมาสที่ 3 การส่งขยะพลาสติกไปยังเม็กซิโก ฮอนดูรัสเอลซัลวาดอร์ และประเทศอื่นๆ ในละตินอเมริกาเพิ่มขึ้น 73% เป็น 19,061 ตัน

ถึงเวลาแล้วที่สหรัฐอเมริกาจะต้องจัดการขยะพลาสติกของตัวเอง!

ที่มา :

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading