จดหมายเปิดผนึกถึงอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

ตามที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม(สส.)ได้จัดให้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อ (ร่าง) แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. ….ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.00 – 13.00 น. ณ ห้องประชุม Eternity ชั้น G โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพมหานคร โดยคาดว่าจะมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและภาคการศึกษาจำนวนไม่น้อยกว่า 150 คน เข้าร่วมรวมถึงผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (โปรแกรม Zoom Meetings และ Facebook Live) หลังจากที่พิจารณารายละเอียดของการประชุมและ (ร่าง) แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. ….ที่มีความยาวถึง 111 หน้า ทางเครือข่ายประชาชนเสริมสร้างความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศและหยุดคาร์บอนเครดิต (The People Network for Climate Justice and Against Greenwashing) มีความเห็นดังนี้ เครือข่ายประชาชนเสริมสร้างความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศและหยุดคาร์บอนเครดิต (The People […]

ปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่นําโดยชุมชน : วิสัยทัศน์ความร่วมมือระหว่างประเทศที่ไปพ้นจากกลไกตลาดคาร์บอน

เรียบเรียงจาก https://www.greenpeace.org/static/planet4-international-stateless/2023/12/c610d444-20231130_match-makingcommunity-ledclimateaction_ds_small.pdf ประเด็นหลัก วิกฤตการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและวิกฤตสภาพภูมิอากาศกําลังสร้างความโกลาหลทั่วโลก ประเทศภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) ควรต้องรับรองว่าพวกเขามีบทบาทสําคัญในการจัดการกับวิกฤตที่เชื่อมโยงกันเหล่านี้ แต่ที่ผ่านมายังคืบหน้าไปไม่มาก ภายใต้กรอบความตกลงปารีส UNFCCC กําหนดเป้าหมายระดับโลกที่ควรบรรลุโดยคํามั่นสัญญาของแต่ละประเทศที่เรียกว่า “การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contributions-NDCs)” แต่ผลรวมของคํามั่นสัญญาเหล่านี้ไม่เพียงพอต่อการดําเนินการที่จําเป็นเพื่อจํากัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เกิน 1.5 °C โดยการพิจารณาส่วนหนึ่งของความตกลงปารีส พบว่า มาตรา 6.8 นั้นมีศักยภาพหากมีเจตจํานงทางการเมือง เพื่อแก้ไขแนวปฏิบัติด้านสภาพภูมิอากาศผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น และเพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) และกลไกเชิงสถาบันต่างๆ ที่ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน มาตรา 6.8 ของความตกลงปารีสมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริม “แนวทางที่ไม่ใช่ตลาดแบบบูรณาการ แบบองค์รวม และสมดุล” ในการดําเนินการตาม NDCs โดยมุ่งเน้นที่การเพิ่มทั้ง “ความทะเยอทะยานในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัว” แต่มีวัตถุประสงค์เพิ่มเติมโดย “การประสานงานข้ามเครื่องมือและการจัดเตรียมเชิงสถาบันที่เกี่ยวข้อง” – ส่งเสริมความเชื่อมโยงกับอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD)และพิธีสารและความคิดริเริ่มระหว่างประเทศอื่นๆ ที่พยายามปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และการพัฒนาที่ยั่งยืนในวงกว้างมากขึ้น จนถึงขณะนี้ การทำงานภายใต้มาตรา 6.8 ถูกขัดขวางโดยความพยายามของบางประเทศในการจํากัดความคืบหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มประเทศภาคีที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงกลับหันมาสนใจมาตรการตลาดคาร์บอน […]

คำประกาศ “หยุดแก้วิกฤติโลกเดือดแบบจอมปลอม”

14 ตุลาคม 2567 โดย เครือข่ายประชาชนเสริมสร้างความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศและหยุดคาร์บอนเครดิต (The People Network for Climate Justice and Against Greenwashing) วิกฤตโลกเดือดคือผลพวงกว่าร้อยปีแห่งการล่าอาณานิคมและการปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งนำเอาเชื้อเพลิงฟอสซิล (ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซ) ขึ้นมาใช้ โดยที่กลุ่มประเทศร่ำรวยในซีกโลกเหนือได้ประโยชน์จากการสะสมทุน ความมั่งคั่ง และยึดกุมอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองไว้ ไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนาในซีกโลกใต้ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษของการพัฒนาให้เป็นสมัยใหม่จากการขูดรีดทรัพยากรธรรมชาติและกดขี่ชุมชนท้องถิ่น ก็ได้กลายเป็นประเทศอันดับต้น ๆ ของโลกที่มีความเสี่ยงสูงจากผลกระทบของโลกเดือด สองทศวรรษที่ผ่านมาจนถึงปี 2565 ประเทศไทยเผชิญกับเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว 146 ครั้ง สร้างความสูญเสียต่อชีวิต 0.21 ต่อประชากร 1 แสนคน และสร้างความเสียหาย 7,719.15 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 0.82% ของ GDP การคาดการณ์อนาคตโดยใช้แบบจำลองสภาพภูมิอากาศระบุว่า เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 องศาเซลเซียส จำนวนวันแห้งแล้งในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 และความรุนแรงจากอุทกภัยจะเพิ่มร้อยละ 3 แต่เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเป็น 3 องศาเซลเซียส จำนวนวันแห้งแล้งจะเพิ่มขึ้นร้อยละ […]

สถานะปัจจุบันของการจัดหาเงินทุนด้านความสูญเสียและความเสียหาย

แปลเรียบเรียงจาก https://www.wri.org/insights/current-state-play-financing-loss-and-damage เขียนโดย Preety Bhandari, Nataniel Warszawski and Chikondi Thangata ตั้งแต่ปี 2543 ผู้คนกว่า 4 พันล้านคนได้รับผลกระทบ และมีความเสียหายราว 2.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ จากภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว นี่คือความจริงที่รู้จักกันในนาม ความสูญเสียและความเสียหาย(loss and damage) และผลกระทบของเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในอีกสองทศวรรษข้างหน้า คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ระบุว่าแม้ว่าโลกจะสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้อย่างรวดเร็ว ก๊าซเรือนกระจกที่อยู่ในชั้นบรรยากาศอยู่แล้วและแนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันจะทำให้ผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่สำคัญบางอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ไปจนถึงปี 2583 แม้ว่าสิ่งนี้จะต้องไม่ทำให้เราหมดหวังที่จะลงมือทำ แต่ชัดเจนว่าแผนปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศใดๆ จะไม่สมบูรณ์เลยหากไร้ซึ่งปฏิบัติการที่จริงจังและการจัดหาเงินทุนเพื่อจัดการกับความสูญเสียและความเสียหายที่กำลังเกิดขึ้น ตลอดปี 2562-2563 การจัดหาเงินทุนทั่วโลกโดยเฉลี่ยต่อปีสำหรับปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศอยู่ที่ 632,000 ล้านดอลลาร์ จากจำนวนรวมทั้งหมดนี้ มีประมาณ 90.3% ไปที่มาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(mitigation) และ 7.2% ไปที่การปรับตัว(adaptation) ส่วนที่เหลือ 2.4% เป็นกิจกรรมที่ครอบคลุมทั้งสองอย่าง แม้ว่ามีบางส่วนน่าจะใช้จัดการกับความสูญเสียและความเสียหาย(loss and damage) แต่ไม่มีการประเมินที่ชัดเจนว่ามีจำนวนเท่าใด และไม่มีความเข้าใจที่ชัดเจนหรือครอบคลุมถึงกลไกต่างๆ ในการจัดการกับความสูญเสียและความเสียหายโดยตรงเมื่อเกิดหายนะจากสภาพภูมิอากาศ จากการวิจัยเบื้องต้นของ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings