เอลนีโญจากไป

หลังจากทําให้มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกร้อนขึ้นประมาณหนึ่งปี ในที่สุดเอลนีโญก็จากไปในเดือนพฤษภาคม 2567 ปรากฏการณ์สภาพอากาศตามธรรมชาตินี้มีส่วนทําให้อุณหภูมิมหาสมุทรสูงเป็นประวัติการณ์หลายเดือน ปริมาณน้ําฝนระดับรุนแรงในแอฟริกา พื้นที่น้ําแข็งปกคลุมน้อยลงในทะเลสาบใหญ่ทั้ง 5 ของอเมริกาเหนือ และภัยแล้งที่รุนแรงในแอมาซอนและอเมริกากลาง ณ เดือนกรกฎาคม 2567 El Niño Southern Oscillation หรือ ENSO ในแปซิฟิกตะวันออกอยู่ในสภาพที่เป็นกลาง แต่อาจจะอยู่ได้ไม่นาน ในละติจูดเขตร้อนของแปซิฟิกตะวันออก พื้นผิวมหาสมุทรจะเย็นลงและอุ่นขึ้นเป็นวัฏจักรเพื่อตอบสนองต่อความแรงของกระแสลมค้าซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า the El Niño Southern Oscillation (ENSO) ในทางกลับกัน มหาสมุทรที่เปลี่ยนแปลงจะขัดขวางการไหลเวียนของบรรยากาศในลักษณะที่ทําให้ปริมาณน้ําฝนทวีความรุนแรงขึ้นในบางภูมิภาคและนําความแห้งแล้งมาสู่ภูมิภาคอื่นๆ ในเดือนพฤษภาคม 2566 กระแสลมค้าที่พัดไปทางตะวันออกอ่อนแรงและกระแสน้ําอุ่นจากแปซิฟิกตะวันตกเคลื่อนไปยังชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกา ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเอลนีโญได้เริ่มขึ้นแล้วหลังจากสภาพลานีญาสามปีติดต่อกัน เอลนีโญยังเข้มข้นขึ้นในเดือนธันวาคม 2566 และจางหายไปในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2567 “นี่เป็นเอลนีโญขนาดใหญ่ แต่ไม่ใช่ใหญ่ที่สุดที่เราเคยเห็นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา” จอช วิลลิส นักสมุทรศาสตร์ที่ห้องปฏิบัติการแรงขับเคลื่อนไอพ่นของนาซ่า (JPL) กล่าว วิลลิสติดตามลายเซ็นของการเปลี่ยนแปลงระดับน้ําทะเลทั่วโลกโดยใช้การวัดความสูงผิวน้ําทะเลด้วยดาวเทียม น้ําอุ่นจะขยายตัว ทําให้ระดับน้ําทะเลสูงขึ้น ในขณะที่น้ําที่เย็นกว่าจะหดตัว ทําให้ระดับน้ําทะเลลดลง แผนที่ด้านบนแสดงความผิดปกติของระดับความสูงของผิวทะเลทั่วมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกตามที่สังเกตเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม […]

เรารู้ได้อย่างไรว่าโลกเดือดทะลุขีดจำกัดอุณหภูมิ 1.5°C

เรียบเรียงจาก https://www.economist.com/the-economist-explains/2024/02/09/how-to-know-when-the-world-has-passed-15degc-of-global-warming เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 Copernicus Climate Change Service ของสหภาพยุโรป ประกาศว่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาจนถึง 31 มกราคม 2567 อุณหภูมิของโลกโดยเฉลี่ยสูงกว่าระดับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม 1.52°C ความตกลงปารีสซึ่งในปี 2558 ให้คํามั่นว่าประเทศต่างๆ จะรักษาระดับอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เพิ่มมากกว่า 2°C เทียบกับระดับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม” และพยายามจํากัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไว้ที่ 1.5°C ดังนั้น เราสามารถพูดได้หรือไม่ว่าโลกได้ผ่านหมุดหมายสําคัญประการหนึ่งของความตกลงปารีสไปแล้ว ถ้ายังไม่ใช่ มีอะไรที่พอจะอ้างได้อีกบ้าง? ขีดจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในความตกลงปารีส โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายที่ต่ํากว่านั้นกลายเป็นสัญลักษณ์ ทว่าความตกลงไม่ได้กําหนดชัดเจนถึงขีดจำกัด(ของอุณภูมิเฉลี่ยผิวโลก) หรือระบุเวลาที่จะทะลุขีดจำกัดดังกล่าว โดยเป็นเรื่องรองลงไปในขณะที่โลกยังดูดีจากหมุดหมายแรก —ในปี 2558 อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกอยู่ที่เพียง 1°C ระดับก่อนอุตสาหกรรม แต่นั่นไม่ใช่กรณีอีกต่อไป และอาจแปลกใจที่ขีดจำกัด 1.5°C และ 2°C นั้นค่อนข้างยากที่จะระบุ ปัญหาแรกคือสิ่งที่ประกอบกันเป็น “ระดับอุณหภูมิก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม” ในทางเทคนิคแล้ว สิ่งนี้อาจหมายถึงช่วงเวลาใด ๆ ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ipcc) […]

หายนะภัยไฟล้างผลาญที่เมาอี

ไฟป่าที่ลุกลามอย่างรวดเร็วได้ทำลายล้างเมืองประวัติศาสตร์ลาไฮนาบนเกาะเมาอี ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับสองของฮาวาย ภาพด้านบนแสดงร่องรอยของไฟเวลา 22:25 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 8 สิงหาคม 2023 จากการบันทึกโดย Operational Land Imager (OLI) บนดาวเทียม Landsat 8 พื้นที่ส่วนใหญ่ของลาไฮนา ซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่เกือบ 13,000 คน ดูเหมือนจะเกิดไฟลุกไหม้ในขณะที่ถ่ายภาพ ไฟขนาดใหญ่อีกลูกหนึ่งลุกไหม้ทางตะวันตกเฉียงเหนือของคิเฮอิ ภาพด้านบนเป็น OLI ของแสงอินฟราเรดคลื่นสั้น (แบนด์ 6) การสังเกตการณ์ด้วยอินฟราเรดมีประโยชน์ในการแยกแยะตำแหน่งของไฟที่ยังคุกรุ่น ซึ่งแสดงเป็นสีเหลือง ข้อมูลอินฟราเรดคลื่นสั้นถูกซ้อนทับบนภาพโมเสกสีธรรมชาติจากการบันทึกด้วยเครื่องมือวัดบน Landsat 8 เพื่อเพิ่มรายละเอียดทางภูมิศาสตร์ ไฟไหม้เกิดขึ้นในช่วงที่มีลมแรงและสภาพอากาศแห้งในเมาอี ระหว่างวันที่ 7-9 สิงหาคม 2566 เกาะแห่งนี้ประสบกับลมกระโชกแรงสูงสุดที่มีความเร็วตั้งแต่ 45 ถึง 67 ไมล์ (72 ถึง 107 กิโลเมตร) ต่อชั่วโมง ตามรายงานของ National Weather Service การปรากฏตัวของพื้นที่ความกดอากาศสูงกำลังแรงทางตอนเหนือของเกาะและพายุเฮอริเคนดอราทางตอนใต้อาจช่วยเติมเชื้อเพลิงให้กับลม การวิเคราะห์โดย […]

การคาดการณ์ละอองลอย(Aerosols)ในอาเซียนตอนบน

แม้เราสูดอากาศเข้าไปเต็มปอดในวันที่อากาศดูแจ่มใส เกือบแน่นอนว่าเราหายใจเอาอนุภาคของแข็งและละอองของเหลวเข้าไปด้วย สสารที่มีอยู่ทั่วไปนี้คือ “ละอองลอย(aerosols) ซึ่งพบได้ทุกหนทุกแห่งในอากาศเหนือผิวมหาสมุทร ทะเลทราย เขตเทือกเขา ผืนป่า ทุ่งน้ำแข็งและระบบนิเวศทุกๆ แห่ง หากเราเคยเห็นฝุ่นควันที่กระจายปกคลุมจากไฟป่า เถ้าจากการระเบิดของภูเขาไฟ และฝุ่นละอองในสายลม ที่เราเห็นนั่นแหละคือละอองลอย เครื่องมือวัดบนดาวเทียมหลายดวง รวมถึงในโครงการ Copernicus สามารถบันทึกละอองลอยเหล่านี้ด้วย โดยเป็นมุมมองที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงสูงจากพื้นผิวโลกนับร้อยกิโลเมตร ทำให้เราได้ภาพที่ครอบคลุมของละอองลอยที่กระจายไปทั่วชั้นบรรยากาศโลก แผนที่ด้านบนแสดงการคาดการณ์ของแบบแผนการกระจายตัวของละอองลอยระว่างวันที่ 12-16 เมษายน 2566 จากข้อมูลการเก็บบันทึกโดย The Copernicus Atmosphere Monitoring Service (CAMS) ซึ่งดำเนินการโดย European Center for Medium-Range Weather Forecasts (ECMWF) ในนามของคณะกรรมาธิการยุโรป ECMWF เป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลที่เป็นอิสระ ได้รับการสนับสนุนจาก 35 รัฐ เป็นทั้งสถาบันวิจัยและบริการปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ผลิตและเผยแพร่การพยากรณ์อากาศเชิงตัวเลขไปยังประเทศสมาชิก การวัดละอองลอยด้วยเครื่องมือวัดบนดาวเทียมจะวัดจาก ความลึกเชิงแสงของละอองลอย (aerosol optical thickness หรือ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings