อุณหูมิเฉลี่ยผิวโลกยังคงสูงเพิ่มขึ้น

Carbon-Finalกราฟแสดงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉี่ยผิวโลกในช่วง 11,300 ปีที่ผ่านมา (เส้นสีฟ้า อ้างจาก Science, 2013) และการคาดการณ์การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในศตวรรษปัจจุบันตามระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นอยู่ของมนุษยชาติ  (เส้นสีแดง, อ้างจากการศึกษาต่างๆ ในปัจจุบัน (recent literature)).

กราฟด้านบนแสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในช่วงปัจจุบันมีระดับเพิ่มสูงมากขึ้น อันเนื่องมาจากก๊าซเรือนกระจก เส้นสีฟ้าแสดงระดับอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในช่วง 11,300 ปีที่ผ่านมา และระดับที่เพิ่มขึ้นทางด้านขวาระบุว่า การที่อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง 50 เท่า เร็วกว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อารยธรรมและเกษตรกรรมมีพัฒนาการมานั้นมีลักษณะอย่างไร เส้นสีแดงคือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ได้คาดการณ์อย่างดีที่สุดเมื่อพิจารณาว่าแนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้นยังเป็นไปตามเดิมในอนาคตอันใกล้

ยิ่งมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ยิ่งมีการเก็บสะสมความร้อนในชั้นบรรยากาศโลกมากขึ้น และยิ่งนำไปสู่วิกฤตสภาพภูมิอากาศมากขึ้นในยุคปัจจุบัน

แผนที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก – ฤดูร้อนร้อนขึ้น

ข้อมูลจาก the National Climatic Data Center (NCDC) of the National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) เดือนกรกฎาคม 2555 เป็นเดือนที่ร้อนที่สุดที่มีการบันทึกมาในสหรัฐอเมริกา ( hottest month on record ) และเป็นเดือนที่ร้อนไปทั่วโลกด้วยเช่นกัน ถือว่าเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดอันดับที่สี่ นับตั้งแต่ที่มีการบึกทึกอุณภูมิในยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่ทีเริ่มขึ้นในช่วงคริสตทศวรรษ 1880

แผนที่ด้านบนแสดงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่วิเคราะห์โดย Goddard Institute for Space Studies (GISS) ขององค์การนาซาในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2555  แผนที่แสดงถึงอุณหภูมิที่ร้อยขึ้นหรือเย็นลงในแต่ละแห่งเทียบกับค่าเฉลี่ยของเดือนกรกฎาคมในช่วงปี 1951–1980 การสร้างแผนที่นี้ นักวิทยาศาสตร์ใช้ข้อมูลจากสถานีอุตอนิยมวิทยา 6,300 แห่งทั่วโลก รวมถึงหอสังเกตการณ์ในมหาสมุทร ดาวเทียมตรวจวัดอุณหภูมิพื้นผิวทะเลและสถานีวิจัยที่แอนตาร์กติกา ข้อมูลเพิ่มเติมอ่านได้จาก World of Change: Global Temperatures.

ต้องกล่าวไว้ในที่นี่ว่า แผนที่ไม่ได้แสดงถึงอุณหภูมิสัมบูรณ์ (absolute temperatures) แต่แสดงการเปลี่ยนแปลงจากค่าเฉลี่ยในระยะยาว ส่วนที่เป็นสีแดงเข้มที่สุดมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นได้ถึง 4° เซลเซียส (7° ฟาเรนไฮต์) มากกว่าค่าเฉลี่ยปกติของเดือนนั้น ส่วนสีขาวเป็นค่าปกติ และส่วนที่เป็นสีฟ้าเข้มสุดนั้นแสดงถึงอุณหภูมิลดลงได้ถึง 4° เซลเซียสจากค่าปกติ นอกจากความร้อนสุดขึ้นในสหรัฐอเมริกา คาบสมุทรแอนตาร์กติก และส่วนใหญ่ของยุโรปตะวันออกและแอฟริกาเหนือนั้นร้อนเป็นพิเศษในช่วงเดือนกรกฏาคม พ.ศ.2555

ตามที่ NCDC รายงาน : “อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกภาคพื้นดิืนและมหาสมุทรรวมกันในเดือนกรกฏาคม 2555 คือ 1.12° ฟาเรนไฮต์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิผิวโลกในศตวรรษที่ 20 ซึ่งมีค่าราว 15.8° เซลเซียส (60.4° ฟาเรนไฮต์)…อุณภูมิเฉลี่ยพื้นผิวในแถบซีกโลกเหนือในเดือนกรกฎาคม 2555 เป็นเดือนที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึก โดยร้อนขึ้น 1.19° เซลเซียส (2.14° ฟาเรนไฮต์) กว่าค่าเฉลี่ย”

การวิเคราะห์ของเจมส์ ฮ้นเซน ผู้อำนวยการ NASA GISS และทีมงานของเขา (recent analysis)  นำเสนอสถิติที่แสดงให้เห็นว่า คลื่นความร้อนสุดขั้วในช่วงฤดูร้อนจะกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั้วไปมากขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน ช่วงระหว่างปี  1951 ถึง 1980 ที่เป็นช่วงเวลาที่ใช้ในการวิเคราะห์เปรียบเทียบ พื้นผิวดินของโลกราวร้อยละ 30 ประสบกับภาวะร้อนมากขึ้นในช่วงฤดูร้อน ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จำนวนของภาวะความร้อนขึ้นในช่วงฤดูร้อนเพิ่มขึ้นร้อยละ 75 ของผิวโลกภาคพื้นดิน

เจมส์ ฮันเซนและคณะ ระบุว่า การเสี่ยงทายสภาพภูมิอากาศหรือ “‘Climate dice’ ซึ่งอธิบายถึงโอกาสที่จะเกิดความร้อนหรือความเย็นผิดปกติ นั้นมีความเป็นไปได้มากขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปตามภาวะโลกร้อนที่รวดเร็วมากขึ้น  การกระจายตัวของการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่ผิดปกติไปจากค่าเฉลี่ยในช่วงฤดูกาลใดฤดูกาลหนึ่งนั้นมีแนวโน้มไปในทางที่อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้่นและช่วงของการเปลี่ยนแปลงนั้นก็เพิ่มขึ้น  เราสามารถกล่าวได้อย่างมั่นใจว่า การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิแบบสุดขั้ว เช่นที่เกิดขึ้นในรนัฐเทกซัสและโอคลาโฮมาในปี 2554 และในมอสโควในปี 2553 นั้นเป็นผลพวงของภาวะโลกร้อน

References

Hansen, J., Sato, M., Ruedy, R. (2012, August 6) Perception of Climate Change. Proceedings of the National Academy of Sciences. NOAA National Climatic Data Center (August 2012) State of the Climate:
Global Analysis
 – July 2012. Accessed August 16, 2012. NASA (2012, August 6) Research Links Extreme Summer Heat Events to Global Warming. Accessed August 16, 2012. NASA Earth Observatory (n.d.) World of Change: Global Temperatures NASA Goddard Institute for Space Studies (n.d.) GISS Surface Temperature Analysis. Accessed August 16, 2012. NOAA ClimateWatch (2012, August) Hottest.Month.Ever…Recorded. Accessed August 16, 2012. NASA image by Robert Simmon, based on data from the Goddard Institute for Space Studies. Caption by Mike Carlowicz.

‘การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ หรือ ‘ภาวะโลกร้อน’ ควรใช้คำไหน?

คำสองคำนี้ เราจะเห็นนักการเมืองพูดอธิบายความหมายผิดอยู่บ่อย ๆ (หมายเหตุ : นี่ไม่ได้ดูถูกว่าจบประถม 4 หรือปริญญา แต่ถ้าจะเป็นนักการเมืองก็ต้องศึกษาเข้าใจ ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไร ไม่งั้นก็อายเด็กมัน)

คำที่อธิบายถึงสภาพภูมิอากาศนั้นมีที่มา ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 นักวิจัยใช้คำว่า ‘การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ (climatic change หรือ climate change) เมื่อเขียนถึงเหตุการณ์ต่างๆ เช่น ยุคน้ำแข็ง เป็นต้น เป็นคำที่มีลักษณะปลายเปิดและยังมีการใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยจะอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงในอดีต ปัจจุบันและอนาคตจากธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์ ทั้งในระดับโลก ภูมิภาคและท้องถิ่น

เมื่อนักวิทยาศาสตร์เริ่มรับรู้ถึงความเสี่ยงเฉพาะจากก๊าซเรือนกระจกซึ่งเกิดขึ้นจากมนุษย์ พวกเขาจึงจำเป็นต้องหาคำอธิบายให้มัน ในปี 1975  นักวิทยาศาสตร์ที่หอสังเกตการณ์ในนิวยอร์คตีพิมพ์ผลงานในวารสาร ‘ไซเอนส์’ (Science)’ เรื่อง ‘การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ : เราอยู่ในช่วงของภาวะโลกร้อนหรือไม่’ จนกระทั่งต้นทศวรรษ 1980 คำว่า ‘ภาวะโลกร้อน (global warming)’ ที่ไม่มี a นำหน้า ก็มีการใช้มากขึ้นในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ ขณะเดียวกัน คำว่า global change ก็อุบัติขึ้นมาโดยเป็นคำที่ใช้บรรยายถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับใหญ่ที่มนุษย์กระทำต่อโลก จนในช่วงปี 1988 คำว่า ‘ภาวะโลกร้อน’ แพร่หลายไปตามสื่อต่างๆ และกลายเป็นคำมาตรฐานที่ใช้ในกลุ่มสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป

ถึงแม้ว่าโลกโดยรวมนั้นจะร้อนขึ้น แต่นักวิทยาศาสตร์หลายคนก็หลีกเลี่ยงใช้คำว่า ‘ภาวะโลกร้อน’ โดยนิยมใช้คำว่า global change หรือ global climate change มากกว่า เพราะเหตุว่า ภาวะโลกร้อนอาจถูกตีความไปในทางที่เห็นว่า ทุกๆ แห่งบนโลกร้อนขึ้นเหมือนกันหมด ในขณะที่ความจริงคือ มีบางพื้นที่ที่มีอุณหภูมิเย็นลงเล็กน้อย ถึงแม้ว่าโดยเฉลี่ยโลกจะร้อนขึ้น

นักการเมืองนำเอาคำว่า climate change มาใช้เพื่อกลบความจริงของสภาวะที่โลกร้อนขึ้น นายแฟรงค์ ลุนซ์ (Frank Luntz) ที่ปรึกษาและนักสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองในสหรัฐฯ ได้แนะนำลูกค้าของเขาว่า climate change ฟังแล้วไม่ค่อยน่าตกใจเหมือนกับ global warming แต่จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ผลออกมาเป็นไปในทางสนับสนุนว่า คำว่า global warming ทำให้คนเกิดความสนใจมากกว่าคำว่า climate change ซึ่งมีความหมายกว้าง นักกิจกรรมและนักวิทยาศาสตร์บางคน เช่น เจมส์ เลิฟลอก (James Lovelock ) เจ้าของทฤษฎีกายา (Gaia Theory) เสนอให้ใช้คำว่า global heating ซึ่งบ่งบอกถึงความเกี่ยวข้องของมนุษย์ที่กระทำต่อระบบภูมิอากาศของโลก