คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนยูเอ็นเน้นย้ำความจำเป็นในการดำเนินการด้านการสูญเสียและความเสียหาย(Loss and Damage) ก่อนการประชุม COP27 ที่อียิปต์
นับตั้งแต่มีการนำมติสิทธิมนุษยชนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติฉบับแรกมาใช้ในปี 2551 คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติก็มีความคืบหน้าอย่างมากในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมโยงระหว่างสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และวิกฤตสภาพภูมิอากาศ มติล่าสุดที่นำมาใช้ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2565 รับทราบและปลุกจิตสำนึกถึงความเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างการดำเนินการกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศและการสนับสนุนสิทธิมนุษยชน เป็นครั้งแรกที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อความสูญเสียและความเสียหายทางเศรษฐกิจและที่ไม่ใช่ทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เกินขอบเขตของการปรับตัว และส่งผลเสียต่อภาคส่วนต่างๆ เช่น เกษตรกรรม ป่าไม้ การประมง และการท่องเที่ยว และที่สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและทรัพย์สินที่สำคัญ ผลกระทบเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานหรือทำให้เกิดการย้ายถิ่น การสูญหายของวัฒนธรรมและวิถีชีวิต มตินี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐสหประชาชาติ มันให้ความเชื่อมโยงระหว่างทั้งผลกระทบแบบคืบคลาน (onset) และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว(extreme weather event) และระบุว่าสิ่งเหล่านี้ส่งผลเสียต่อการได้รับสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มที่ ในบริบทนี้ ความละเอียดตระหนักถึงผลกระทบของการสูญเสียและความเสียหายต่อการผลิตทางการเกษตร ความมั่นคงด้านอาหาร โภชนาการ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อประชากรที่เปราะบางและในประเทศกำลังพัฒนา สนับสนุนให้ภาคีความตกลงปารีสเข้าร่วมในการเจรจากลาสโกว์อย่างสร้างสรรค์—— การเจรจาสองปีที่จัดตั้งขึ้นที่การประชุมสุดยอดสภาพภูมิอากาศ COP26 — เพื่อหารือเกี่ยวกับการจัดเตรียมเงินทุนสำหรับกิจกรรมต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยง ลด และจัดการกับการสูญเสียและความเสียหาย Prof. Chuks Okereke ผู้อำนวยการศูนย์สภาพภูมิอากาศและการพัฒนา กล่าวว่า “มติเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ได้รับอนุมัติเมื่อเร็วๆ นี้จากสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติถือเป็นประวัติศาสตร์อันยาวนานและเกินกำหนดมาเป็นเวลานาน มติดังกล่าวถือเป็นการยอมรับอย่างแข็งแกร่งที่สุดโดยประชาคมโลก แต่วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชนและเป็นผลให้โลกมีภาระผูกพันในการปกป้องประเทศและชุมชนที่อ่อนแอจากผลกระทบหลายประการของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ UNFCCC ที่ COP27 ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพในแอฟริกา […]
อียิปต์เตรียม COP27 ยังไง
ปธน.อียิปต์มอบหมายให้รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ คุณ Sameh Shoukry เป็นประธาน COP27 อีเวนต์ระดับโลกที่จะมีขึ้นในเมือง #SharmElSheikh เมืองตากอากาศริมฝั่งทะเลแดงบนแหลมไซนายของอียิปต์ ตอน COP26 คนที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานคือ คุณ Alok Sharma ซึ่งลาออกจากรัฐมนตรีต่างประเทศ ฝ่ายยุทธศาสตร์ธุรกิจ พลังงานและอุตสาหกรรมของรัฐบาลสหราชอาณาจักร มาเตรียมงาน COP26 ที่กลาสโกว์แบบเต็มเวลา ในกรณีของคุณ Sameh Shoukry ไม่น่าจะลาออกจากตำแหน่ง แกมีเวลาเตรียมงาน COP27 น้อยมาก แต่รัฐบาลอียิปต์ก็ต้องลุยเต็มที่ในฐานะเจ้าภาพ ปธน. คงมั่นใจแกในฐานะเป็นนักการทูตมืออาชีพ Sameh Shoukry ดำรงตำแหน่ง รมต ต่างประเทศมาตั้งแต่ปี 2557 ก็ 8 ปีพอดี เท่าที่ทราบ(จากการสนทนากับเพื่อนกรีนพีซในแอฟริกาเหนือ) รัฐบาลอียิปต์ซึ่งขณะนี้ปกครองแบบอำนาจนิยมนั้นใช้นักการทูตหนักมากเพื่ออิงแอบและต่อรองกับกลุ่มประเทศตะวันตก อียิปต์ยังเป็นกลุ่มประเทศค้าขายอาวุธรายใหญ่ และพยายามเอาใจกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปโดยมีตรวจตราผู้ลี้ภัย(จากแอฟริกาเหนือ)ตามแนวชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน ที่ผ่านมา ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ อียิปต์จะอยู่กับกลุ่มแอฟริกัน-อาหรับ ในการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศ อิยิปต์ยังอยู่ในกลุ่ม G77+จีน ต้องจับตาดูครับว่า จีนจะมาไม้ไหนในเวที COP27 ในการเจรจาที่ผ่านมา อียิปต์มีบทบาทนำในการผลักดันประเด็นการปรับตัว(Apdatation) […]
อียิปต์และ COP27
อียิปต์ เจ้าภาพการประชุมเจรจาสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศ UNFCCC COP27 ได้วางแผนอีเวนต์หลักและธีมของแต่ละวัน ตั้งแต่ 6-18 พฤศจิกายน 2565 เริ่มจาก World Summit Leader, Finance, Science, Youth and Future Generations, Decarbonization, Adaptation, Agriculture and Food System, Civil Society, Gender, Energy, Biodiversity, Solutions, Human Settlements. COP ครั้งสุดท้ายในทวีปแอฟริกามีขึ้นที่มาราเกซ โมร็อกโก (COP22) เช่นเดียวกับ COP27 ที่จะมีขึ้นที่เมืองชาร์ม เอล ชีค (หรือ “อ่าวแห่งชีค”) ของอียิปต์ COP ที่ UNFCCC จัดในแอฟริกา จะเกิดตามหลัง COP ที่มีขึ้นในทวีปยุโรป เห็นมีคนเชียร์ รมต.วราวุธ ให้ไทยรับเป็นเจ้าภาพ […]
สำนักงานสภาพอากาศของสหประชาชาติยืนยันว่าโลกร้อนเป็นประวัติการณ์
จากการเผยแพร่ข้อมูลขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก(World Meteorological Organization: WMO) แสดงให้เห็นว่าปี 2015 2016 2017 และ 2018 เป็น 4 ปีที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดตั้งแต่มีการตรวจวัดผลจากการวิเคราะห์ โดย 5 องค์กรระหว่างประเทศชั้นนำแสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิพื้นผิวเฉลี่ยทั่วโลกในปี 2018 มีค่าสูงกว่าระดับยุคก่อนอุตสาหกรรม (1850-1900) ประมาณ 1 องศาเซลเซียส Petteri Taalas เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) กล่าวว่า “ แนวโน้มอุณหภูมิในระยะยาวมีความสำคัญมากกว่าการจัดอันดับของแต่ละปีและแนวโน้มดังกล่าวเพิ่มขึ้น โดย 20 อันดับปีที่อุณหภูมิสูงที่สุดอยู่ในช่วง 22 ปีที่ผ่านมาและในช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างผิดปกติทั้งบนแผ่นดินและมหาสมุทร นาย Taalas กล่าวว่า “อุณหภูมิเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่บ่งบอกถึงสภาพอากาศที่รุนแรงและมีผลกระทบต่อหลายๆ ประเทศและประชาชนหลายล้านคน รวมทั้งมีผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและระบบนิเวศดังในปี 2018 เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วหลายอย่างบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นี่คือความจริงที่ต้องเผชิญ สิ่งที่สาคัญที่ทั่วโลกควรทำในเบื้องต้นคือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและวางมาตรการการปรับตัวกับสภาพภูมิอากาศ” รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (The Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) เป็นรายงานพิเศษในเดือนตุลาคม […]