สี่ทฤษฎีจิตวิทยาที่อธิบายว่าทำไมสังคมที่รู้ดีว่าวิกฤตโลกร้อนกำลังเกิดขึ้น กลับยังคงติดอยู่กับโครงสร้างที่สร้างปัญหานั้นขึ้นมาตั้งแต่ต้น
ในการประชุมสาธารณะเกี่ยวกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ครั้งหนึ่งในกรุงเทพฯ นักวิชาการด้านพลังงานอ่านสไลด์ที่ระบุว่าไทยจะยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าเกินกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมดไปจนถึงอย่างน้อยปี 2580 ผู้เข้าร่วมประชุมพยักหน้า จดบันทึก แล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ไม่มีเสียงโห่ร้อง ไม่มีความโกรธ ไม่มีการลงมือทำอะไรเป็นรูปธรรมในทันที
คนเหล่านั้น "รู้" ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขารู้ว่าก๊าซธรรมชาติปล่อยก๊าซเรือนกระจก รู้ว่าอุณหภูมิโลกกำลังสูงขึ้น รู้ว่าสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวที่กำลังถูกลงนามอยู่นั้นจะผูกมัดประเทศไปอีกสามสิบปี แต่ความรู้นั้นไม่ได้แปลงออกมาเป็นการกระทำ
ทำไม? นักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรมตอบว่า เพราะจิตใจของมนุษย์ถูกออกแบบมาให้ทำสิ่งนั้นได้ยากมาก บทความนี้นำสี่ทฤษฎีจากงานวิจัยจิตวิทยาสภาพภูมิอากาศของ Mindworks มาวางทับบนแผนที่สังคมการเมืองไทย เพื่ออธิบายช่องว่างระหว่างการรู้กับการทำ — และว่า เราในฐานะ change maker จะเดินในช่องว่างนั้นอย่างไร
มนุษย์ใช้ชีวิตเป็นนักล่าสัตว์มาเกือบตลอด 350,000 ปีของการวิวัฒนาการ สมองของเราถูกออกแบบมาให้ตอบสนองต่อภัยที่อยู่ต่อหน้า ที่มองเห็นได้ด้วยตา และที่เกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ภัยที่จะมาถึงในอีกสามสิบปีข้างหน้าและมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
วิกฤตสภาพภูมิอากาศขัดแย้งกับการทำงานของสมองโบราณในทุกมิติ มันช้า ค่อยๆ เปลี่ยน ไม่มีใบหน้าที่ระบุตัวตนได้ในฐานะ "ผู้ร้าย" และผลกระทบที่รุนแรงที่สุดดูเหมือนจะอยู่ในอนาคตอีกไกล นักจิตวิทยาเรียกชุดของข้อจำกัดนี้ว่า cognitive biases — อคติทางความคิดที่เป็นผลจากวิวัฒนาการ ไม่ใช่ความโง่เขลาหรือความไม่รับผิดชอบ
ในบริบทของไทย สมองโบราณทำงานได้อย่างน่าสนใจ เมื่อเกิดอุทกภัยใหญ่ปี 2554 คนไทยทั้งประเทศตื่นตัว เพราะนั่นคือภัยที่เห็นได้ ที่ปรากฏทันที ที่มีผลกระทบต่อบ้านและทรัพย์สินในทันที แต่ทันทีที่น้ำลด ความตื่นตัวนั้นก็ลดลงตาม แม้ว่าสาเหตุเชิงโครงสร้างที่ทำให้น้ำท่วมรุนแรงขึ้น — การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, การพัฒนาพื้นที่รับน้ำ — ยังคงอยู่เหมือนเดิม
อคติการมองเห็น (Salience Bias): หมอกควัน PM2.5 ในเชียงใหม่ที่มองเห็นได้ด้วยตาสร้างการตอบสนองทางนโยบายมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มองไม่เห็น แม้ทั้งสองจะมาจากรูปแบบพลังงานเดียวกัน
อคติต่อการเปลี่ยนแปลงที่ช้า (Boiling Frog): อุณหภูมิเฉลี่ยในไทยสูงขึ้นแล้ว 1.5 องศาเซลเซียสในรอบ 60 ปี — แต่เพราะการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทีละน้อย ผู้คนส่วนมากไม่รู้สึกถึงมันในชีวิตประจำวัน
อคติการมองอนาคตในแง่ดี (Optimism Bias): ทำให้ผู้กำหนดนโยบายเชื่อว่า "เริ่มทีหลังก็ยังทัน" — รากเหง้าของการประวิงเวลา Net Zero ที่ยังไม่มีเส้นทางชัดเจนในแผน PDP ฉบับปัจจุบัน
อคติต่อภัยที่มีผู้ร้ายชัดเจน (Intentional Threat Bias): ไม่มีใคร "ตั้งใจ" ทำให้โลกร้อน ซึ่งทำให้สมองเราให้ความสำคัญกับมันน้อยกว่าปัญหาที่มีผู้กระทำที่ระบุตัวตนได้ อย่างเช่น การฉ้อราษฎร์บังหลวงหรืออาชญากรรม
สมองของเราถูกออกแบบมาสำหรับการล่าแมมมอธ ไม่ใช่สำหรับการต่อรองสัญญา Take-or-Pay ที่จะผูกมัดโครงสร้างพลังงานไว้อีกสามสิบปี
นี่คือเหตุผลที่การนำเสนอข้อมูลวิทยาศาสตร์ในรูปแบบของตัวเลขและกราฟมักไม่สร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทางการเมือง สมองโบราณไม่ถูกกระตุ้นด้วยข้อมูลนามธรรม — มันถูกกระตุ้นด้วยเรื่องราวที่เป็นรูปธรรม มีตัวละคร มีผลกระทบที่มองเห็นได้ และเกิดขึ้นที่นี่ เดี๋ยวนี้
สำหรับ เราในฐานะ change maker นั่นหมายถึงการบอกเล่าเรื่องราวของชาวมาบตาพุดที่สูดหายใจกับมลพิษทุกวัน ไม่ใช่แค่ตัวเลขค่า PM2.5 มันหมายถึงการทำให้สัญญา Take-or-Pay มีใบหน้าและมีราคาที่ประชาชนเข้าใจได้ว่ากำลังจ่ายให้ใครอยู่
แม้เราจะรู้ว่าวิกฤตโลกร้อนเป็นเรื่องจริง ยังมีอุปสรรคอีกชุดหนึ่งที่กันเราไว้จากการลงมือทำ นักจิตวิทยา Robert Gifford เรียกสิ่งเหล่านี้ว่า "Dragons of Inaction" หรือ มังกรแห่งความเฉื่อยชา — ไม่ใช่อคติที่มาจากวิวัฒนาการ แต่มาจากชีวิต ความเชื่อ และโครงสร้างสังคมที่เราเติบโตมา
ในสังคมไทย มังกรเหล่านี้มีรูปร่างหน้าตาที่เฉพาะตัวมากและต่างจากบริบทตะวันตกที่งานวิจัยเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ
มังกรที่ ๑ — อุดมการณ์การพัฒนา: ความเชื่อว่า "การพัฒนา" คือการสร้างโรงไฟฟ้าและนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ฝังรากลึกในนโยบายตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ถึงปัจจุบัน ความพยายามใดๆ ที่ท้าทายโครงสร้างนี้ถูกมองว่าขัดขวางความก้าวหน้า ทั้งๆ ที่มันคือการปกป้องอนาคต
มังกรที่ ๒ — ต้นทุนจม (Sunk Cost): ไทยลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติและสัญญา Take-or-Pay กับโรงไฟฟ้าก๊าซไปแล้วหลายแสนล้านบาท การยอมรับว่าการลงทุนเหล่านั้นจะต้องถูกตัดออกก่อนเวลา คือสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับทั้งนักการเมืองและผู้บริหาร EGAT/PTT ที่ตัดสินใจเรื่องนั้น
มังกรที่ ๓ — บรรทัดฐานทางสังคมของการเชื่อฟัง: วัฒนธรรมไทยที่เคารพผู้มีอำนาจและหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าตรงๆ ทำให้การตั้งคำถามต่อนโยบายพลังงานสาธารณะเป็นเรื่องที่รู้สึกไม่เหมาะสมทางสังคม โดยเฉพาะในที่สาธารณะที่มีเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ด้วย
มังกรที่ ๔ — กลัวการเปลี่ยนแปลงที่ไร้ผล: ความทรงจำจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองในปี 2553 และ 2563–2564 ที่ถูกปราบปรามหรือไม่เห็นผล ทำให้คนจำนวนมากเชื่อว่าการลงทุนพลังงานและการต่อสู้กับเรื่องนั้น ต่อให้พยายามแค่ไหนก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงอะไรได้จริง
สิ่งที่ทำให้มังกรเหล่านี้อันตรายเป็นพิเศษคือ คนส่วนมากไม่รู้ว่าตัวเองกำลังถูกมังกรตัวไหนจับอยู่ มันซ่อนตัวอยู่ในคำพูดที่ฟังดูสมเหตุสมผล เช่น "เราต้องดูแลเรื่องปากท้องก่อน" หรือ "ประเทศเราเล็กเกินไปที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง" หรือ "รัฐบาลมีผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว"
งานวิจัยบอกว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราเปลี่ยน "บรรทัดฐานทางสังคม" ให้ความกล้าพูดถึงวิกฤตพลังงานกลายเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องเสี่ยง — หรือเมื่อเราเปลี่ยน "เรื่องเล่า" ที่คนใช้ตีความโลก แทนที่ narrative ว่า "การเปลี่ยนแปลงพลังงานคือภาระ" ด้วย narrative ว่า "การพึ่งพาก๊าซคือภาระ"
การเปลี่ยน narrative ไม่ใช่การโกหก
มันคือการทำให้ความจริงที่ซับซ้อนปรากฏออกมาในรูปที่สมองโบราณจะรับได้
และหัวใจที่เหนื่อยล้าจะรู้สึกว่ามันเกี่ยวข้องกับชีวิตตัวเอง
ตั้งแต่รายงาน IPCC ฉบับแรกในปี 2533 นักรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศทั่วโลก รวมถึงในไทย ใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสาร ภาพน้ำแข็งขั้วโลกละลาย แผนที่แสดงพื้นที่จมน้ำ อุณหภูมิที่จะพุ่งเกิน 2 หรือ 3 องศาเซลเซียส สิ่งเหล่านี้ถูกนำเสนอซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสื่อและการประชุม
ปัญหาคือความกลัวทำงานได้ดีสำหรับการกระทำครั้งเดียว ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง จิตใจของมนุษย์ถูกออกแบบมาให้ลดระดับความกลัวให้เร็วที่สุด ไม่ใช่แบกมันไว้ตลอดชีวิต เมื่อความกลัวไม่นำไปสู่การกระทำที่ชัดเจนได้ในทันที มันจะถูกแปลงเป็นความกังวลเรื้อรัง และในที่สุดก็ถูกผลักออกไปสู่ภาวะการปฏิเสธ
แต่สิ่งที่อันตรายกว่าคือ ในสังคมที่ผ่านวิกฤตทางการเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไทย "ถังสำรองของความหวัง" มีน้ำเหลืออยู่น้อยมากแล้ว
ความหวังที่ถูกผูกไว้กับเส้นตาย — "ต้องลด 30% ภายในปี 2573" — คือระเบิดเวลาทางจิตวิทยา เมื่อเส้นตายผ่านไปโดยไม่มีผลลัพธ์ ความผิดหวังที่ตามมาอาจเลวร้ายกว่าการไม่มีความหวังตั้งแต่แรก
รุ่นคนที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองปี 2553 และ 2563–2564 เคยมีความหวังสูงมากว่าการลงมือทำของพวกเขาจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับเป็นการสลายการชุมนุม การฟ้องคดี และโครงสร้างอำนาจที่ยังคงเดิม
เมื่อคนกลุ่มเดียวกันนี้ได้ยินนักรณรงค์สิ่งแวดล้อมพูดว่า "เราต้องร่วมกันกดดันรัฐบาลให้เปลี่ยนนโยบายพลังงาน" ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความตื่นเต้น แต่คือความเหนื่อยล้าสะสม — เพราะพวกเขาเคยลองแล้ว และเคยเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น
นักจิตวิทยาบางคนเสนอทางออกที่น่าสนใจ แทนที่จะหนีไปสู่ความหวังหรือจมอยู่กับความกลัว คือการสร้าง "ความกล้าที่จะอยู่กับความไม่แน่นอน" — ไม่ใช่การรับประกันว่าเราจะชนะ แต่เป็นความเชื่อว่าการกระทำของเราในวันนี้มีความหมาย แม้ว่าเราจะยังไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร
ในบริบทไทย นั่นหมายถึงการหยุดสัญญากับผู้อ่านว่า "ถ้าเราทำสิ่งนี้ ทุกอย่างจะดีขึ้น" แต่เปลี่ยนเป็นการบอกว่า "สิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้มีความหมายต่อคนที่ได้รับผลกระทบ — แม้เราจะยังไม่แน่ใจว่าระบบจะเปลี่ยนเร็วแค่ไหน" การเชื่อมโยงการกระทำกับผลที่เป็นรูปธรรมและใกล้ชิด ไม่ใช่กับการคาดการณ์ระดับโลกในอีกสามสิบปี
สำหรับการทำงานเชิงนโยบาย นั่นแปลว่าชัยชนะเล็กๆ ที่มองเห็นได้ — ชุมชนหนึ่งที่ได้สิทธิ์รู้ข้อมูลมลพิษ, คดีหนึ่งที่ศาลรับฟัง, ร่างกฎหมายหนึ่งที่ผ่าน — มีความสำคัญต่อสุขภาพจิตของขบวนการมากกว่าการประกาศเป้าหมาย Net Zero ที่ดูยิ่งใหญ่แต่ห่างไกล
ศาสตราจารย์ Stanley Cohen นิยาม "denial" ว่าคือ "การรู้และในขณะเดียวกันก็ไม่รู้ — การตระหนักถึงบางสิ่งแต่ในเวลาเดียวกันก็โต้แย้งและนำเสนอสิ่งตรงข้ามในแบบที่น่าเชื่อถือ — แม้แต่กับตัวเอง"
การปฏิเสธในทางจิตวิทยาไม่ใช่สิ่งที่ "คนโง่" หรือ "คนไม่ดี" ทำ มันคือสิ่งที่จิตใจมนุษย์ทุกคนทำเพื่อปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดที่รับไม่ไหว การยอมรับอย่างเต็มที่ว่าวิถีชีวิตที่เราเลือกมีส่วนทำให้คนในมาบตาพุดป่วย หรือว่าหมู่บ้านชาวประมงที่เราไปพักผ่อนกำลังถูกกัดกร่อนโดยคลื่นที่รุนแรงขึ้นเพราะโลกร้อน — นั่นคือความจริงที่เจ็บปวดอย่างมากและต้องการการกระทำที่เปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างลึกซึ้ง
จิตใจจึงสร้างกำแพงป้องกัน
การปฏิเสธว่าไม่รับผิดชอบ: "ไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกแค่ประมาณ 0.8% ของโลก จะเปลี่ยนอะไรได้ถ้าจีนและอเมริกาไม่ร่วมมือ" — เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องบางส่วน แต่ถูกใช้เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อผลกระทบในประเทศของตัวเอง
การปฏิเสธว่าทำไม่ได้: "พลังงานแสงอาทิตย์ยังไม่มีเสถียรภาพพอ" หรือ "ไทยยังต้องการก๊าซอีกนานก่อนที่เทคโนโลยีจะพร้อม" — ซึ่งเป็นเหตุผลที่ NEPO และ EGAT ใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในกระบวนการวางแผน PDP แม้ข้อมูลจากทั่วโลกจะชี้ตรงกันข้าม
การปฏิเสธว่าเดี๋ยวค่อยทำ: "เราอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน" หรือ "มีแผน Net Zero ปี 2608 อยู่แล้ว" — การประกาศเป้าหมายระยะไกลโดยไม่มีเส้นทางที่เป็นรูปธรรมในปัจจุบัน ซึ่ง เราในฐานะ change maker เรียกว่า "การประวิงเวลาที่มีสไตล์"
การปฏิเสธผ่านอัตลักษณ์: ในหมู่ชนชั้นนำที่ผลประโยชน์ผูกพันกับอุตสาหกรรมพลังงาน การยอมรับว่าโครงสร้างที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเป็นปัญหา คือการยอมรับว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากกว่าการปฏิเสธมาก
นักวิจัย Renee Lertzman เสนอแนวทางที่สำคัญ: องค์กรสิ่งแวดล้อมต้องสร้างพื้นที่ที่ไม่ตัดสิน ที่ช่วยให้คนสามารถสำรวจความขัดแย้งภายในใจของตัวเองได้ แทนที่จะยิงข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไปหรือแสดงความไม่พอใจต่อการไม่ยอมรับ
สำหรับการทำงานของ เราในฐานะ change maker นั่นมีความหมายเฉพาะเจาะจง การรายงานเรื่องมาบตาพุดไม่ควรจบด้วยการกล่าวหาว่าใครเฉยเมย แต่ควรสร้างพื้นที่ให้ผู้อ่านได้เห็นว่าความขัดแย้งที่พวกเขารู้สึกอยู่ — ระหว่างความต้องการพลังงานราคาถูกกับความต้องการอากาศสะอาด — เป็นความขัดแย้งที่ถูกสร้างขึ้นโดยระบบที่สามารถออกแบบให้แตกต่างออกไปได้
คนที่อยู่ในภาวะปฏิเสธไม่ใช่ศัตรูของเรา
พวกเขาคือคนที่จิตใจกำลังพยายามรักษาตัวเองจากความเจ็บปวดที่รับไม่ไหว
หน้าที่ของการสื่อสารที่ดีคือการสร้างเส้นทางออกจากความเจ็บปวดนั้น
ไม่ใช่การเพิ่มความเจ็บปวดให้มากขึ้น
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ในปี 2569 ยากกว่ายุคก่อนหน้าคือ ทั้งสี่กระบวนการทางจิตวิทยาเหล่านี้ไม่ได้ทำงานแยกกัน — มันทำงานซ้อนทับกันและเสริมฤทธิ์กัน
สมองโบราณถูกครอบงำด้วยวิกฤตที่มองเห็นและเฉียบพลันกว่า — ค่าครองชีพ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น มังกรแห่งความเฉื่อยชาถูกเสริมกำลังโดยโครงสร้างที่ปิดกั้นการมีส่วนร่วม ทำให้ความรู้สึกว่า "ทำไปก็ไม่มีประโยชน์" แข็งแกร่งขึ้น ความกลัวสะสมจนกลายเป็นความเหนื่อยล้าและความเฉยชา และการปฏิเสธกลายเป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อทั้งหมดนี้ทำงานพร้อมกัน
ผลลัพธ์คือสิ่งที่นักวิจัยเรียกว่า "climate silence" — ความเงียบเกี่ยวกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพราะคนไม่รู้ แต่เพราะการพูดถึงมันนำความรู้สึกที่รับไม่ไหวมาให้ในบริบทที่ไม่มีเส้นทางออกที่ชัดเจน
ตั้งแต่การเลือกตั้ง 2562 ที่ผลถูกตั้งคำถาม → โควิด-19 และการพังทลายของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว → การชุมนุมและการปราบปรามปี 2563–2564 → วิกฤตค่าครองชีพและค่าไฟปี 2565–2566 → ความขัดแย้งช่องแคบฮอร์มุซและราคา LNG ปี 2568–2569 → เศรษฐกิจชะลอตัวจากสงครามภาษี
แต่ละวิกฤตดูดพลังงานทางอารมณ์ออกจากสังคมโดยไม่มีช่วงพักฟื้น ขณะที่วิกฤตสภาพภูมิอากาศ — ที่ช้าที่สุดและนามธรรมที่สุด — ถูกผลักออกไปเรื่อยๆ
การเข้าใจสี่ทฤษฎีนี้ไม่ใช่การยกโทษให้กับความเฉื่อยชาของสังคม แต่คือการเปลี่ยนจากการตั้งคำถามว่า "ทำไมคนไม่โกรธมากกว่านี้" ไปสู่การถามว่า "เราต้องออกแบบการสื่อสารอย่างไรให้มันทำงานกับจิตใจที่มีอยู่จริง ไม่ใช่จิตใจในอุดมคติ"
สำหรับ เราในฐานะ change maker มันหมายถึงสี่สิ่งที่เป็นรูปธรรม หนึ่ง — ทำให้ปัญหาเป็นรูปธรรมและมีใบหน้า สมองโบราณตอบสนองต่อคน ไม่ใช่ตัวเลข เราต้องบอกเรื่องราวของชาวมาบตาพุด ไม่แค่ค่า PM2.5 สอง — ระบุ "มังกร" ให้ถูกตัว ก่อนจะโน้มน้าวใคร เราต้องรู้ว่าเขาติดอยู่กับมังกรตัวไหน ความไม่รู้ ความไม่เชื่อ หรือความรู้สึกไร้อำนาจ สาม — เชื่อมชัยชนะเล็กๆ ให้เห็นได้ แทนที่จะสัญญาว่าอนาคตจะสดใสถ้าเราร่วมกันทำบางอย่าง เราต้องแสดงว่าสิ่งที่ทำในวันนี้กำลังเปลี่ยนแปลงชีวิตคนจริงๆ อยู่แล้ว สี่ — สร้างพื้นที่ให้การปฏิเสธได้รับการรับรู้ ไม่ใช่การลงโทษ คนที่กำลังปฏิเสธต้องการพื้นที่สำรวจ ไม่ใช่การถูกกล่าวหา
งานวิจัยด้านจิตวิทยาสภาพภูมิอากาศสรุปได้ว่า นักรณรงค์ที่เพิกเฉยต่อกระบวนการทางจิตใจของผู้คนจะสร้างความเสียหายมากกว่าประโยชน์ในระยะยาว ไม่ใช่เพราะสิ่งที่พวกเขาพูดผิด แต่เพราะวิธีที่พวกเขาพูดนั้นทำให้จิตใจของผู้ฟังปิดตัวลงมากกว่าเปิดออก
ในสังคมไทยที่กำลังเหนื่อยล้าจาก polycrisis ซ้อนทับกับโครงสร้างทางการเมืองที่ปิดกั้นการมีส่วนร่วม การสื่อสารที่เคารพความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์ไม่ใช่ทางเลือก — มันคือเงื่อนไขเบื้องต้นของการเปลี่ยนแปลง
| Cookie name | Active |
|---|
สถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ)
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก
รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา
รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่ www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.