จิตใจที่ไม่สะดวก — taragraphies
taragraphies
บทวิเคราะห์ · Climate Psychology · Thailand
จิตวิทยาสภาพภูมิอากาศ · Inconvenient Mind

An Inconvenient Mind
ถึงเราจะรู้ แต่ทำไมไม่ลงมือทำ

สี่ทฤษฎีจิตวิทยาที่อธิบายว่าทำไมสังคมที่รู้ดีว่าวิกฤตโลกร้อนกำลังเกิดขึ้น กลับยังคงติดอยู่กับโครงสร้างที่สร้างปัญหานั้นขึ้นมาตั้งแต่ต้น

มิถุนายน 2569

ในการประชุมสาธารณะเกี่ยวกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ครั้งหนึ่งในกรุงเทพฯ นักวิชาการด้านพลังงานอ่านสไลด์ที่ระบุว่าไทยจะยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าเกินกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมดไปจนถึงอย่างน้อยปี 2580 ผู้เข้าร่วมประชุมพยักหน้า จดบันทึก แล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ไม่มีเสียงโห่ร้อง ไม่มีความโกรธ ไม่มีการลงมือทำอะไรเป็นรูปธรรมในทันที

คนเหล่านั้น "รู้" ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขารู้ว่าก๊าซธรรมชาติปล่อยก๊าซเรือนกระจก รู้ว่าอุณหภูมิโลกกำลังสูงขึ้น รู้ว่าสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวที่กำลังถูกลงนามอยู่นั้นจะผูกมัดประเทศไปอีกสามสิบปี แต่ความรู้นั้นไม่ได้แปลงออกมาเป็นการกระทำ

ทำไม? นักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรมตอบว่า เพราะจิตใจของมนุษย์ถูกออกแบบมาให้ทำสิ่งนั้นได้ยากมาก บทความนี้นำสี่ทฤษฎีจากงานวิจัยจิตวิทยาสภาพภูมิอากาศของ Mindworks มาวางทับบนแผนที่สังคมการเมืองไทย เพื่ออธิบายช่องว่างระหว่างการรู้กับการทำ — และว่า เราในฐานะ change maker จะเดินในช่องว่างนั้นอย่างไร


I
ทฤษฎีที่หนึ่ง · Theory One

สมองโบราณ — วิวัฒนาการที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อวิกฤตโลกร้อน

มนุษย์ใช้ชีวิตเป็นนักล่าสัตว์มาเกือบตลอด 350,000 ปีของการวิวัฒนาการ สมองของเราถูกออกแบบมาให้ตอบสนองต่อภัยที่อยู่ต่อหน้า ที่มองเห็นได้ด้วยตา และที่เกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ภัยที่จะมาถึงในอีกสามสิบปีข้างหน้าและมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

วิกฤตสภาพภูมิอากาศขัดแย้งกับการทำงานของสมองโบราณในทุกมิติ มันช้า ค่อยๆ เปลี่ยน ไม่มีใบหน้าที่ระบุตัวตนได้ในฐานะ "ผู้ร้าย" และผลกระทบที่รุนแรงที่สุดดูเหมือนจะอยู่ในอนาคตอีกไกล นักจิตวิทยาเรียกชุดของข้อจำกัดนี้ว่า cognitive biases — อคติทางความคิดที่เป็นผลจากวิวัฒนาการ ไม่ใช่ความโง่เขลาหรือความไม่รับผิดชอบ

ในบริบทของไทย สมองโบราณทำงานได้อย่างน่าสนใจ เมื่อเกิดอุทกภัยใหญ่ปี 2554 คนไทยทั้งประเทศตื่นตัว เพราะนั่นคือภัยที่เห็นได้ ที่ปรากฏทันที ที่มีผลกระทบต่อบ้านและทรัพย์สินในทันที แต่ทันทีที่น้ำลด ความตื่นตัวนั้นก็ลดลงตาม แม้ว่าสาเหตุเชิงโครงสร้างที่ทำให้น้ำท่วมรุนแรงขึ้น — การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, การพัฒนาพื้นที่รับน้ำ — ยังคงอยู่เหมือนเดิม

อคติทางความคิดในบริบทไทย · Cognitive Biases in Thailand

อคติการมองเห็น (Salience Bias): หมอกควัน PM2.5 ในเชียงใหม่ที่มองเห็นได้ด้วยตาสร้างการตอบสนองทางนโยบายมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มองไม่เห็น แม้ทั้งสองจะมาจากรูปแบบพลังงานเดียวกัน

อคติต่อการเปลี่ยนแปลงที่ช้า (Boiling Frog): อุณหภูมิเฉลี่ยในไทยสูงขึ้นแล้ว 1.5 องศาเซลเซียสในรอบ 60 ปี — แต่เพราะการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทีละน้อย ผู้คนส่วนมากไม่รู้สึกถึงมันในชีวิตประจำวัน

อคติการมองอนาคตในแง่ดี (Optimism Bias): ทำให้ผู้กำหนดนโยบายเชื่อว่า "เริ่มทีหลังก็ยังทัน" — รากเหง้าของการประวิงเวลา Net Zero ที่ยังไม่มีเส้นทางชัดเจนในแผน PDP ฉบับปัจจุบัน

อคติต่อภัยที่มีผู้ร้ายชัดเจน (Intentional Threat Bias): ไม่มีใคร "ตั้งใจ" ทำให้โลกร้อน ซึ่งทำให้สมองเราให้ความสำคัญกับมันน้อยกว่าปัญหาที่มีผู้กระทำที่ระบุตัวตนได้ อย่างเช่น การฉ้อราษฎร์บังหลวงหรืออาชญากรรม

สมองของเราถูกออกแบบมาสำหรับการล่าแมมมอธ ไม่ใช่สำหรับการต่อรองสัญญา Take-or-Pay ที่จะผูกมัดโครงสร้างพลังงานไว้อีกสามสิบปี

นี่คือเหตุผลที่การนำเสนอข้อมูลวิทยาศาสตร์ในรูปแบบของตัวเลขและกราฟมักไม่สร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทางการเมือง สมองโบราณไม่ถูกกระตุ้นด้วยข้อมูลนามธรรม — มันถูกกระตุ้นด้วยเรื่องราวที่เป็นรูปธรรม มีตัวละคร มีผลกระทบที่มองเห็นได้ และเกิดขึ้นที่นี่ เดี๋ยวนี้

สำหรับ เราในฐานะ change maker นั่นหมายถึงการบอกเล่าเรื่องราวของชาวมาบตาพุดที่สูดหายใจกับมลพิษทุกวัน ไม่ใช่แค่ตัวเลขค่า PM2.5 มันหมายถึงการทำให้สัญญา Take-or-Pay มีใบหน้าและมีราคาที่ประชาชนเข้าใจได้ว่ากำลังจ่ายให้ใครอยู่


II
ทฤษฎีที่สอง · Theory Two

มังกรแห่งความเฉื่อยชา — อุปสรรคที่ซ่อนอยู่ในชีวิตและความเชื่อ

แม้เราจะรู้ว่าวิกฤตโลกร้อนเป็นเรื่องจริง ยังมีอุปสรรคอีกชุดหนึ่งที่กันเราไว้จากการลงมือทำ นักจิตวิทยา Robert Gifford เรียกสิ่งเหล่านี้ว่า "Dragons of Inaction" หรือ มังกรแห่งความเฉื่อยชา — ไม่ใช่อคติที่มาจากวิวัฒนาการ แต่มาจากชีวิต ความเชื่อ และโครงสร้างสังคมที่เราเติบโตมา

ในสังคมไทย มังกรเหล่านี้มีรูปร่างหน้าตาที่เฉพาะตัวมากและต่างจากบริบทตะวันตกที่งานวิจัยเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ

มังกรที่พบในสังคมไทย · Thai-Specific Dragons

มังกรที่ ๑ — อุดมการณ์การพัฒนา: ความเชื่อว่า "การพัฒนา" คือการสร้างโรงไฟฟ้าและนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ฝังรากลึกในนโยบายตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ถึงปัจจุบัน ความพยายามใดๆ ที่ท้าทายโครงสร้างนี้ถูกมองว่าขัดขวางความก้าวหน้า ทั้งๆ ที่มันคือการปกป้องอนาคต

มังกรที่ ๒ — ต้นทุนจม (Sunk Cost): ไทยลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติและสัญญา Take-or-Pay กับโรงไฟฟ้าก๊าซไปแล้วหลายแสนล้านบาท การยอมรับว่าการลงทุนเหล่านั้นจะต้องถูกตัดออกก่อนเวลา คือสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับทั้งนักการเมืองและผู้บริหาร EGAT/PTT ที่ตัดสินใจเรื่องนั้น

มังกรที่ ๓ — บรรทัดฐานทางสังคมของการเชื่อฟัง: วัฒนธรรมไทยที่เคารพผู้มีอำนาจและหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าตรงๆ ทำให้การตั้งคำถามต่อนโยบายพลังงานสาธารณะเป็นเรื่องที่รู้สึกไม่เหมาะสมทางสังคม โดยเฉพาะในที่สาธารณะที่มีเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ด้วย

มังกรที่ ๔ — กลัวการเปลี่ยนแปลงที่ไร้ผล: ความทรงจำจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองในปี 2553 และ 2563–2564 ที่ถูกปราบปรามหรือไม่เห็นผล ทำให้คนจำนวนมากเชื่อว่าการลงทุนพลังงานและการต่อสู้กับเรื่องนั้น ต่อให้พยายามแค่ไหนก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงอะไรได้จริง

สิ่งที่ทำให้มังกรเหล่านี้อันตรายเป็นพิเศษคือ คนส่วนมากไม่รู้ว่าตัวเองกำลังถูกมังกรตัวไหนจับอยู่ มันซ่อนตัวอยู่ในคำพูดที่ฟังดูสมเหตุสมผล เช่น "เราต้องดูแลเรื่องปากท้องก่อน" หรือ "ประเทศเราเล็กเกินไปที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง" หรือ "รัฐบาลมีผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว"

งานวิจัยบอกว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราเปลี่ยน "บรรทัดฐานทางสังคม" ให้ความกล้าพูดถึงวิกฤตพลังงานกลายเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องเสี่ยง — หรือเมื่อเราเปลี่ยน "เรื่องเล่า" ที่คนใช้ตีความโลก แทนที่ narrative ว่า "การเปลี่ยนแปลงพลังงานคือภาระ" ด้วย narrative ว่า "การพึ่งพาก๊าซคือภาระ"

การเปลี่ยน narrative ไม่ใช่การโกหก
มันคือการทำให้ความจริงที่ซับซ้อนปรากฏออกมาในรูปที่สมองโบราณจะรับได้
และหัวใจที่เหนื่อยล้าจะรู้สึกว่ามันเกี่ยวข้องกับชีวิตตัวเอง


III
ทฤษฎีที่สาม · Theory Three

ความกลัวและความหวัง — เครื่องมือที่ใช้ผิดวิธีมาหลายสิบปี

ตั้งแต่รายงาน IPCC ฉบับแรกในปี 2533 นักรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศทั่วโลก รวมถึงในไทย ใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสาร ภาพน้ำแข็งขั้วโลกละลาย แผนที่แสดงพื้นที่จมน้ำ อุณหภูมิที่จะพุ่งเกิน 2 หรือ 3 องศาเซลเซียส สิ่งเหล่านี้ถูกนำเสนอซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสื่อและการประชุม

ปัญหาคือความกลัวทำงานได้ดีสำหรับการกระทำครั้งเดียว ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง จิตใจของมนุษย์ถูกออกแบบมาให้ลดระดับความกลัวให้เร็วที่สุด ไม่ใช่แบกมันไว้ตลอดชีวิต เมื่อความกลัวไม่นำไปสู่การกระทำที่ชัดเจนได้ในทันที มันจะถูกแปลงเป็นความกังวลเรื้อรัง และในที่สุดก็ถูกผลักออกไปสู่ภาวะการปฏิเสธ

แต่สิ่งที่อันตรายกว่าคือ ในสังคมที่ผ่านวิกฤตทางการเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไทย "ถังสำรองของความหวัง" มีน้ำเหลืออยู่น้อยมากแล้ว

ความหวังที่ถูกผูกไว้กับเส้นตาย — "ต้องลด 30% ภายในปี 2573" — คือระเบิดเวลาทางจิตวิทยา เมื่อเส้นตายผ่านไปโดยไม่มีผลลัพธ์ ความผิดหวังที่ตามมาอาจเลวร้ายกว่าการไม่มีความหวังตั้งแต่แรก

วิกฤตความหวังในสังคมไทย · Thailand's Depleted Hope

รุ่นคนที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองปี 2553 และ 2563–2564 เคยมีความหวังสูงมากว่าการลงมือทำของพวกเขาจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับเป็นการสลายการชุมนุม การฟ้องคดี และโครงสร้างอำนาจที่ยังคงเดิม

เมื่อคนกลุ่มเดียวกันนี้ได้ยินนักรณรงค์สิ่งแวดล้อมพูดว่า "เราต้องร่วมกันกดดันรัฐบาลให้เปลี่ยนนโยบายพลังงาน" ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความตื่นเต้น แต่คือความเหนื่อยล้าสะสม — เพราะพวกเขาเคยลองแล้ว และเคยเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น

นักจิตวิทยาบางคนเสนอทางออกที่น่าสนใจ แทนที่จะหนีไปสู่ความหวังหรือจมอยู่กับความกลัว คือการสร้าง "ความกล้าที่จะอยู่กับความไม่แน่นอน" — ไม่ใช่การรับประกันว่าเราจะชนะ แต่เป็นความเชื่อว่าการกระทำของเราในวันนี้มีความหมาย แม้ว่าเราจะยังไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร

ในบริบทไทย นั่นหมายถึงการหยุดสัญญากับผู้อ่านว่า "ถ้าเราทำสิ่งนี้ ทุกอย่างจะดีขึ้น" แต่เปลี่ยนเป็นการบอกว่า "สิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้มีความหมายต่อคนที่ได้รับผลกระทบ — แม้เราจะยังไม่แน่ใจว่าระบบจะเปลี่ยนเร็วแค่ไหน" การเชื่อมโยงการกระทำกับผลที่เป็นรูปธรรมและใกล้ชิด ไม่ใช่กับการคาดการณ์ระดับโลกในอีกสามสิบปี

สำหรับการทำงานเชิงนโยบาย นั่นแปลว่าชัยชนะเล็กๆ ที่มองเห็นได้ — ชุมชนหนึ่งที่ได้สิทธิ์รู้ข้อมูลมลพิษ, คดีหนึ่งที่ศาลรับฟัง, ร่างกฎหมายหนึ่งที่ผ่าน — มีความสำคัญต่อสุขภาพจิตของขบวนการมากกว่าการประกาศเป้าหมาย Net Zero ที่ดูยิ่งใหญ่แต่ห่างไกล


IV
ทฤษฎีที่สี่ · Theory Four

การปฏิเสธ — รู้อยู่แต่เลือกไม่รู้ เพราะการรู้นั้นเจ็บเกินไป

ศาสตราจารย์ Stanley Cohen นิยาม "denial" ว่าคือ "การรู้และในขณะเดียวกันก็ไม่รู้ — การตระหนักถึงบางสิ่งแต่ในเวลาเดียวกันก็โต้แย้งและนำเสนอสิ่งตรงข้ามในแบบที่น่าเชื่อถือ — แม้แต่กับตัวเอง"

การปฏิเสธในทางจิตวิทยาไม่ใช่สิ่งที่ "คนโง่" หรือ "คนไม่ดี" ทำ มันคือสิ่งที่จิตใจมนุษย์ทุกคนทำเพื่อปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดที่รับไม่ไหว การยอมรับอย่างเต็มที่ว่าวิถีชีวิตที่เราเลือกมีส่วนทำให้คนในมาบตาพุดป่วย หรือว่าหมู่บ้านชาวประมงที่เราไปพักผ่อนกำลังถูกกัดกร่อนโดยคลื่นที่รุนแรงขึ้นเพราะโลกร้อน — นั่นคือความจริงที่เจ็บปวดอย่างมากและต้องการการกระทำที่เปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างลึกซึ้ง

จิตใจจึงสร้างกำแพงป้องกัน

รูปแบบการปฏิเสธในบริบทไทย · Forms of Denial in Thailand

การปฏิเสธว่าไม่รับผิดชอบ: "ไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกแค่ประมาณ 0.8% ของโลก จะเปลี่ยนอะไรได้ถ้าจีนและอเมริกาไม่ร่วมมือ" — เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องบางส่วน แต่ถูกใช้เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อผลกระทบในประเทศของตัวเอง

การปฏิเสธว่าทำไม่ได้: "พลังงานแสงอาทิตย์ยังไม่มีเสถียรภาพพอ" หรือ "ไทยยังต้องการก๊าซอีกนานก่อนที่เทคโนโลยีจะพร้อม" — ซึ่งเป็นเหตุผลที่ NEPO และ EGAT ใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในกระบวนการวางแผน PDP แม้ข้อมูลจากทั่วโลกจะชี้ตรงกันข้าม

การปฏิเสธว่าเดี๋ยวค่อยทำ: "เราอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน" หรือ "มีแผน Net Zero ปี 2608 อยู่แล้ว" — การประกาศเป้าหมายระยะไกลโดยไม่มีเส้นทางที่เป็นรูปธรรมในปัจจุบัน ซึ่ง เราในฐานะ change maker เรียกว่า "การประวิงเวลาที่มีสไตล์"

การปฏิเสธผ่านอัตลักษณ์: ในหมู่ชนชั้นนำที่ผลประโยชน์ผูกพันกับอุตสาหกรรมพลังงาน การยอมรับว่าโครงสร้างที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเป็นปัญหา คือการยอมรับว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากกว่าการปฏิเสธมาก

นักวิจัย Renee Lertzman เสนอแนวทางที่สำคัญ: องค์กรสิ่งแวดล้อมต้องสร้างพื้นที่ที่ไม่ตัดสิน ที่ช่วยให้คนสามารถสำรวจความขัดแย้งภายในใจของตัวเองได้ แทนที่จะยิงข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไปหรือแสดงความไม่พอใจต่อการไม่ยอมรับ

สำหรับการทำงานของ เราในฐานะ change maker นั่นมีความหมายเฉพาะเจาะจง การรายงานเรื่องมาบตาพุดไม่ควรจบด้วยการกล่าวหาว่าใครเฉยเมย แต่ควรสร้างพื้นที่ให้ผู้อ่านได้เห็นว่าความขัดแย้งที่พวกเขารู้สึกอยู่ — ระหว่างความต้องการพลังงานราคาถูกกับความต้องการอากาศสะอาด — เป็นความขัดแย้งที่ถูกสร้างขึ้นโดยระบบที่สามารถออกแบบให้แตกต่างออกไปได้

คนที่อยู่ในภาวะปฏิเสธไม่ใช่ศัตรูของเรา
พวกเขาคือคนที่จิตใจกำลังพยายามรักษาตัวเองจากความเจ็บปวดที่รับไม่ไหว
หน้าที่ของการสื่อสารที่ดีคือการสร้างเส้นทางออกจากความเจ็บปวดนั้น
ไม่ใช่การเพิ่มความเจ็บปวดให้มากขึ้น


บทสังเคราะห์ · Synthesis

เมื่อทั้งสี่ทฤษฎีทำงานพร้อมกันในยุค Polycrisis

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ในปี 2569 ยากกว่ายุคก่อนหน้าคือ ทั้งสี่กระบวนการทางจิตวิทยาเหล่านี้ไม่ได้ทำงานแยกกัน — มันทำงานซ้อนทับกันและเสริมฤทธิ์กัน

สมองโบราณถูกครอบงำด้วยวิกฤตที่มองเห็นและเฉียบพลันกว่า — ค่าครองชีพ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น มังกรแห่งความเฉื่อยชาถูกเสริมกำลังโดยโครงสร้างที่ปิดกั้นการมีส่วนร่วม ทำให้ความรู้สึกว่า "ทำไปก็ไม่มีประโยชน์" แข็งแกร่งขึ้น ความกลัวสะสมจนกลายเป็นความเหนื่อยล้าและความเฉยชา และการปฏิเสธกลายเป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อทั้งหมดนี้ทำงานพร้อมกัน

ผลลัพธ์คือสิ่งที่นักวิจัยเรียกว่า "climate silence" — ความเงียบเกี่ยวกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพราะคนไม่รู้ แต่เพราะการพูดถึงมันนำความรู้สึกที่รับไม่ไหวมาให้ในบริบทที่ไม่มีเส้นทางออกที่ชัดเจน

Polycrisis ไทย 2562–2569 · Thailand's Overlapping Shocks

ตั้งแต่การเลือกตั้ง 2562 ที่ผลถูกตั้งคำถาม → โควิด-19 และการพังทลายของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว → การชุมนุมและการปราบปรามปี 2563–2564 → วิกฤตค่าครองชีพและค่าไฟปี 2565–2566 → ความขัดแย้งช่องแคบฮอร์มุซและราคา LNG ปี 2568–2569 → เศรษฐกิจชะลอตัวจากสงครามภาษี

แต่ละวิกฤตดูดพลังงานทางอารมณ์ออกจากสังคมโดยไม่มีช่วงพักฟื้น ขณะที่วิกฤตสภาพภูมิอากาศ — ที่ช้าที่สุดและนามธรรมที่สุด — ถูกผลักออกไปเรื่อยๆ


ทางออก · Way Forward

จาก "ทำไมคนไม่ทำ" สู่ "เราต้องสื่อสารอะไรต่างออกไป"

การเข้าใจสี่ทฤษฎีนี้ไม่ใช่การยกโทษให้กับความเฉื่อยชาของสังคม แต่คือการเปลี่ยนจากการตั้งคำถามว่า "ทำไมคนไม่โกรธมากกว่านี้" ไปสู่การถามว่า "เราต้องออกแบบการสื่อสารอย่างไรให้มันทำงานกับจิตใจที่มีอยู่จริง ไม่ใช่จิตใจในอุดมคติ"

สำหรับ เราในฐานะ change maker มันหมายถึงสี่สิ่งที่เป็นรูปธรรม หนึ่ง — ทำให้ปัญหาเป็นรูปธรรมและมีใบหน้า สมองโบราณตอบสนองต่อคน ไม่ใช่ตัวเลข เราต้องบอกเรื่องราวของชาวมาบตาพุด ไม่แค่ค่า PM2.5 สอง — ระบุ "มังกร" ให้ถูกตัว ก่อนจะโน้มน้าวใคร เราต้องรู้ว่าเขาติดอยู่กับมังกรตัวไหน ความไม่รู้ ความไม่เชื่อ หรือความรู้สึกไร้อำนาจ สาม — เชื่อมชัยชนะเล็กๆ ให้เห็นได้ แทนที่จะสัญญาว่าอนาคตจะสดใสถ้าเราร่วมกันทำบางอย่าง เราต้องแสดงว่าสิ่งที่ทำในวันนี้กำลังเปลี่ยนแปลงชีวิตคนจริงๆ อยู่แล้ว สี่ — สร้างพื้นที่ให้การปฏิเสธได้รับการรับรู้ ไม่ใช่การลงโทษ คนที่กำลังปฏิเสธต้องการพื้นที่สำรวจ ไม่ใช่การถูกกล่าวหา

งานวิจัยด้านจิตวิทยาสภาพภูมิอากาศสรุปได้ว่า นักรณรงค์ที่เพิกเฉยต่อกระบวนการทางจิตใจของผู้คนจะสร้างความเสียหายมากกว่าประโยชน์ในระยะยาว ไม่ใช่เพราะสิ่งที่พวกเขาพูดผิด แต่เพราะวิธีที่พวกเขาพูดนั้นทำให้จิตใจของผู้ฟังปิดตัวลงมากกว่าเปิดออก

ในสังคมไทยที่กำลังเหนื่อยล้าจาก polycrisis ซ้อนทับกับโครงสร้างทางการเมืองที่ปิดกั้นการมีส่วนร่วม การสื่อสารที่เคารพความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์ไม่ใช่ทางเลือก — มันคือเงื่อนไขเบื้องต้นของการเปลี่ยนแปลง

"Denial is both to know and simultaneously not-to-know."
— Stanley Cohen

หน้าที่ของเราคือสร้างเส้นทางออกจากความรู้สึกนั้น
ไม่ใช่การเพิ่มแรงกดดันให้มากขึ้น
Tagged: จิตวิทยา · Cognitive Bias · Denial · Polycrisis · การรณรงค์ · Climate Communication · Thailand
We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading