Taragraphies — Header Component

การสังเกตการณ์โลกผ่านอาณาจักรสัตว์

การออกแบบระบบสังเกตการณ์โลกเป็นแบบฝึกหัดในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ดาวเทียมอาจรวบรวมข้อมูลในความละเอียดเชิงพื้นที่ที่ดี ที่ความถี่สูงในแง่ของเวลา หรือมีช่วงความยาวคลื่นกว้าง แต่ไม่ใช่ข้อมูลทั้งสามแบบในคราวเดียวกัน ระบบภาคพื้นดิน เช่น สถานีตรวจอากาศ สามารถรวบรวมข้อมูลที่หลากหลายได้บ่อยครั้ง แต่เป็นการสุ่มตัวอย่างเพียงตําแหน่งเดียวและสถานีตรวจอากาศภาคพื้นดินมีการกระจายไม่เท่ากันทั่วโลก มีอีกแนวทางหนึ่งในการรวบรวมการสังเกตการณ์โลก สิ่งที่สามารถเติมเต็มช่องว่างข้อมูลสภาพอากาศและสภาพภูมิอากาศ คือ “อาณาจักรสัตว์” ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สิ่งมีชีวิตหลายหมื่นตัว ตั้งแต่นกกระสาและกวางคาริบู ไปจนถึงช้างและแมวน้ํายักษ์ ถูกติดเซ็นเซอร์เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกมัน ซึ่งรวมถึงพื้นที่ที่มืดทึบ มีเมฆมาก ปกคลุมด้วยน้ําแข็ง หรือผืนป่าที่หนาแน่นเกินไปที่ดาวเทียมจะบันทึกได้ หรือพื้นที่กันดาร ห่างไกล หรือไม่เอื้ออํานวยให้มนุษย์เข้าถึง นักวิทยาศาสตร์กําลังตระหนักถึงพลังของการสังเกตสัตว์มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อปรับปรุงการตรวจสอบสภาพอากาศและเปิดเผยกระบวนการของโลกในรายละเอียดที่ละเอียดยิ่งขึ้น “สัตว์เป็นองค์ประกอบสําคัญของการสังเกตโลก” นักนิเวศวิทยา ดิเอโก เอลลิส โซโต(Diego Ellis Soto) นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่มหาวิทยาลัยเยลและ NASA FINESST (นักวิจัยในอนาคตของ NASA Earth and space Science and Technology) กล่าว ในบทความล่าสุดใน Nature Climate Change เอลลิส โซโตและเพื่อนร่วมงานได้วางแผนกรณีศึกษาและวิสัยทัศน์ในการทําให้ข้อมูลการติดตามสัตว์เป็นส่วนหนึ่งของชุดเครื่องมือมาตรฐานเพื่อการศึกษาโลกของเรา การเริ่มต้นคือพิจารณาว่า การศึกษาเพียงสปีชีส์เดียวในพื้นที่ใดพื้นหนึ่งของโลกจะสามารถรวบรวมข้อมูลที่ครอบคลุมเชิงพื้นที่และเชิงเวลาที่ไม่เหมือนใครได้อย่างไร […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings