Taragraphies — Header Component

การคาดการณ์เอลนีโญและความมั่นคงทางอาหาร

ปรากฏการณ์เอลนีโญที่ก่อตัวในขณะนี้ได้ก่อกวนแบบแผนปริมาณน้ำฝนทั่วโลก โดยมีผลกระทบหลายอย่างต่อการผลิตอาหาร นักวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Famine Early Warning Systems Network (FEWS NET) ระบุว่า ฝนตกมากเกินไปในบางพื้นที่ และน้อยเกินไปในบางพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อผลผลิตพืชผล และทำให้ผู้คน 110 ล้านคนต้องการความช่วยเหลือด้านอาหาร เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์สภาพภูมิอากาศตามธรรมชาติจากการที่อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลอุ่นกว่าปกติในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางและตะวันออก การที่น้ำทะเลพื้นผิวอุ่นขึ้นตามวัฏจักรนี้ทำหน้าที่เหมือนก้อนหินที่อยู่กลางลำธาร ซึ่งขัดขวางการไหลเวียนของบรรยากาศในลักษณะที่เปลี่ยนแบบแผนของฝน คาดว่าจะมีสภาพอากาศชื้นมากขึ้นทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกาและจะงอยแอฟริกา และสภาพอากาศที่แห้งแล้งยิ่งขึ้นน่าจะปกคลุมทางตอนใต้ของแอฟริกา ละตินอเมริกา ออสเตรเลีย และบางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหตุการณ์เอลนีโญในปีนี้ซึ่งจะรุนแรงขึ้นต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2566 ก่อนที่จะคลี่คลายไปในกลางปี 2567 คาดว่าจะมีส่วนทำให้เกิดความไม่มั่นคงด้านอาหารในระดับสูงในบางภูมิภาค แผนที่ด้านบนพัฒนาโดยพันธมิตรของ FEWS NET แสดงให้เห็นผลกระทบที่คาดการณ์ไว้ของปรากฏการณ์เอลนีโญต่อพืชผลสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญ รวมถึงข้าวสาลี ข้าวโพด (ข้าวโพด) ข้าว ถั่วเหลือง และข้าวฟ่าง แผนที่นี้อิงจากการวิเคราะห์ผลผลิตพืชผลในอดีตและข้อมูลสภาพภูมิอากาศระหว่างปี ค.ศ. 1961 ถึง 2020 นักวิทยาศาสตร์จาก NASA Harvest และศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ดของ NASA/ NOAA/มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ และศูนย์วิจัยด้านความเสี่ยงของสภาพภูมิอากาศของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตา บาร์บารา มีส่วนในการพัฒนาแผนที่ […]

ฝนทิ้งช่วงยาวนานนำไปสู่วิกฤติอาหารในแอฟริกาตะวันออก

หลังจากฤดูฝนที่ล้มเหลวติดต่อกัน 3 ฤดู ผู้คนมากกว่า 20 ล้านคนในแอฟริกาตะวันออกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านความมั่นคงด้านอาหารที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 35 ปี ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศและการเกษตรกำลังให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลและหน่วยงานบรรเทาทุกข์เพื่อคาดหวังถึงความต้องการที่สำคัญสำหรับความช่วยเหลือด้านอาหารในโซมาเลีย เคนยา และเอธิโอเปีย วิกฤตสภาพภูมิอากาศและสภาวะลานีญาที่กำลังดำเนินอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งอยู่ห่างออกไปครึ่งโลก มีส่วนทำให้เกิดสภาพอากาศที่แห้งแล้งอย่างต่อเนื่อง และอาจนำความแห้งแล้งเพิ่มขึ้นอีกในฤดูฝนถัดไป คำเตือนมาจากเครือข่ายระบบเตือนภัยทุกภิกขภัยล่วงหน้า (FEWS NET) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่สนับสนุนโดยหน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา (USAID) FEWS NET รวบรวมการวิเคราะห์ระดับโลกและระดับภูมิภาคเกี่ยวกับความมั่นคงด้านอาหาร (โดยเฉพาะเงื่อนไขสำหรับการทำฟาร์มและการเลี้ยงปศุสัตว์) เพื่อช่วยรัฐบาลและหน่วยงานบรรเทาทุกข์ในการวางแผนและตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรม หน่วยงานในสหรัฐอเมริกาหลายแห่งสนับสนุน FEWS NET ส่วน NASA สนับสนุนภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลสภาพภูมิอากาศและสภาพอากาศ ประเทศเขตร้อนใน Horn of Africa มักจะมีฤดูฝนสองฤดู : ฤดู Gu ในเดือนมีนาคม เมษายน และพฤษภาคม และฤดู Deyr ในเดือนตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม ฤดู Deyr ปี 2020 และ 2021 นั้นทั้งแห้งแล้งกว่าปกติอย่างมาก และปี 2021 […]

วาระสิ่งแวดล้อมผ่านงานรณรงค์ของกรีนพีซปี 2556

พ.ศ. 2556 เป็นปีที่ 13 ของกรีนพีซในการปฏิบัติการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิภาคที่ทวีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในทางเศรษฐกิจและการเมืองภายใต้ระบบโลกาภิวัฒน์โดยมีกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมเป็นกลจักรใหญ่บ่อนทำลายทำลายฐานทรัพยากรและระบบนิเวศ งานรณรงค์ของกรีนพีซเพื่อยุติการทำลายป่าฝนเขตร้อนและปฏิวัติพลังงานหมุนเวียนคือกุญแจสำคัญในการลดอัตราเร่งของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศโลกที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วและเป็นหายนะ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่ล่อแหลมที่สุดและมีความสามารถในการเตรียมการรับมือน้อยที่สุดจากหายนะที่เกิดขึ้น ในสถานการณ์ที่ข้าวยากหมากแพงอันเป็นผลมาจากความไม่เท่าเทียมของการกระจายความมั่งคั่งและวิกฤตสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วซึ่งนำไปสู่ความทุกข์ยากที่เพิ่มมากขึ้นของผู้ยากไร้ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของโลก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นจึงมิได้เป็นแต่เพียงศูนย์กลางแห่งความหลากหลายทางชีวภาพและแหล่งกำเนิดพืชพรรณโดยเฉพาะข้าว เป็นต้น หากยังเป็นสมรภูมิที่กำหนดชะตากรรมความมั่นคงทางอาหารของโลก กรีนพีซทำงานรณรงค์ปกป้องพืชอาหารจากการครอบงำของบรรษัทข้ามชาติด้านสารเคมีเกษตรและพันธุวิศวกรรม กรีนพีซเห็นว่าระบบเกษตรกรรมของโลกต้องทำหน้าที่ผลิตอาหารที่ปลอดภัยเพื่อป้อนประชากรอย่างเท่าเทียมกัน หาใช่การเพิ่มผลกำไรให้กับอุตสาหกรรมที่กำลังครอบงำอาหารโลกด้วยสารเคมีและยาปราบศัตรูพืช ความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งไม่เป็นที่สองรองใครในโลก ยังคงเผชิญกับวิกฤตรอบด้านอย่างต่อเนื่องทวีคูณ นอกเหนือจากการทำประมงเกินขนาดและไม่ยั่งยืนที่เบียดขับเศรษฐกิจประมงพื้นบ้านและอาจนำไปสู่การล่มสลายของแหล่งทำการประมงที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจมหภาค โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ตามแนวชายฝั่งคือภัยคุกคามหลักภายใต้ข้ออ้างของความเจริญทางเศรษฐกิจโดยอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเข้าไปในระบบ ยังไม่นับถึงภัยคุกคามที่มาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้ทะเลและมหาสมุทรเป็นกรด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงสถานะความเป็น “สรวงสวรรค์แห่งมลพิษ” ของการลงทุนอุตสาหกรรมสกปรกของบรรษัทข้ามชาติทั้งในและนอกภูมิภาค และเป็น “ที่ทิ้งขยะกากสารพิษ” รวมถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ อีกต่อไป ตามระดับการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) มีการยกระดับกฎหมายและกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อควบคุมดูแลปัญหา แต่ถึงกระนั้น ความท้าทายของปัญหามลพิษนั้นก็คือ กฎหมายและการบังคับใช้นั้นตามไม่ทันกับเล่ห์กลของการค้าเสรีที่ถือเอากำไรสูงสุดเป็นสรณะ ไม่เกินเลยไปที่จะกล่าวว่า “เอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือปัจจัยชี้ขาดว่าเราจะชนะหรือแพ้ในการปกป้องสิ่งแวดล้อมของโลก” เรามาดูกันว่าปี พ.ศ.2556 งานรณรงค์ที่กรีนพีซดำเนินการในประเทศไทยและภูมิภาคได้ไปถึงหลักไมล์ใดแล้วบ้าง ระหว่างการปกป้องและการทำลาย การทำงานรณรงค์ด้านป่าไม้ของกรีนพีซอย่างเข้มข้นกว่าทศวรรษเพื่อระดมพลังมวลชนและผู้บริโภคทั่วโลกกดดันให้บริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ออกนโยบายและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนเพื่อยุติการทำลายป่าเขตร้อนในอินโดนีเซีย เราได้ผลสำเร็จบางประการที่ตั้งเอาไว้ตลอดช่วงปี 2556 ดังเช่น กุมภาพันธ์ 2556 บริษัทเอเชียพัลพ์และเพเพอร์ (APP) ประกาศนโยบายยุติการทำลายป่า มีนาคม 2556 รัฐมนตรีกระทรวงป่าไม้ของอินโดนีเซียส่งมอบใบอนุญาตการจัดการป่าไม้ให้กับชุมชนในจังหวัดเรียว(Riau) บนเกาะสุมาตรา และในเดือนเดียวกันนี้เองที่บริษัทโกลเดน อะกริ รีซอร์ส(GAR)ได้ประกาศความก้าวหน้าของโครงการนำร่องเพื่อทดสอบว่าจะจัดการกับพื้นที่ที่แหล่งกักเก็บคาร์บอนระดับสูงในป่าพรุซึ่งเป็นเขตสัมปทานของตนเองอย่างไร พฤษภาคม […]

ภาพฉายอนาคตของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกง

การจัดทำภาพฉายอนาคตของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกง เป็นการศึกษาจากการจำลองสภาพภูมิอากาศอนาคตจากแบบจำลอง ECHAM4 GCM ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงแบบ A2 ซึ่งคำนวณเพิ่มรายละเอียดโดยการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ PRECIS Regional Climate Model ซึ่งพิจารณาถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่ออุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝนและความเร็วของลม ในช่วง 90 ปี ข้างหน้า (พ.ศ. 2553-2642) โดยใช้ช่วงปี 2523-2552 เป็นช่วงปีฐาน เป็นการจำลองสภาพภูมิอากาศที่มีความละเอียดเชิงพื้นที่สูงในลักษณะตาราง (grid) ขนาน 22˚ และ rescale เป็นขนาด 0.2˚ หรือประมาณ 20 กิโลเมตร การเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะ 90 ปี จะวิเคราะห์ถึงอุณหภูมิสูงสุด อุณหภูมิต่ำสุด และปริมาณน้ำฝนในบริเวณลุ่มน้ำบางปะกง อุณหภูมิ จากการจำลองสภาพภูมิอากาศอนาคตแสดงให้เห็นว่า พื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกงจนถึงปัจจุบันส่วนใหญ่มีอุณหภูมิสูงสุดรายวันเฉลี่ยในรอบ 10 ปี (พ.ศ. 2533-2542 ปีฐาน) อยู่ที่ประมาณ 29-30˚ เซลเซียส จากแบบจำลอง พบว่าการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในช่วง 10 ปีในอนาคตเมื่อเทียบกับปีฐาน จะเพิ่มสูงขึ้น […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings