Taragraphies — Header Component

ต้นทุนธรรมชาติตกอยู่ในความเสี่ยงจากอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ (ถ่านหิน เหล็ก ซีเมนต์และปิโตรเคมี)

ธารา บัวคำศรี แปลสรุปจากรายงาน Natural Capital at Risk: The Top 100 Externalities of Business การศึกษาของแนวร่วมธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมโลก(TEEB for Business Coalition) ชี้ต้นทุนธรรมชาติตกอยู่ในความเสี่ยง เน้นการปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวเป็นประเด็นเร่งด่วน รายงาน ต้นทุนธรรมชาติตกอยู่ในความเสี่ยง-ต้นทุนผลกระทบภายนอกของ 100 ธุรกิจชั้นนำ ประเมินว่า ต้นทุนผลกระทบภายนอกด้านสิ่งแวดล้อมนั้นคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจทั่วโลกราว 4.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ในแง่ของต้นทุนที่ต้องจ่ายจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ การสูญเสียบริการที่เราได้จากธรรมชาติ เช่น การกักเก็บคาร์บอนในป่าไม้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมลพิษทางอากาศและต้นทุนด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้อง รายงานนี้จัดทำโดย The TEEB for Business Coalition ในการประชุมสุดยอดว่าด้วยธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมในกรุงนิวเดลีของอินเดีย ข้อสรุปหลักจากรายงานคือ จากการวิเคราะห์ภาคการผลิตขั้นปฐมภูมิ (เกษตรกรรม ป่าไม้ การประมง เหมือง การสำรวจน้ำมันและก๊าซ) และการแปรรูปขั้นปฐมภูมิ(ซีเมนต์ เหล็ก เยื่อและกระดาษ ปิโตรเคมี) ต้นทุนผลกระทบภายนอกคิดโดยรวมเป็น 7.3 ล้านล้านเหรียญหสรัฐ เทียบเท่ากับร้อยละ 13 […]

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ถ่านหินขับเคลื่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่ช่วงเวลานั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว

เราได้เห็นถึงการทำลายล้างที่มีสาเหตุมาจากถ่านหิน ตั้งแต่โรคฝุ่นจับปอด ไปจนถึงไฟถ่านหิน และน้ำทิ้งจากเหมืองถ่านหินที่มีสภาพเป็นกรด เราได้เปิดเผยให้เห็นถึงผลกระทบของโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก ซึ่งรวมไปถึงภัยคุกคามเร่งด่วนของก๊าซเรือนกระจกที่ก่อตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศ นอกจากนี้เรายังได้ให้ความสนใจกับมรดกที่ทิ้งไว้จากถ่านหินซึ่งถือเป็นอันตรายที่มักถูกลืมที่เกิดจากเหมืองถ่านหินร้างและความพยายามในการฟื้นฟูสภาพที่ไม่เคยสัมฤทธิ์ผล การวิเคราะห์ของสถาบันวิจัย CE Delft แห่งเนเธอร์แลนด์  ระบุว่า ต้นทุนผลกระทบภายนอกของถ่านหินรวมอยู่ที่ 3,536 แสนล้านยูโรต่อปี แต่ตัวเลขที่มากน่าตกใจนี้ก็น่าจะเป็นเพียงการประมาณการที่ต่ำเกินไป ทุกวันนี้การประเมินปริมาณการปล่อยสารพิษให้ได้ทั้งหมดนั้นยังไม่สามารถทำได้ รวมถึงการคำนวณเชิงปริมาณของการเกิดความเสียหายจากถ่านหินจากทั่วโลกด้วยเช่นกัน ต้นทุนจริงของถ่านหินตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการดำเนินการเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากการใช้ถ่านหิน แท้ที่จริงแล้ว เราควรลดละเลิกการใช้ถ่านหิน หากต้องการรักษาระดับอุณหภูมิให้ต่ำกว่าระดับ 2 องศาเซลเซียส ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (เทียบกับระดับอุณหภูมิช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม) รวมทั้งเป็นการหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่เป็นอันตราย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และต้นทุนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่มาจากถ่านหิน หลายประเทศก็ยังคงมีแผนการที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ ซึ่งหากแผนการดำเนินงานในปัจจุบันเป็นไปตามนั้น จะทำให้การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากถ่านหินเพิ่มเป็นร้อยละ 60 ภายในปี 2573 แผนการดังกล่าวไม่เพียงแต่ขาดความยั่งยืนในอนาคตอย่างที่สุดแล้ว แต่เป็นแผนการที่ไม่จำเป็นและมีอันตราย อนึ่ง ยังมีทางเลือกในการดำเนินการอื่นที่ไม่ใช้ถ่านหิน และเป็นทางเลือกที่สามารถนำมาใช้ได้จริง  แผนการปฏิวัติพลังงานของกรีนพีซมีแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อนำพลังงานหมุนเวียนมารวมเข้ากับประสิทธิภาพด้านพลังงานที่ดียิ่งขึ้น สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกได้ถึงร้อยละ 50 ทางออกดังกล่าวสามารถนำมาใช้ในด้านพลังงานในระดับเดียวกันกับการใช้พลังงานจากถ่านหิน ทั้งยังช่วยให้เราสามารถลดการพึ่งพาถ่านหินลงไปอีกด้วย การนำทางออกใหม่มาใช้เป็นเรื่องที่เป็นไปได้เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ช่วยให้เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน เช่น กังหันลม แผงเซลแสงอาทิตย์หรือโฟโตวอลเทอิก โรงไฟฟ้าชีวมวล […]

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : การตีแผ่ให้เห็นถึงต้นทุนจริงของถ่านหินมีความสำคัญอย่างไร

ถ่านหินอาจเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีราคาถูกที่สุดในตลาด หากแต่ราคาตลาดของถ่านหินนั้นยังไม่เป็นที่ทราบกันอย่างชัดเจน ราคาที่เป็นตัวเลขนั้นรวมไปถึงปัจจัยต่างๆ นับตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในการทำเหมืองแร่และการค้าปลีก ไปจนถึงภาษีที่จ่ายให้กับรัฐบาล และแน่นอนได้รวมกำไรไว้ด้วย แต่สิ่งที่ไม่ได้นำมาคำนวณในต้นทุนจริงของถ่านหินนั่นก็คือความเสียหายต่อมวลมนุษยชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ หากมีการนำต้นทุนจริงของถ่านหินที่มีต่อรัฐบาลและประชาชนทั่วโลกมาสะท้อนให้เห็นในราคาตลาดของถ่านหินแล้ว แผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะมีเพิ่มมากขึ้น อาจจะแตกต่างไปจากปัจจุบันจากหน้ามือเป็นหลังมือ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากถ่านหินไม่ได้เริ่มต้นและสิ้นสุดลงจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการเผาไหม้ถ่านหินเท่านั้น หากแต่เป็นกระบวนการทั้งหมดที่เป็นลูกโซ่ต่อเนื่องกัน(chain of custody) เริ่มต้นตั้งแต่การทำเหมือง การเผาไหม้ไปจนถึงการจัดการของเสียในขั้นสุดท้าย และในบางกรณีการฟื้นฟูพื้นที่ (recultivation)ได้ส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของมนุษย์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมและวิถีชีวิตของชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้กับถ่านหิน ตลอดจนพืชพันธุ์และแหล่งกำจัดของเสีย ความเสียหายดังกล่าวกระทบต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรงและทำให้แหล่งน้ำปนเปื้อน นอกจากนี้ การเผาไหม้ถ่านหินยังปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน ก๊าซมีเทนรวมทั้งคาร์บอนดำ(black carbon)และสารพิษอื่นๆ เช่น สารปรอทและสารหนู การรั่วไหลของกากของเสียจากการทำเหมืองถ่านหินยังเป็นอันตรายต่อปริมาณปลาที่จับได้และการเกษตรกรรม ดังนั้น จึงกระทบถึงการดำรงชีพของประชาชน ไม่เพียงเท่านี้ การใช้ประโยชน์จากถ่านหินยังเป็นสาเหตุโดยตรงที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอย่างเช่นโรคฝุ่นจับปอด (black lung disease) ทั้งนี้เนื่องมาจากปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้สะท้อนให้เห็นอยู่ในต้นทุนค่าใช้จ่ายของถ่านหิน หากแต่ระบุเป็น ‘ต้นทุนผลกระทบภายนอก(External Costs)’ ต้นทุนผลกระทบภายนอกดังกล่าวเป็นสิ่งที่สังคมต้องแบกรับไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งบ่อยครั้งผู้ที่ต้องรับเคราะห์คือสมาชิกของสังคมที่มีฐานะยากจนที่สุด ในเมืองฌาร์เรีย รัฐฌาร์ขัณฑ์ของประเทศอินเดีย ประชาชนหลายพันคนที่อาศัยอยู่รอบๆ พื้นที่เหมืองถ่านหินที่เสื่อมโทรมต้องได้รับความทุกข์ทรมานจากสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่อันเลวร้ายที่เกิดจากไฟถ่านหิน(coal fires)ที่ไม่สามารถควบคุมได้ ในประเทศรัสเซีย สภาพการทำเหมืองที่ไม่ปลอดภัยก่อให้เกิดการบาดเจ็บและการตายของคนงานหลายสิบคน ส่วนในเขตคูยาเวีย-พอเมอราเนีย (Kuyavia-Pomerania)ของโปแลนด์ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings