Taragraphies — Header Component

Hope for the Best, Prepare for the Worst

หวุดหวิดที่จะเป็นผู้ประสบวิกฤตรถติดบางนา-ตราดจากฝนถล่มเมื่อวานเย็นที่ผ่านมา ยังดีที่ฝ่าออกมาได้ทันหลังจาก onsite interview(สะพานแดง สมุทรสาคร/คลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ-สมุทรปราการ) ในสารคดี the Last Jigsaw ของ TPBS ว่าด้วยเรื่องคลาสิค “กรุงเทพฯ จะจมน้ำไหม?” ปี 2564 กรีนพีซ ประเทศไทยร่วมกับทีมกรีนพีซ เอเชียตะวันออกสังเคราะห์ข้อมูลเรื่องความเสียหายทางเศรษฐกิจที่คาดการณ์จากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลแบบสภาวะสุดขีดใน 7 เมืองของเอเชียภายในปี 2573 ซึ่งระบุว่า พื้นที่มากกว่าร้อยละ 96 ของกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ หากระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นจะเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม เมื่อพิจารณาถึงอุทกภัยคาบอุบัติซ้ำ 10 ปี (ten-year flood) ที่จะเกิดขึ้นจนถึงปี 2573 เหตุการณ์น้ำท่วมชายฝั่งที่เกิดจากคลื่นพายุซัดฝั่งและระดับน้ำทะเลขึ้นสูงสุดโดยมีโอกาสเกิดขึ้นร้อยละ 10 ต่อปี ที่จะเกิดน้ำท่วมสูงเกินระดับน้ำทะเล ความเสี่ยงต่อน้ำท่วมจะส่งผลความเสียหายทางเศรษฐกิจให้แก่กรุงเทพมหานครคิดเป็นมูลค่ารวม 512,280 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 96 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมกรุงเทพมหานคร หรือร้อยละ 60 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทย และประชากร 10.45 ล้านคนในพื้นที่กรุงเทพมหานครอาจได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลและน้ำท่วมชายฝั่งในปี พ.ศ.2573 คำถามจากคุณคริสโตเฟอร์ ไรท์ ผู้ดำเนินรายการ – […]

ภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศที่มีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดในปี 2024 คร่าชีวิตผู้คน 2,000 ราย และสร้างความเสียหายมูลค่า 2.29 แสนล้านดอลลาร์

การวิเคราะห์การจ่ายประกันภัยโดย Christian Aid แสดงให้เห็นว่าสามในสี่ของความเสียหายทางการเงินเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา เรียบเรียงจาก https://www.theguardian.com/environment/2024/dec/30/2024s-most-costly-climate-disasters-killed-2000-people-and-caused-229bn-in-damages-data-shows?CMP=Share_iOSApp_Other 10 อันดับภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศที่มีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดในโลกในปี 2024 สร้างความเสียหายมูลค่ารวม 2.29 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 2,000 คน ตามการวิเคราะห์การจ่ายประกันรายปีล่าสุด สามในสี่ของความเสียหายทางการเงินเกิดขึ้นในประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งเดือนหน้าจะมีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มจัดอันดับในปี 2018 ที่มีพายุสองลูกในปีเดียวกันที่สร้างความเสียหายเกิน 50 พันล้านดอลลาร์ ได้แก่ พายุเฮอริเคนเฮเลนและมิลตันที่ถล่มสหรัฐอเมริกาในเดือนกันยายนและตุลาคม ในรายงานที่เผยแพร่ช่วงท้ายปี ซึ่งเกือบจะแน่นอนแล้วว่าจะเป็นอีกปีหนึ่งที่สร้างสถิติใหม่ด้านความร้อนทั่วโลก อันดับภัยพิบัติ 10 อันดับแรกยังรวมถึงไต้ฝุ่นยางิในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 829 รายและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ 12.6 พันล้านดอลลาร์; พายุโบริสในยุโรปที่คร่าชีวิตอย่างน้อย 26 รายและสร้างความเสียหายมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์; และน้ำท่วมที่รุนแรงในจีนตอนใต้ บาวาเรีย บาเลนเซีย และรัฐรีโอกรันดีโดซูลในบราซิล ผลกระทบทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการหยุดชะงักของสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์เห็นได้ชัดในอีกความเปลี่ยนแปลงหนึ่ง: ภัยพิบัติ 10 อันดับแรกทั้งหมดมีค่าใช้จ่ายมากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ ในทุกกรณี นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศได้คำนวณว่า การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล […]

ความน่าจะเป็นของการเกิดเอลนีโญมากขึ้นเมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น

มีรายงานทางวิทยาศาสตร์หลายฉบับออกมาคาดการณ์ว่าปี 2557 นี้ น่าจะมีความถี่ของเอลนีโญ (El Nino) แบบสุดขั้วเกิดถี่มากขึ้นและเข้มข้นรุนแรงขึ้นเป็นสองเท่าภายใต้สถานการณ์ที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่ยังคงสูงขึ้น (ดูจากความน่าจะเป็นของการเพิ่มขึ้นแท่งสีแดงในกราฟ) ปรากฏการณ์เอลนีโญที่ผ่านมาในอดีต (เช่น ค.ศ. 1997/98) ทำให้ฝนตกหนักในตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ แต่ยังก่อให้เกิดความแห้งแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียตอนเหนือ เกิดไฟใหม้ป่าอย่างรุนแรงในอินโดนีเซีย พูดแบบง่ายๆ และโง่ๆ ก็คือ “อากาศร้อนบรรลัยอาจจะมาหลังจากความหนาวเย็นหายไปในกรณีของบ้านเรา” สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นคือผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบนิเวศเกษตร (ฉิบหายเลย ชาวนายังไม่ได้เงินจากการขายข้าว!) พายุหมุนเขตร้อนก็น่าจะดุเดือดขึ้น (ชุมชนชายฝั่งทะเลอาจต้องรับไปเต็มๆ) ความแห้งแล้ง (โครงการแก้ปัญหาน้ำท่วม 3.5 แสนล้าน ที่จะสร้างเขื่อน ฝาย แม่น้ำใหม่อาจไว้ใช้เก็บลมแทนก็แล้วกันเด้อ คุณปลอด… ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ครับว่าเมื่อมนุษย์เผชิญกับเอลนีโญแบบสุดขั้ว ผลกระทบที่เลวร้ายจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและสังคมอย่างลึกซึ้ง แต่ไม่ต้องเชื่อการคาดการณ์เหล่านี้ก็ได้ครับ แต่เราควรเตรียมตัวไว้บ้างก็ดี

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings