Taragraphies — Header Component

สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง

ภาพนี้บันทึกด้วยเครื่องมือเรดาร์บนดาวเทียม Copernicus Sentinel-1 ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2563 ถึง 1 พฤษภาคม 2564 ช่วยให้เราเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในเวียดนาม สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะ ผลที่ตามมาของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ความเค็มของน้ำที่เลี้ยงนาข้าวในพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมมีความสำคัญมากจนเกษตรกรในท้องถิ่นถูกบังคับให้แปลงนาข้าวเป็นฟาร์มกุ้ง ความเค็มที่เพิ่มขึ้นและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง Le Anh Tuan ศาสตราจารย์จากวิทยาลัยสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของมหาวิทยาลัย Can Tho ระบุว่า ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น 0.7-1.0 เมตรจะทำให้น้ำท่วมถึง 40% ของพื้นที่ทั้งหมด ข้อมูลที่ได้รับจากเซ็นเซอร์เรดาร์บนดาวเทียม Copernicus Sentinel-1 ช่วยให้สามารถตรวจสอบพื้นที่น้ำท่วมตามธรรมชาติหรือเกิดขึ้นโดยตั้งใจ ซึ่งรวมถึงนาข้าว เมื่อไม่มีข้อมูลจากเครื่องมือออปติคัลบนดาวเทียมเนื่องจากมีเมฆปกคลุมหรือในเวลากลางคืน

หายนะแม่น้ำโขง : ภาพถ่ายดาวเทียมเปรียบเทียบสายน้ำเปลี่ยนสี

ในฐานะแม่น้ำนานาชาติที่ไหลผ่าน 6 ประเทศ แม่น้ำโขงคือเส้นเลือดหล่อเลี้ยงผู้คน 60 ล้านคนทั่วทั้งอุษาคเนย์ แม่น้ำที่ไหลเร็วแรงนี้คือแหล่งพันธุ์ปลาและนำพาตะกอนดินกระจายทั่วลุ่มน้ำ สร้างความอุดมสมบุรณ์ให้กับดินที่ชุมชนใช้ในการเพาะปลูกเลี้ยงชีพ ตะกอนทำให้แม่น้ำโขงมีสีปูนที่เป็นลักษณะเฉพาะ แต่ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ปริมาณตะกอนในแม่น้ำโขงลดลงและแม่น้ำโขงตอนล่างกลายเป็นสีฟ้าทะเลที่ผิดแปลกไป รายงานครั้งแรกของการเปลี่ยนสีแม่น้ำโขงเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2563 ทางภาคเหนือของไทย และต่อมาขยายไปตามตอนล่างของลำน้ำ ภาพถ่านดาวเทียมสองภาพด้านบนแสดงแม่น้ำโขงบริเวณเมืองห้วยทรายใน สปป. ลาว ภาพบนเป้นแม่น้ำโขงในสภาวะที่มีตะกอนในวันที่ 27 มกราคม 2558 เปรียบเทียบกับสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปในวันที่ 25 มกราคม 2563 ทั้งสองภาพบันทึกโดยเครื่องมือ Operational Land Imager (OLI) บนดาวเทียม Landsat 8 คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง(MRC) ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้เนื่องมาจากแม่น้ำตื้นและไหลช้าลงอย่างมาก ทำให้ตะกอนขนาดเล็กตกลงและทำให้แม่น้ำใสขึ้น แม่น้ำที่ใสขึ้นทำให้สาหร่ายโตเร็ว สาหร่ายซึ่งโดยทั่วไปจะไหลไปตามกระแสน้ำ กระแสน้ำที่อ่อนลงหมายถึงตะกอนและสาหร่ายถูกรบกวนน้อย และแสงอาทิตย์สามารถส่องทะลุลึกลงในลำน้ำมากขึ้น สาหร่ายก็เจริญเติบโตในท้องน้ำมากขึ้น จากรายงานข่าว สาหร่ายสะสมตัวและเกาะติดอวนปลาของชาวประมง การหาปลายิ่งมีความลำบากมากขึ้น ระดับน้ำที่ต่ำลงมีสาเหตุมาจากทั้งความแห้งแล้ง และเขื่อนต่างๆ ที่สร้างขึ้น ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ลุ่มน้ำโขงตอนล่างมีฝนน้อยมาก ราวร้อยละ 20 ถึง 30 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธุ์ นอกจากนี้ การสร้างเขื่อนใหม่กั้นลำน้ำโขงยังทำให้เกิดการเบี่ยงและลดการไหลของแม่น้ำตามธรรมชาติ และแม่นำ้อาจไม่ไหล (คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง รายงานว่า ภายในปี […]

ประเทศไทยเผชิญความแห้งแล้งครั้งใหญ่ในรอบสี่ทศวรรษ

ประเทศไทยกำลังเจอกับความแห้งแล้งครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบสี่ทศวรรษ ราวครึ่งหนึ่งของบรรดาอ่างเก็บน้ำในประเทศมีน้ำต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของศักยภาพที่กักเก็บน้ำไว้ได้ น้ำในแม่น้ำต่ำในระดับที่ทำให้น้ำเค็มจากทะเลรุกเข้ามาถึงพื้นที่ตอนบนของแม่น้ำและส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำบริโภค ในประเทศที่คนกว่า 11 ล้านคนที่ทำงานภาคเกษตร คาดว่าผลผลิตทางการเกษตรและเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบ ฤดูมรสุมที่สั้นกว่าปกติและปริมาณฝนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในปี พ.ศ.2562 เป็นสาเหตุของความแห้งแล้งที่เกิดขึ้น คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบหนัก  แผนที่ด้านบนแสดงความผิดปกติของความชื้นในดิน(soil moisture anomalies) ซึ่งเป็นดัชนีที่ระบุว่าน้ำในผิวดินมีค่าสูงหรือต่ำกว่าปกติในพื้นที่แถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธุ์ 2563 โดยใช้ข้อมูลที่รวบรวมจากปฏิบัติการ Soil Moisture Active Passive (SMAP) ซึ่งเป็นดาวเทียมขององค์การนาซาดวงแรกที่ใช้วัดปริมาณน้ำในผิวดิน เครื่องมือวัด Radiometer บนดาวเทียมทำการตรวจจับปริมาณน้ำลึก 2 นิ้วจากผิวดิน นักวิทยาศาสตร์ใช้ข้อมูลดังกล่าวนี้ในแบบจำลองอุทกศาสตร์ซึ่งมีความสำคัญสำหรับภาคเกษตรกรรมเพื่อประเมินว่ามีปริมาณน้ำในชั้นดินที่ลึกลงไปอยู่มากน้อยเท่าไร ดร. Senaka Basnayake ผู้อำนวยการ Climate Resilience ที่ศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชียกล่าวว่า ความแห้งแล้งทำให้น้ำเค็มรุกเข้าไปในบางพื้นที่ที่เป็นแหล่งน้ำของประเทศไทย มวลนำ้จืดมีไม่เพียงพอที่ไล่น้ำเค็มออกจากพื้นที่เมืองต่างๆ นี่คือหนึ่งในสัญญานที่แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มต่ำของประเทศไทยในปีนี้ (พ.ศ.2563) เลวร้ายกว่าเมื่อก่อน” ดร. Senaka Basnayake เป็นสมาชิกของ SERVIR-Mekong team SERVIR-Mekong เป็นโครงการร่วมระหว่างองค์การนาซาและยูเสด(USAID)ที่ใช้เทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล(remote sensing) […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings