ใครเป็นผู้ก่อโลกร้อนหมายเลขหนึ่ง?
ธันวาคม 2547 ชาวกรุงปักกิ่งได้รับคำเตือนจากทางการให้อยู่ในอาคารบ้านเรือน หรือหากจำเป็นต้องออกนอกบ้านก็ควรใส่หน้ากากป้องกันมลพิษ มลพิษทางอากาศที่รุนแรงได้ปกคลุมเขตเมืองปักกิ่งเป็นเวลา 3 วัน การขาดแคลนด้านพลังงานได้มาถึงจุดวิกฤต จีนได้ทำการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นอย่างขนานใหญ่ สวนทางกับการปรับปรุงและควบคุมคุณภาพอากาศที่มีการดำเนินการมาหลายปี ข้อมูลจากการศึกษาครั้งใหม่ โดยองค์กรการประเมินผลด้านสิ่งแวดล้อมแห่งเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า ในปี 2549 จีนปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก คิดเป็นปริมาณ 6,200 ล้านตัน ในขณะที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดของโลก ปล่อยก๊าซออกมาในปริมาณ 5,800 ล้านตัน ในปีเดียวกัน แต่ความรับผิดชอบในการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อันมหาศาลนี้ มิใช่เฉพาะจีนเท่านั้น แต่หากรวมถึงกรุงวอชิงตัน บรัสเซลล์ และโตเกียวด้วย สาเหตุหนึ่งของเรื่องนี้คือ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศตะวันตกได้ส่งออกกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมจำนวนมากไปยังจีน โดยไม่มีการติดตามด้านสิ่งแวดล้อมของการย้ายฐานการผลิตดังกล่าว สิ่งเดียวที่บรรษัทข้ามชาติสนใจ คือ เรื่องค่าแรง ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นมีราคาถูกลง และปล่อยภาระต้นทุนของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันมหาศาลให้กับจีน ในระยะยาว นโยบายนี้ถือเป็นอันตรายต่อสภาพภูมิอากาศ และเป็นด้านกลับของโลกาภิวัฒน์ ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานขั้นปฐมภูมิของจีน คิดเป็นประมาณร้อยละ 69 ของแหล่งผลิตพลังงานทั้งหมดในประเทศ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 42 จีนเริ่มตระหนักถึงผลกระทบของการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เมื่อต้องเผชิญกับผลกระทบอันรุนแรงจากภาวะโลกร้อน ไม่ว่าจะเป็นพายุไต้ฝุ่น การขยายตัวของทะเลทราย และการละลายของธารน้ำแข็ง มีเสียงเรียกร้องจากภาคประชาสังคมให้รัฐบาลจีนมุ่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเพื่อตัดการพัฒนาเศรษฐกิจจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การพิจารณาว่าประเทศใดจะต้องรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความซับซ้อนมากกว่าการหาปริมาณเชื้อเพลิงฟอสซิลที่แต่ละประเทศเผาไหม้ในแต่ละปี เหตุผลอย่างแรกคือ […]
การเมืองเรื่องโลกร้อน(4) : กลุ่มผู้มีความสงสัย
กลุ่มรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมในโลกตะวันตกช่วงนั้นยังต้องเผชิญหน้าและต่อกรกับกลุ่มผู้มีความสงสัย (Skeptics) กลุ่มดังกล่าวนี้ใช้กลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อที่แยบยลในทุกวิถีทาง เพื่อให้ประชาชนเลิกวิตกกังวลเกินไปในเรื่องภาวะโลกร้อน กลุ่มเหล่านี้ได้แก่ นักวิทยาศาสตร์ผู้ช่างสงสัยบางคน และกลุ่มเจรจาต่อรองก็นำเอาความเห็นดังกล่าวไปขยายผลเพื่อแสวงประโยชน์ทางธุรกิจและการเมือง กลุ่มเจรจาต่อรองที่ชัดเจนที่สุดในช่วงตลอดทศวรรษ 1990 อยู่ภายใต้ชื่อ ‘แนวร่วมด้านสภาพภูมิอากาศโลก (Global Climate Coalition:GCC)’ ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มบริษัทน้ำมัน ผู้ผลิตรถยนต์ และอุตสาหกรรมถ่านหินรายใหญ่ของโลก เช่น เจเนอรัล มอเตอร์ (General Motor) ฟอร์ด (Ford) บริติชปิโตรเลียม (BP) เชลล์ (Shell) และเอ็กซอน (EXXON หรือ ESSO) กลุ่มนี้มีบทบาทสูงในเวทีเจรจาเรื่องโลกร้อนของสหประชาติ สื่อต่างๆ นำความคิดเห็นของพวกเขาลงเผยแพร่บ่อยครั้ง ต่อมา บริติชปิโตรเลียม เชลล์ และฟอร์ด ได้แยกตัวออกจากกลุ่ม ในปี 2001 บันทึกของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่มีไปถึงบริษัทเอ็กซอนได้รั่วไหลไปถึงกรีนพีซ ระบุว่า “จอร์จ บุชไม่ลงนามในพิธีสารเกียวโต ก็เพราะส่วนหนึ่งมาจากข้อมูลของพวกคุณ (กลุ่มแนวร่วมด้านสภาพภูมิอากาศโลก)” ในปีเดียวกันนั้นเอง GCC ได้เลิกดำเนินการไป นับจากนั้น กลุ่มบริษัทน้ำมันหลายแห่งได้เปลี่ยนทิศทางมุ่งสู่การรับรู้ของสาธารณชนในเรื่องภาวะโลกร้อน แต่เอ็กซอน […]
การเมืองเรื่องโลกร้อน(3) : โศกนาฏกรรมของส่วนรวม
สื่อมวลชนให้ความสนใจประเด็นภาวะโลกร้อนมากขึ้น และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความหนักแน่นมากขึ้น ผู้คนในประเทศต่างๆ ตระหนักถึงความเสี่ยงจากภาวะโลกร้อนมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีการสนับสนุนแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับโลกร้อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่มีลักษณะกว้างแต่ไม่ลึกซึ้ง กล่าวคือประชาชนมีความตระหนัก แต่ไม่มากพอที่จะทำให้เป็นวาระทางการเมือง หรือผลักดันให้ลงมือทำเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตน สาเหตุหนึ่งคือ ภาวะโลกร้อนมีขอบเขตกว้างขวาง ทุกๆ มุมของสังคมสมัยใหม่ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ทุกๆ ประเทศบนโลกใบนี้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ผู้คนเข้าใจความสลับซับซ้อนของปัญหา ขณะเดียวกัน มีการพูดถึงแนวทางที่มากมายเกินไปทั้งในเชิงนโยบายและสิ่งที่แต่ละคนสามารถทำได้ นอกจากนี้ มันเป็นปัญหาที่มากไปกว่าปัญหาฝนกรดและหมอกควันพิษ ภาวะโลกร้อนเป็นตัวอย่างของ ‘โศกนาฏกรรมของส่วนรวม (Tragedy of the Commons)’ ผลประโยชน์ของการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นตกอยู่กับแต่ละบุคคล บริษัทและประเทศ ขณะที่ผลเสียนั้นตกอยู่กับโลกทั้งใบ สาเหตุที่สำคัญที่สุดคือ ผู้คนไม่สามารถเห็น รับกลิ่น หรือสัมผัสคาร์บอนไดออกไซด์ได้ ขณะที่มีการเรียกร้องให้ลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม ผลที่ได้จากการยุติภาวะโลกร้อนก็ยังเป็นเรื่องที่เห็นไม่ชัดเจน แม้กระทั่งแนวทางที่มีผลกระทบน้อยที่สุดในการลดปัญหาภาวะโลกร้อน เช่น การปรับปรุงประสิทธิภาพทางพลังงาน เป็นต้น ซึ่งได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมในบางประเทศ ในสหรัฐอเมริกา มาตรการประหยัดพลังงานเกิดขึ้นทั่วประเทศในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นช่วงน้ำมันแพง ทางหลวงหลักระหว่างรัฐหลายสายได้จำกัดความเร็วในการขับขี่ยานพาหนะเป็น 89 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เพียงทศวรรษหลังจากนั้น ราคาน้ำมันตกฮวบลง มาตรการประหยัดพลังงานก็หายไปด้วย เมื่อประเด็นภาวะโลกร้อนได้ผลักให้เรื่องประสิทธิภาพพลังงานมาเป็นวาระแห่งชาติอีกครั้ง ก็เป็นสิ่งที่หนักหนาสาหัส เนื่องจากกลุ่มองค์กรต่างๆ ทำงานรณรงค์เรื่องประสิทธิภาพพลังงานมาหลายปี และเป็นเรื่องง่ายมากที่จะโดนกล่าวหาว่าเป็นนักฉวยโอกาส […]