ต้นทุนจริงของถ่านหิน : เหมืองถ่านหินแอฟริกาใต้ที่ปิดตัวลงแต่ยังเป็นที่จดจำ

แอฟริกาใต้เป็นหนึ่งในผู้ผลิตถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับหกของโลก และเป็นผู้บริโภคที่ใหญ่เป็นอันดับเจ็ดอีกด้วย ด้วยแนวชั้นถ่านหินบางๆ และแรงงานราคาถูก เหมืองถ่านหินจึงผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดไปทั่วประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการทำเหมืองนั้นเพิ่งจะเริ่มขึ้นเมื่อเหมืองนั้นได้ทำหน้าที่ของมันเสร็จสิ้นแล้ว มีเหมืองถ่านหินอยู่นับร้อยอยู่ทั่วแอฟริกาใต้ที่ไม่ได้ใช้งานและถูกทิ้งร้าง เหมืองแต่ละแห่งนั้นเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่ยังคงทำงานอยู่และพร้อมที่จะทำลายสภาพแวดล้อมในบริเวณนั้นได้ทุกเมื่อ ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากน้ำทิ้งจากเหมืองถ่านหินที่มีสภาพเป็นกรด (Acid Mine Drainage-AMD) น้ำเหือดหายไปจากการที่มีเกลือซัลเฟต โลหะหนัก และสารก่อมะเร็งอยู่เต็มบริเวณเหมืองอาทิ เบนซิน และโทลูอีน เป็นต้น น้ำทิ้งจากเหมืองถ่านหินที่มีสภาพเป็นกรด (AMD) นี้ส่งผลเสียหายต่อสัตว์ป่าและยังแพร่กระจายความเจ็บป่วยและโรคต่างๆ อีกด้วย และตามรายงานของกระทรวงกิจการน้ำและป่าไม้ ประกอบกับความล้มเหลวด้านงานจัดการน้ำเสีย น้ำทิ้งจากเหมืองถ่านหินที่มีสภาพเป็นกรด (AMD) ยังเป็นอันตรายอย่างสูงกับคุณภาพแหล่งน้ำที่มีอยู่จำกัดของแอฟริกาอีกด้วย ประสบการณ์ตรงของผลกระทบจากเหมืองถ่านหินร้าง เมืองอีมาลาเลนี (Emalahleni) คือสถานที่ที่เราสามารถสัมผัสถึงผลกระทบที่น่าตกใจนี้ ชื่อของเมืองนี้แปลว่า “สถานที่ของถ่านหิน” ไม่น่าแปลกใจกับชื่อเลยเมื่อพิจารณาจากการที่เมืองนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยเหมืองถ่านหินกว่า 22 แห่ง แล้วยังมีโรงงานเหล็ก วานาเดียม และแมงกานีสอีกด้วย หนึ่งในเหมืองถ่านหินที่ถูกทิ้งร้างในพื้นที่นั้นได้แก่เหมืองทรานวาลล์(Transvaal) และเดลากัวเบย์(Delagoa Bay-T&DB) ซึ่งเปิดทำการในปี 2439 เมื่อเหมืองถูกปิดลงในปี 2496 เหมืองก็ถูกทิ้งร้างไร้เจ้าของและทำให้เกิดมลพิษขึ้นโดยไม่มีผู้ใดป้องกัน ปัญหาสุขภาพ กลุ่มที่เสี่ยงที่สุดในเมืองอีมาลาเลนี ได้แก่ เด็กที่อาศัยอยู่บนถนนไนล์เรเร(Nyerere) เมืองมากูควา(Maguqa) สนามฟุตบอลของเด็กๆ ตั้งอยู่ในที่ราบน้ำท่วมถึงของลำธารสายเล็กๆ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings