Taragraphies — Header Component

อวัยวะบางส่วนของวาฬและโลมามีสัดส่วนของพลาสติกเพิ่มขึ้น

แปลเรียบเรียงจาก https://www.newsweek.com/whale-dolphin-plastic-study-1819201#:~:text=Whales%20and%20dolphins%20are%20now%20partly%20made%20of%20plastic%20due,into%20their%20fats%20and%20lungs. เขียนโดย Robyn White, 23/8/23 การศึกษาพบวาฬและโลมาบางส่วนกลายเป็นพลาสติกเนื่องจากมลพิษในมหาสมุทร การศึกษาที่ตีพิมพ์โดยนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่ Duke University ในสาขามลพิษสิ่งแวดล้อมพบว่า 2 ใน 3 ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลมีอนุภาคพลาสติกขนาดจิ๋วฝังอยู่ในไขมันและปอดของพวกมัน การศึกษานี้ประเมินจากตัวอย่างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 32 ตัวในอะแลสกา แคลิฟอร์เนีย และนอร์ทแคโรไลนาที่ถูกนำมาเป็นอาหาร ระหว่างปี 2543 ถึง 2564 มีการศึกษาสิ่งมีชีวิตทั้งหมด 12 ชนิดรวมทั้งแมวน้ำเครา นักวิทยาศาสตร์ทราบดีอยู่แล้วว่ามลพิษจากพลาสติกเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อสัตว์ป่าในมหาสมุทร แต่ผลการศึกษาใหม่ชี้ให้เห็นว่า เมื่อกินเข้าไป ไมโครพลาสติกสามารถเดินทางผ่านทางเดินอาหารและเข้าไปติดอยู่ในเนื้อเยื่อระหว่างทางได้ การศึกษานี้ประเมินไขมันสามชนิดและปอด และพบพลาสติกในเนื้อเยื่อทั้งสี่ Greg Merrill Jr. นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาชั้นปีที่ 5 ของ Duke University Marine Lab กล่าวในการแถลงข่าวว่า “สัตว์ทะเลทั้งหลายต้องเผชิญกับภาระที่เป็นความเสี่ยงที่เพิ่มเข้ามา : วิกฤตสภาพภูมิอากาศ มลพิษเสียง และตอนนี้พวกมันไม่เพียงแต่กินพลาสติกเข้าไป และต่อสู้กับชิ้นส่วนขนาดใหญ่ในท้องของพวกมันเท่านั้น พวกมันยังถูกควบคุมภายในด้วย”  “สัดส่วนของมวลของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลตอนนี้เป็นพลาสติก” ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าพลาสติกจะส่งผลต่อสัตว์อย่างไร แต่มีความเป็นไปได้ที่พลาสติกจะส่งผลต่อฮอร์โมนและต่อมไร้ท่อ การศึกษาระบุว่าพลาสติกอาจทำหน้าที่เลียนแบบฮอร์โมนและทำให้ต่อมไร้ท่อทำงานผิดปกติ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings