ไม่เอาถ่านหิน แล้วเอาอะไรมาแทน

ธารา บัวคำศรี นำเสนอในงานครบรอบ 20 ปี ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2557 ณ ห้องดวงกมล โรงแรมเดอะสุโกศล ถ.ศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร ท่านผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนทุกท่าน โจทย์ชี้อนาคตสิ่งแวดล้อมไทย “ไม่เอาถ่านหิน เอาอะไรมาแทน” นั้นมีความท้าทายอย่างยิ่งครับ การที่ถ่านหินมีบทบาทสำคัญนับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อร้อยกว่าปีก่อนและกลายมาเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของโลกราวร้อยละ 40 ความเข้าใจที่ว่าแหล่งสำรองถ่านหินในโลกยังมีให้เราใช้ไปอีกนับร้อยปี[1] จนไปถึงการโหมโฆษณาถ่านหินสะอาดเพื่อดักจับและกักเก็บคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศเพื่อเป็นแนวทางบรรเทาผลกระทบภาวะโลกร้อน ในประเทศไทย สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินอยู่ประมาณร้อยละ 20 ในขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติมีมากกว่าร้อยละ 70 ทุกรัฐบาลและผู้วางแผนนโยบายพลังงานพยายามสนับสนุนถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าให้มากขึ้นนัยว่า เพื่อกระจายเชื้อเพลิงและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมานี้เอง เราก็ได้เห็นการเคลื่อนไหวของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นแม่เมาะ เวียงแหง ฉะเชิงเทรา สมุทรสงคราม ระยอง ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรมราช สงขลา ตรังและกระบี่ ที่ยืนหยัดปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของตนจากการคุกคามของถ่านหิน ในที่นี้ ผมขออ้างถ้อยคำที่มาร์ก แอนโทนี ตัวเอกในบทละครของเชคสเปียร์ที่กล่าวว่า “ผมไม่ได้ตั้งใจมาวันนี้เพื่อสรรเสริญความคิด(การเผาไหม้ถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้า) แต่มากระตุ้นให้ยกเลิกความคิดนี้” แต่ไม่ว่าใครจะเห็นด้วยกับผมหรือไม่ ผมหวังว่าทุกท่านคงเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า “การถกเถียงปัญหาโดยไม่ต้องหาข้อยุติ ดีกว่าพยายามหาข้อสรุปโดยไม่มีการถกเถียงกันเลย” ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานที่ก่อให้เกิดมลพิษมากที่สุด […]

400 ส่วนในล้านส่วน กราฟของคีลิ่ง และประวัติล้านปีของคาร์บอนไดออกไซด์

ในที่สุด ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2556 ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลกก็แตะที่ระดับ 400 ส่วนในล้านส่วน (part per million, ppm) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ 400 ppm เป็นค่าที่วัดได้เฉลี่ยต่อวันซึ่งรายงานโดยองค์การมหาสมุทร และบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NOAA) ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นไปถึง 400 ส่วนในล้านส่วนนี้ถือเป็นหลักไมล์ที่น่าเศร้าใจ มันบอกว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์ออกสู่ชั้นบรรยากาศโลกนั้นมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ภาวะเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้น และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น ภาพด้านล่างแสดงกราฟของคีลิ่ง (Keeling Curve) ที่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องราวว่าด้วยการวัดระดับความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ กราฟของคีลิ่ง (Keeling Curve) เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นให้กับกราฟที่บันทึกระดับความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ ณ หอสังเกตการณ์ Mauna Loa บนเกาะฮาวาย การสังเกตการณ์โดยการวัดนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1960 (ในปี ค.ศ.1958) การหาความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ที่สะสมในชั้นบรรยากาศย้อนหลังไปจากนี้ทำโดยการศึกษาจากแกนน้ำแข็ง จากกราฟของคีลิ่ง เราจะเห็นได้ว่าปฏิบัติการของมนุษย์ที่พยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศยังไม่ได้ผลที่จะชะลอการเพิ่มขึ้นของระดับความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้เลย และคาร์บอนไดออกไซด์ก็มาถึงระดับ 400 ส่วนในล้านส่วนแล้ว กราฟของคีลิ่งนับตั้งแต่มีการวัดนับตั้งแต่ปี 1958 มาจนถึงปัจจุบัน เผยให้เราเห็นปฏิสัมพันธ์และการปะทะสังสรรค์ระหว่าง “กิจกรรมของมนุษย์” และ “คาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกตัวสำคัญที่เป็นผลผลิตโดยตรงจากกิจกรรมของมนุษย์” หลักไมล์แรกคือการตีพิมพ์รายงานทางวิทยาศาสตร์ของ […]

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ภัยอันตรายที่ใหญ่หลวงที่สุดต่อสภาพภูมิอากาศโลก

ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานที่ก่อให้เกิดมลภาวะมากที่สุด ทั้งยังเป็นแหล่งสำคัญที่ก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์(CO2) อีกด้วย โดยในแต่ละปีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 11,000 ล้านตันทั่วโลก มีที่มาจากการผลิตไฟฟ้าโดยใช้ถ่านหิน ในปี 2548 การผลิตไฟฟ้าโดยใช้ถ่านหินมีส่วนก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลประมาณร้อยละ 41 และหากยังมีการเดินหน้าก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ๆ ขึ้นต่อไป ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากถ่านหินจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 60 ภายในปี 2573 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามทางสิ่งแวดล้อมและเป็นความท้าทายด้านมนุษยธรรมและทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดที่โลกเราเผชิญมา ผู้คนนับล้านทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศแล้ว ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากผลกระทบดังกล่าวถึง 150,000 คน ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดที่จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งรวมไปถึงภัยแล้งที่กระจายตัวอย่างกว้างขวาง อุทกภัย และการอพยพย้ายถิ่นของประชากรจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เราจำต้องทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นไม่มากไปกว่า 2 องศาเซลเซียส(เมื่อเทียบกับระดับอุณหภูมิสมัยก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม)เท่าที่จะทำได้ เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Intergovernmental Panel on Climate Change:IPCC) จึงได้ระบุในรายงานการประเมินฉบับที่ 4 ว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศจะเพิ่มขึ้นสูงสุดภายในปี 2558 และจะต้องลดลงหลังจากนั้น ทั้งนี้วิธีการรับมือกับการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินมีความสำคัญต่อการตั้งเป้าหมายดังกล่าวมาก เจมส์ แฮนเซ็น(James Hansen) นักวิทยาศาสตร์ระดับสูงแห่งองค์การนาซ่าได้ระบุว่า การดำเนินการอย่างหนึ่งที่สำคัญที่สุดและจำเป็นเพื่อรับมือกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก คือการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากถ่านหิน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกเห็นพ้องกับความคิดเห็นดังกล่าว ———- จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, […]

เมืองใหญ่ริมฝั่งทะเลจะจมอยู่ใต้น้ำหรือไม่?

เป็นเรื่องของช่วงเวลา ในปี 2001 IPCC คาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นจาก 90 มิลลิเมตรไปจนถึง 880 มิลลิเมตรภายในปี 2100 ช่วงเวลากว้างนับ 100 ปีนี้แสดงถึงความไม่แน่นอนว่าจะมีการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างไร ธารน้ำแข็งและพืดน้ำแข็งจะละลายมากน้อยเพียงไหน การคาดการณ์สูงสุดนั้นคาดว่า พื้นที่ลุ่มต่ำของเมืองบางเมืองจะจมอยู่ใต้น้ำ และถึงแม้ว่าการเพิ่มขึ้นของน้ำทะเลจะอยู่ในระดับปานกลาง แต่พายุและคลื่นสูงก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาได้ คำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือ อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากปี 2100 หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังเพิ่มขึ้นในช่วงศตวรรษนี้ พืดน้ำแข็งกรีนแลนด์อาจจะตกอยู่ในวัฏจักรของการละลายที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นมากกว่า 7 เมตร กระบวนการดังกล่าวนี้ต้องใช้เวลา ซึ่งอาจเป็น 2-3 ศตวรรษ ไม่มีใครสรุปได้ชัดเจนในขั้นนี้ แต่หากเวลานั้นมาถึง เมืองต่างๆ อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราก็ยากที่จะอยู่รอด