Taragraphies — Header Component

นโยบายสภาพภูมิอากาศของไทยขาดความมุ่งมั่นที่เพียงพอ สะท้อนถึงการดำเนินการภายในประเทศที่จำกัด

การติดตามความก้าวหน้าของตัวชี้วัดหลักในการเปลี่ยนผ่านพลังงานและโครงการด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ความมุ่งมั่นของประเทศไทยต่อพันธสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศโลกจำกัดอยู่ที่ COP28 Global Pledge on Renewables and Energy Efficiency แสดงให้เห็นถึงการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศในระดับนานาชาติที่ค่อนข้างน้อย เป้าหมาย NDC ของประเทศสอดคล้องกับเส้นทางอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 4°C และแผนพัฒนากำลังไฟฟ้าใหม่ตั้งเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนที่ 51% ภายในปี 2037 ซึ่งยังห่างไกลจากเส้นทางที่สอดคล้องกับ 1.5°C แม้จะมีแรงจูงใจเช่น Enhanced FiT และการเรียกเก็บเงินสุทธิสำหรับโซลาร์รูฟท็อป แต่ก็ยังมีอุปสรรคเชิงระบบในตลาดไฟฟ้าที่ขัดขวางการเติบโตของพลังงานหมุนเวียน การพึ่งพาก๊าซฟอสซิลของประเทศไทย แผนการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่ และการใช้ถ่านหินอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2037 ขัดแย้งกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แม้ว่าการสนับสนุนจากนานาชาติจะมีความสำคัญต่อการเร่งการเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่นโยบายภายในประเทศที่เข้มแข็งขึ้นและเป้าหมายที่ทะเยอทะยานมากขึ้นนั้นมีศักยภาพในการสร้างแรงกระตุ้น เส้นตายของการมีส่วนร่วมที่กำหนดในระดับประเทศในปี 2035 ที่กำลังจะมาถึงคือโอกาสสำหรับประเทศไทยในการยกระดับความทะเยอทะยานด้านสภาพภูมิอากาศ แก้ไขปัญหาอุปสรรคเชิงโครงสร้าง และปรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายระดับโลก ประเทศไทยมีความมุ่งมั่นในการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศอย่างจำกัด โดยเฉพาะการสนับสนุนเพียง COP28 Global Pledge เกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนและประสิทธิภาพพลังงาน ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีความแตกต่างจากประเทศที่เป็นจุดสนใจอื่นๆ ท่าทีนี้เสี่ยงทำให้ประเทศไทยพลาดเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศตามที่ระบุไว้ใน LT-LEDS ปี 2022 เช่น การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 ซึ่งอาจชะลอเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซในภูมิภาคและการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด […]

สิทธิในอากาศดี และระบบตรวจสอบย้อนกลับ คือหัวใจสำคัญเพื่อต่อกรวิกฤตฝุ่นพิษอาเซียนตอนบน

หลายปีก่อน ผมให้ความเห็นว่าคุณภาพอากาศในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่เลวร้ายลงในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของปีนั้นส่วนหนึ่งได้รับผลมากบ้างน้อยบ้างจากแบบแผนการกระจายตัวของ haze pollution ที่มาจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ commodity-driven deforestation ในกัมพูชา หลังจากความเห็นดังกล่าวนี้เผยแพร่ผ่านสื่อ หน่วยงานรัฐหน่วยหนึ่งก็รันโมเดลเพื่อยืนยันว่า haze pollution จากกัมพูชายังไงก็มาไม่ถึงกรุงเทพฯ หรอก แต่หลักฐานเชิงประจักษ์แสดงให้เห็นแล้วว่า haze pollution knows no border ใน Editor Note นี้ ตั้งข้อสังเกตต่อกรณีที่นายกรัฐมนตรีแพทองธาร รวมถึงนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม ชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่า ฝุ่น PM 2.5 เป็นปัญหาระดับนานาชาติต้องหารือร่วมกัน กำชับ กำลังพลยุทโธปกรณ์ช่วยแก้ไฟป่า และมาตรการต่างๆ ที่มีอยู่ในขณะนี้ว่าเป็นแนวทางที่จะช่วยต่อกรกับวิฤตฝุ่นพิษข้ามแดนในเขตอาเซียนตอนบนหรือไม่อย่างไร โดยจะเน้นประเด็นวิกฤตมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดนจากกัมพูชา วิกฤตฝุ่นพิษข้ามแดนอาเซียนตอนบน อาเซียนตอนบนประกอบด้วย 5 ประเทศคือ ไทย กัมพูชา สปป.ลาว เวียดนามและเมียนมา ลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่โดดเด่นคือการมีแม่น้ำโขง สายน้ำนานาชาติที่เชื่อมโยงทั้ง 5 ประเทศเข้าด้วยกัน คำว่า Greter Mekong […]

ปี 2024 เป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์

เรียบเรียงจาก https://earthobservatory.nasa.gov/images/153806/2024-was-the-warmest-year-on-record ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิพื้นผิวโลกในปี 2024 เป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ ตามการวิเคราะห์ที่นำโดยนักวิทยาศาสตร์ของ NASA อุณหภูมิโลกในปี 2024 สูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยในศตวรรษที่ 20 (ช่วงปี 1951–1980) ถึง 1.28 องศาเซลเซียส (2.30 องศาฟาเรนไฮต์) ซึ่งทำลายสถิติเดิมที่ตั้งไว้ในปี 2023 สถิติใหม่นี้เกิดขึ้นหลังจากการทำลายสถิติอุณหภูมิรายเดือนติดต่อกันถึง 15 เดือน (ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2023 ถึงสิงหาคม 2024) ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดอย่างไม่เคยมีมาก่อน “อีกครั้งที่สถิติอุณหภูมิถูกทำลาย—ปี 2024 เป็นปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่เริ่มต้นการบันทึกในปี 1880” บิล เนลสัน ผู้บริหารของ NASA กล่าว “ระหว่างอุณหภูมิที่ทำลายสถิติและไฟป่าที่กำลังคุกคามศูนย์ปฏิบัติการและบุคลากรของเราในแคลิฟอร์เนีย ความจำเป็นในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่เคยมีความสำคัญมากเท่านี้มาก่อน” นักวิทยาศาสตร์ของ NASA ยังประเมินว่าโลกในปี 2024 มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 1850–1900 ประมาณ 1.47 องศาเซลเซียส (2.65 องศาฟาเรนไฮต์) นอกจากนี้ ในช่วงมากกว่าครึ่งปี 2024 อุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยพื้นฐาน 1.5 […]

ปี 2024 เป็นปีแรกที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 1.5°C เมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม

เรียบเรียงจาก https://climate.copernicus.eu/copernicus-2024-first-year-exceed-15degc-above-pre-industrial-level#:~:text=2024%20is%20confirmed%20by%20the,above%20its%20pre%2Dindustrial%20level. ปี 2024 ได้รับการยืนยันจากบริการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคอเปอร์นิคัส (Copernicus Climate Change Service – C3S) ว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก และเป็นปีปฏิทินแรกที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นเกิน 1.5°C เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม C3S ดำเนินการในนามของคณะกรรมาธิการยุโรปโดยศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางแห่งยุโรป (ECMWF) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้เฝ้าติดตามตัวชี้วัดสภาพภูมิอากาศที่สำคัญ และบันทึกสถิติอุณหภูมิรายวัน รายเดือน และรายปีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตลอดปี 2024 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อุณหภูมิอากาศและพื้นผิวน้ำทะเลร้อนจัด ขณะที่ปัจจัยอื่น เช่น ปรากฏการณ์ El Niño Southern Oscillation (ENSO) ก็มีส่วนทำให้อุณหภูมิที่ผิดปกติเกิดขึ้นในปีนี้ด้วย ในปี 2025 นี้ องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการติดตามสภาพภูมิอากาศโลก ได้แก่ ECMWF, NASA, NOAA, สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร (UK Met Office), Berkeley Earth และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ได้ร่วมมือกันอย่างจริงจังในการประสานการเผยแพร่ข้อมูลของพวกเขา เพื่อเน้นย้ำถึงสภาพอากาศที่ผิดปกติอย่างยิ่งในปี 2024 คาร์โล บูอนเทมโป ผู้อำนวยการบริการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคอเปอร์นิคัส […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings