เครือข่ายต่อต้านสิ่งแวดล้อมข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกของโดนัลด์ ทรัมป์

นักการเมือง ผู้บริจาค สถาบันวิชาการ และสื่อในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกากำลังร่วมมือกันมากขึ้นเพื่อขัดขวางนโยบายด้านสภาพอากาศและสนับสนุนการสกัดเชื้อเพลิงฟอสซิล. เรียบเรียงจาก https://www.desmog.com/2025/01/21/mapped-donald-trump-transatlantic-anti-green-network/ ในขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐอเมริกา วาระที่สองของเขามาถึงในช่วงเวลาที่วิกฤตการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศเตือนว่า ปี 2024 เป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ และหากไม่มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป้าหมายระดับโลกที่จะจำกัดอุณหภูมิให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสและลดผลกระทบร้ายแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็จะล้มเหลว ในช่วงต้นปี 2025 เอลอน มัสก์ หัวหน้าฝ่าย “ประสิทธิภาพของรัฐบาล” ของทรัมป์ (ซึ่งบริจาคเงิน 250 ล้านดอลลาร์ให้กับการหาเสียงของทรัมป์) ได้ผลักดันให้ประเด็นเกี่ยวกับ “แก๊งล่วงละเมิด” ขึ้นมาเป็นหัวข้อสำคัญในวาระทางการเมืองของสหราชอาณาจักร โดยได้รับการสนับสนุนจากนักการเมืองจากพรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative) และพรรค Reform UK รวมถึงพันธมิตรของพวกเขาในสื่อ แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นเดียวที่ทีมของทรัมป์พยายามสร้างกระแสทางการเมืองที่ส่งผลไกลเกินกว่าพรมแดนของสหรัฐฯ ตามที่ DeSmog รายงานในวันนี้ (ซึ่งรวบรวมไว้ในแผนที่เชิงโต้ตอบ) ทรัมป์และมัสก์ ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายที่มีเงินทุนหนาแน่นในสหราชอาณาจักร ซึ่งประกอบด้วยนักการเมือง สถาบันวิชาการ สื่อ และผู้บริจาคทางการเมือง ที่กำลังผลักดันวาระที่สนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลและต่อต้านนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ อุดมการณ์ร่วม โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings