ธารา บัวคำศรี เรียบเรียงจาก Seeing Forests for the Trees and the Carbon: Mapping the World’s Forests in Three Dimensions (By Michael Carlowicz, Design by Robert Simmon -January 9, 2012)

วิทยาศาสตร์ใช้วิธีการต่างๆ ในการสำรวจป่าไม้ของโลกและชีวมวลของป่า พวกเขาทำการวัดอย่างเป็นระบบจากภาคพื้นดิน เดินป่าเพื่อนับจำนวนต้นไม้ วัดลำต้นและปีนขึ้นไปยังเรือนยอดของมัน พวกเขาทำการบินเพื่อสำรวจโดยการถ่ายภาพ การใช้เรดาร์เหนือผืนป่าประเภทต่างๆ

โดยการใช้ดาวเทียม นักวิทยาศาสตร์ได้เก็บข้อมูลในระดับพื้นที่และในระดับโลกในเรื่องของ “ความเขียว (greenness) ของพื้นผิวดินของโลกและประเมินการมีอยู่และหายไปของพืชพรรณ ในขณะเดียวกัน ก็มองหาสัญญานเพื่อแยกแยะต้นไม้กับพุ่มไม้ที่ปกคลุมดิน

นักศึกษาทำการวัดวงรอบต้นไม้ในป่าตามแนวชายฝั่งในรัฐเวอร์จิเนียร์ สหรัฐฯ การศึกษาภาคพื้นดินมีความสำคัญยิ่งยวดในการรับรองความถูกต้องของข้อมูลจากดาวเทียมและการบินสำรวจ (NASA photograph courtesy Lola Fatoyinbo.)

แต่การประเมินชีวมวลของป่านั้น เราต้องรู้เกี่ยวกับพื้นที่ ความหนาแน่น และสิ่งทีสำคัญคือความสูงของต้นไม้ นักวิจัยสามารถทำการวัดชีวมวลของป่าไม้ได้เป็นผลสำเร็จเป็นอย่างดีในพื้นที่ขนาดเล็ก การใช้วิธีการดังกล่าวนี้ในระดับโลกนั้นมีค่าใช้จ่ายสูงมากและใช้เวลานาน

Jon Ranson นักนิเวศวิทยาป่าไม้ประจำอยู่ที่ศูนย์การบินอวกาศนาซา “เราต้องการเห็นพืชพรรณบนโลกในลักษณะสามมิติ โดยการวัดความสูงของป่า เราสามารถประเมินชีวมวลเหนือพื้นดินและประมาณปริมาณคาร์บอนที่กับเก็บในป่าได้ ยิ่งการวัดมีความเที่ยงตรงเพียงใด การประมาณปริมาณคาร์บอนก็ยิ่งมีความแน่นอนมากขึ้นเพียงนั้น”

แผนที่ฉบับแรกที่ประเมินความสูงของป่าในระดับโลกมีขึ้นในปี 2010 Michael Lefsky จากมหาวิทยาลัยรัฐโคโลราโดในสหรัฐฯ ได้ทำการผนวกเอาภาพกว้างของพื้นผิว(แนวนอน)จากภาพถ่ายแบบ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) จากดาวเทียม NASA’s Terra and Aqua satellites เข้ากับความสูง(แนวตั้ง) จากดาวเทียม ICESat(NASA’s Ice, Cloud, and land Elevation Satellite)

ความสูงของป่าไม้ของโลกมีระดับตั้งแต่ 40 เมตรในเขตตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกาไปจนถนถึง 20 เมตรในเขตป่าบอเรียลในแถบเส้นรอบวงอาร์กติก แผนที่แสดงให้เห็นสีเขียวเข้มซึ่งแสดงถึงป่าไม้ที่มีความสูงกว่า [NASA Earth Observatory map by Jesse Allen & Robert Simmon, using data from Michael Lefsky, Colorado State University].

ผลคือแผนที่ได้แสดงให้เห็นถึงป่าไม้ที่มีความสูงมากที่สุดของโลกในตะวันตกเฉียงเหนือของอเมริกาด้านด้านแปซิฟิกและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และป่าไม้ที่สูงน้อยลงไปในแถบพื้นที่ของแคนาดาและเขตยูเรเชีย เรือนยอดของต้นไม้ที่สูงที่สุดคือป่า temperate conifer forests ซึ่งมีต้นไม่จำพวก Douglas fir, western hemlock, redwood และ sequoia อยู่หนาแน่น และโดยทั่วไปไม้เหล่านี้สูงได้มากกว่า 40 เมตร ป่าบอเรียล(Boreal forests) ที่มีต้นไม้อย่าง spruce, fir, pine, และ larch โดยทั่วไปโตมีความสูงเสียดขึ้นฟ้าอยู่ในราว 20 เมตร ในระหว่างนั้นจะเป็นป่าไม้ที่มีพืชใบกว้างในเขตอบอุ่นของยุโรปและป่าฝนเขตร้อนที่ยังไม่ถูกรบกวน ซึ่งความสูงเฉลี่ยจะอยู่ในราว 25 เมตร

หัวใจสำคัญของการทำแผนที่นี้คือข้อมูลจากระบบ GLAS (Geoscience Laser Altimeter System) บนดาวเทียม ICESat ซึ่งใช้แสงเลเซอร์ส่งลงบนผิวโลกมากกว่า 250 ล้านครั้งในช่วง 7 ปีของการโคจรรอบโลก(2003-2009) และได้วัดพื้นที่ที่มีป่าไม้ปกคลุมบนโลกร้อยละ 2.4 และผืนป่าในพื้นที่ดังกล่าวร้อยละ  24 โดยตรง จากนั้น นำข้อมูลที่เก็บได้จากดาวเทียมมาประเมินโดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์

Michael Lefsky ทำการผนวกข้อมูลจากการสังเกตพืชพรรณเข้ากับข้อมูลดาวเทียม ICESat ซึ่งเป็นข้อมูลตามแนวเส้นสีดำในภาพ เพื่อสร้างแผนที่ความสูงของป่าไม้ (NASA map by Jesse Allen and Robert Simmon.)

แผนที่นี้ถือเป็นแผนที่ความสูงป่าไม้ฉบับแรก Lefsky และทีมงานของเขาบอกว่า ยังมีความไม่แน่นอนอยู่อีกมาก นี่เป็นร่างแผนที่ฉบับแรกและต้องมีการทำให้ละเอียดมากขึ้นในอนาคต

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading