Taragraphies — Header Component

เครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่

, 2553

สืบเนื่องจากโครงการเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงหมายเลข 2090 (ตอนแยกทางหลวงหมายเลข 2-ต่อเขตอุทยาน แห่งชาติเขาใหญ่) โดยกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ซึ่งได้ดำเนินการขยายถนนสาย 2090 หรือถนนธนะรัชต์ (ปากช่อง-เขาใหญ่) เส้นทางขึ้นสู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่  อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พบว่ามีการตัดต้นไม้ทั้งสองข้างทางไป ตั้งแต่ กม.ที่ 2 ถึง กม.ที่ 8  นอกจากตัดต้นไม้เล็กนับร้อยต้นแล้วยังพบว่ามีการตัดต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้หวงห้าม ต้นไม้หายากอันประกอบด้วย  สะเดา 86 ต้น , สัก 8 ต้น ,ประดู่ 5 ต้น , นนทรี 4 ต้น , กระถินพิมาน 1 ต้น , หว้า 4 ต้น ,อินทนิล 1 ต้น ,กาสามปีก 8 ต้น ,คงคาเดือด 4 ต้น , มะค่าโมง 2 ต้น , ตะแบก 1 ต้น , พะยูง 1 ต้น , มะหาด 1 ต้น , และตะคร้ำ 2 ต้น  ไม้ใหญ่ที่ถูกตัดไปนั้น มีจำนวนรวมแล้วมากถึง 128 ต้น แต่ละต้นมีอายุนับสิบนับร้อยปี  ล้วนแต่เป็นต้นไม้สำคัญ  บางชนิดหายากและมีคุณค่าทางเศรษฐกิจและสิ่งที่ประเมินค่ามิได้คือ ความรู้สึกของคนไทยทั้งมวล ที่รักเขาใหญ่ อันเป็นผืนป่าต้นน้ำ มรดกโลกของชาติเรา และผู้คนที่ประทับใจกับอุโมงค์ต้นไม้ บนพื้นที่ถนนระยะทางกว่า 1 กม.ที่มีต้นไม้สองข้างทางโค้งเข้าหากัน  เป็นร่มเงาคล้ายอุโมงค์แห่งความร่มรื่น ทั้งเคยเป็นอันซีนไทยแลนด์สถานที่หนึ่งซึ่งขณะนี้ไม่มีอีกแล้ว

โครงการเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงหมายเลข 2090 นี้ กระทรวงคมนาคมและกรมทางหลวง แถลงผ่านสื่อว่าจำเป็นต้องขยายถนนเพื่อแก้ปัญหารถติดจึงเพิ่มช่องจราจรจาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร โดยมิได้ตระหนักเลยแม้แต่น้อยว่าต้นไม้มากมายที่ถูกตัดโค่นลงเพื่อแลกกับเส้นทางนำความเจริญทางวัตถุเข้าไปทำลายผืนป่าและสนองตัญหาของนักการเมืองเหล่านี้นั้นจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาทั้งในทางตรงและทางอ้อมของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และสถานภาพของผืนป่ามรดกโลกแห่งที่ 5 นี้ อย่างไร แม้ขณะนี้จะมีเสียงเรียกร้องจากประชาชนทุกภาคส่วนทั่วประเทศ ออกมาแสดงพลังร่วมกันคัดค้านต่อต้านโครงการเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงหมายเลข 2090 นี้  รวมทั้งฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรีคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  ซึ่งได้ออกแถลงผ่านสื่อมวลชนสั่งให้ชะลอโครงการขยายถนนสายนี้ด้วยแล้ว แต่กระนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็มิได้อินังขังขอบต่อกระแสต่อต้านของสังคมแต่อย่างใด ยังคงยืนยันด้วยหัวใจแห้งแล้ง อย่างเยือกเย็น  แถลงผ่านสื่อขัดแย้งกับประกาศิตของท่านนายกรัฐมนตรีว่าเป็นโครงการที่มีความจำเป็นและจะดำเนินการต่อไป

ด้วยเหตุนี้  พวกเราประชาชนทั้งหลาย จึงมิอาจนิ่งเฉยในการร่วมกันปกป้องพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่อย่างยั่งยืนเป็นรูปธรรม  ดำเนินการได้จริง  โดยมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลดังต่อไปนี้

1) ให้รัฐบาลยุติโครงการเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงหมายเลข 2090 (ตอนแยกทางหลวงหมายเลข 2-ต่อเขตอุทยาน แห่งชาติเขาใหญ่) ที่ผิดกฎหมายนี้ โดยเด็ดขาดในทันที

2) 
ให้รัฐบาลฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการขยายถนนธนะรัชต์ช่วง 2-8 กม. ให้กลับคืนดังเดิมโดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างกว้างขวาง 
ให้รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมตรวจสอบอิสระขึ้นมาตรวจสอบความเสียหายจากโครงการขยายถนนสายนี้ โดยมีองค์ประกอบของประชาชน นักวิชาการอิสระ องค์กรภาคประชาสังคมและสถาบันการศึกษาเพื่อดำเนินการฟื้นฟู ความเสียหายที่เกิดขึ้นและหาแนวทางพัฒนาถนนธนะรัชต์ให้เป็นถนนสายธรรมชาติ ที่อยู่คู่กับชุมชนริมทางและอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่สืบไป

3) 
ให้รัฐบาลยุตินโยบายทั้งปวงที่มีแนวโน้มคุกคามก้าวร้าวต่อผืนป่า อุทยานและแหล่งต้นน้ำทั่วประเทศ

4) ให้รัฐบาลทบทวนกฎหมายที่ให้อำนาจในการทำลายผืนป่าและสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น ควรยกเลิกข้อตกลงเรื่องการสงวนการตัดฟันไม้ ในแนวเขตทางหลวง และในที่ดินสงวนของกรมทางหลวง พ.ศ.2511 ที่ให้สิทธิกรมทางหลวงตัดต้นไม้ก่อนทำหนังสือขออนุญาตทีหลังได้แล้ว เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวไม่เหมาะสมกับภาวการณ์ปัจจุบัน

เราขอเรียกร้องเชิญชวนพี่น้องประชาชนไทยได้โปรดออกมาร่วมมือร่วมใจผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อพิทักษ์รักษาผืนป่าแหล่งต้นน้ำธรรมชาติ ทั่วประเทศ และถือเอากรณีถนน 2090 เส้นนี้ที่คุกคามจะทำร้ายและทำลายต่ออุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นกรณีศึกษาว่าตราบใดที่ประชาชนเราเผลอเรอ รู้ไม่เท่าทัน ขาดข้อมูล กลุ่มนักการเมืองและข้าราชการที่หัวใจแห้งแล้ง ขาดสำนึกต่อประเทศ ผืนป่าและแหล่งต้นน้ำจะรุกคืบคลานเข้าไปแสวงหาประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งกับธรรมชาติที่เหลือน้อยเต็มที

ด้วยจิตคารวะแด่หัวใจของพี่น้องประชาชนที่พร้อมจะปกป้องผืนป่าแหล่งต้นน้ำของแผ่นดิน

เครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่

/สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยรามคำแหง

/มูลนิธิชุมชนโคราช

/มูลนิธิเขาใหญ่

/มูลนิธิหม่อมเจ้าหญิงรังษี ยุคคล

/มูลนิธิพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ/กรีนพีชเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

/กลุ่มอนุรักษ์กระทิงเขาใหญ่

/กลุ่มรักษ์เขาแผงม้า/กลุ่มเรารักษ์เขาใหญ่

      ชมรมธุรกิจท่องเที่ยวเขาใหญ่-ปากช่อง/เครือข่ายเพื่อสังคมโคราช[ CSR Korat ]/สมัชชาประชาชนภาคอีสาน 19 จังหวัด/สมัชชาประชาชนไทยอเมริกาเหนือ

/เครือข่ายประชาชนไทยโพ้นทะเลอนุรักษ์มรดกโลก

/ภาคีนักศึกษาอาจารย์ มหาวิทยาลัยราชภัฎ นครราชสีมา/ศูนย์ข้อมูลท้องถิ่นมหาวิทยาลัยราชภัฎ/ ชมรมนักธุรกิจเพื่อสังคม โคราช

/ กลุ่มทันตแพทย์รักในหลวง ห่วงลูกหลาน สร้างสรรค์สังคมไทย

/กลุ่มไม้ขีดไฟ

เครือข่าย/เยาวชนเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Youthnet)/
เครือข่ายผู้หญิงที่อยู่ร่วมกับเอชไอวี

/มูลนิธิเข้าถึงเอดส์/ 
โครงการผู้หญิงเพื่อสันติภาพและความยุติธรรม
/กลุ่มนิเวศประชาธรรม

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading