บริสุทธิ์เท่าน้ำนมแม่   คำพูดนี้จะไม่ได้ยินจากปากของหมอมิยาตะ ฮิเดกิ นักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับนับถือ จากการศึกษาทดลองของเขาที่ดำเนินการเป็นระยะ เขาสงสัยมานานแล้วว่าน้ำนมแม่ชาวญี่ปุ่นอาจปนเปื้อนด้วยมลพิษไดออกซิน – ปัญหามลพิษที่ประเด็นร้อนแรงอยู่ในขณะนี้

ในความเห็นมิยาตะ มารดาส่วนใหญ่จะให้นมลูกในช่วง 3 เดือนก่อนเปลี่ยนเป็นนมผสม “ผมไม่รู้จะช่วยอย่างไร แต่ขอแนะนำว่า ทารก (ในญี่ปุ่น) ควรห่างไกลจากนมแม่ จะปลอดภัยกว่า “

เมื่อไม่นานมานี้ มลพิษจากไดออกซินกลายเป็นวาระแห่งชาติในญี่ปุ่น เหตุผลหนึ่งคือ เป็นปัญหาที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการเผาขยะ ไดออกซินจะเกิดขึ้นเมื่อเผาพลาสติกและขยะที่ประกอบด้วยสารเคมีที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ ขยะในญี่ปุ่นมากกว่า 3 ใน 4 ส่วนนำไปเผาในโรงงานเผาขยะที่รับรองโดยรัฐบาลซึ่งมีอยู่ประมาณ 3,840 แห่งทั่วประเทศ ปัจจุบัน มีเพียงโรงงานเผาขยะไม่กี่แห่งที่ควบคุมการปล่อยไดออกซิน

เมื่อมิยาตะ ศึกษาเรื่องไดออกซินเป็นครั้งแรก จากเอกสารวิจัยของรัฐบาลอเมริกันในช่วงต้นทศวรรษ 1970s(พ.ศ.2513-2518) ยังไม่มีใครรับรู้ถึงอันตรายจากไดออกซินมากนัก จนกระทั่งผลกระทบจากฝนเหลืองที่สหรัฐอเมริกานำมาโปรยในสงครามเวียดนามเปิดเผยให้คนทั้งโลกได้รับรู้ ไดออกซินจึงเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น แท้ที่จริง รัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่งตื่นตัวกับปัญหาไดออกซินเพียง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้เอง

มิยาตะยังทำการศึกษาเรื่องโพลีคลอริเนเตด ไบฟีนิล (PCBs) ที่สถาบันสาธารณสุขเมืองโอซากาโดยเฉพาะกรณีน้ำมันรำข้าวที่ปนเปื้อน PCBs ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 126 คน ในปี พ.ศ.2511 และทำการจำแนกสารพิษอื่น ๆ อีก 2 ตัว ออกจากกัน ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้รวมเข้าอยู่ในบัญชีรายชื่อสารก่อมะเร็งในปี พ.ศ. 2541

ช่วงปี พ.ศ. 2523-2532 มิยาตะร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Setsunan ใกล้เมืองเกียวโต ได้หันเหความสนใจมาศึกษาเรื่อง       ไดออกซินที่เกิดจากโรงงานเผาขยะ พวกเขาไม่จำเป็นต้องไปไหนไกล พวกเขาพบปริมาณไดออกซินที่สูงมากปรากฎอยู่ในเศษตกค้างและเถ้าที่เกิดจากโรงงานเผาขยะเทศบาล 3 แห่ง ในเมืองโอซากา ยิ่งกว่านั้น ยังพบไดออกซินในน้ำนมแม่ซึ่งบ่งชี้ว่าสารก่อมะเร็งนี้กำลังจะผ่านไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่งในอนาคต

ช่วงปี พ.ศ. 2536-2538 ชุมชนโตโกโรซาวา ทางเหนือของโตเกียว กลายเป็นข่าวใหญ่ เนื่องจากมีโรงงานเผากากของเสียอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมากในพื้นที่ บางแห่งดำเนินการผิดกฎหมาย ชาวบ้านต้องทนทุกข์ทรมานกับกลิ่นเหม็น ทำให้ระคายเคืองสายตาและไอ ต้นสนในละแวกนั้นกลายเป็นสีดำ

ด้วยความไม่ใส่ใจของเจ้าหน้าที่รัฐบาล ชาวบ้านจึงไปพบมิยาตะ เขาทำการวิเคราะห์ดินและพบไดออกซินปนเปื้อนในระดับสูงมาก มีการตีพิมพ์เผยแพร่เรื่องนี้ออกไปอย่างกว้างขวาง และทำให้เกิดการต่อสู้ของชาวบ้าน ในปี พ.ศ. 2541 เมืองโตโกโรซาวากลายเป็นเมืองในญี่ปุ่นที่มีรหัสควบคุมการปล่อยไดออกซินของตนเอง ตัวอย่างดินทั่วประเทศญี่ปุ่นถูกส่งมาวิเคราะห์ที่สำนักงานของมิยาตะอย่างไม่ขาดสาย

รัฐบาลญี่ปุ่นเชื่องช้ามากในการรับมืออันตรายจากไดออกซินและ ยังตามหลังประเทศอุตสาหกรรมในการกำหนดค่ามาตรฐานการรับไดออกซินเข้าไปในร่างกายต่อวัน ความพยายามของมิยาตะมีส่วนทำให้รัฐบาลเข้มงวดกับค่ามาตรฐานมากขึ้น ข้อกำหนดล่าสุดซึ่งมีผลในทางปฏิบัติในเดือนมกราคม พ.ศ. 2542 และ ภายในปี พ.ศ. 2545 เป้าหมายคือ ลดการปล่อยไดออกซินลงร้อยละ 90 จากระดับที่กำหนดในปี พ.ศ. 2541

ไดออกซินเป็นสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตบริโภคนิยมร่วมสมัยของญี่ปุ่นที่อยู่บนฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก วัฒนธรรมเช่นนี้มีราคาแพง ผู้คนต้องจ่ายคืนให้กับสิ่งแวดล้อมสำหรับสิ่งที่กระทำหรือไม่กระทำลงไป มิยาตะเตือนว่า “หากเรายังคงดำเนินชีวิตเช่นนี้อยู่ ก็เท่ากับเรากำลังกัดกลืนตัวเอง”

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading